การถกเถียงเรื่องเอฟเฟกต์กราฟิกที่ชวนเวียนหัวในวงการเกมได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ เมื่อทางสื่อไอทีและเกมชื่อดังอย่าง PC Gamer ได้จัดกิจกรรมทัวร์นาเมนต์โหวตแบบแพ้คัดออก เพื่อเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้ผู้เล่นร่วมลงคะแนนตัดสินว่า เอฟเฟกต์ภาพชนิดใดคือสิ่งที่สร้างความหงุดหงิดให้กับการเล่นเกมมากที่สุด โดยตลอดการแข่งขันมีการลงคะแนนรวมกันมากกว่า 7,000 โหวต
การแข่งขันดำเนินมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นการดวลกันระหว่างสองตัวเต็งอย่าง Chromatic Aberration หรือเอฟเฟกต์ภาพเหลื่อมสี และ Motion Blur เอฟเฟกต์จำลองภาพเบลอขณะเคลื่อนไหว ผลปรากฏว่าผู้เล่นเทคะแนนอย่างท่วมท้นให้ Motion Blur เป็นเอฟเฟกต์ยอดแย่อันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ Chromatic Aberration ได้รับเสียงโหวตไปเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จากจำนวนผู้ลงคะแนนเกือบ 2,000 รายในรอบชิง
Jacob Ridley บรรณาธิการบริหารสายฮาร์ดแวร์ของ PC Gamer ได้แสดงทัศนะต่อผลสำรวจครั้งนี้ว่า ความจริงแล้ว Motion Blur ยังคงมีประโยชน์และความจำเป็นอยู่ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะในเกมขับรถที่ต้องการสื่อถึงความเร็วสูง หรือในฝั่งเครื่องเกมคอนโซลยุคก่อนที่มีข้อจำกัดเรื่องเฟรมเรตต่ำ ซึ่งเอฟเฟกต์เบลอจะช่วยกลบเกลื่อนรอยต่อความกระตุกและข้อบกพร่องทางกราฟิกได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาใช้กับเกมบนแพลตฟอร์ม PC ที่ผู้เล่นต้องการภาพที่คมชัดและตอบสนองสายตาอย่างแม่นยำ เอฟเฟกต์นี้กลับกลายเป็นตัวทำลายประสบการณ์เล่นเกมแทน
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นแสดงความไม่พอใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพราะเอฟเฟกต์นี้ทำให้ภาพมัว แต่เกิดจากการที่สตูดิโอผู้พัฒนาส่วนใหญ่มักเปิดใช้งานมันเป็นค่าเริ่มต้น หรือ Default Setting เสมอ ส่งผลให้เกมเมอร์จำนวนมากสร้างสัญชาตญาณติดตัวว่า ทันทีที่ติดตั้งและเข้าเล่นเกมใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนกดเริ่มโหมดเนื้อเรื่องหรือมัลติเพลเยอร์ คือการเข้าไปยังหน้าต่างเมนูกราฟิกเพื่อสั่งปิดฟังก์ชัน Motion Blur ในทันที และตราบใดที่ผู้พัฒนายังคงใส่ระบบนี้เปิดค้างไว้ พฤติกรรมการเข้าไปปิดของผู้เล่นก็คงจะดำเนินต่อไปเช่นนี้เรื่อยไป
ที่มา PC Gamer