เว็บไซต์ Eurogamer รายงานความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับประเด็นร้อนในวงการเกม หลังจากที่โปรเจกต์เกมฟอร์มยักษ์ Project Windless ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายแฟนตาซีเกาหลี The Bird That Drinks Tears ได้ไปเผยโฉมความอลังการในงาน PlayStation State of Play เมื่อคืนก่อนหน้า ส่งผลให้เกมเมอร์จำนวนมากเริ่มตั้งข้อสังเกตและเกิดความกังวลว่า งานภาพที่ดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้อาจมีการใช้เทคโนโลยี Generative AI เข้ามาช่วยในการพัฒนาเป็นหลักหรือไม่ จนทางสื่อต้องติดต่อไปยังผู้พัฒนาเพื่อขอความชัดเจน
โฆษกของ Krafton ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า สตูดิโอในเครือของบริษัทมีอิสระในการทำงานสูงมาก และสำหรับทีมงานที่มอนทรีออลซึ่งรับผิดชอบโปรเจกต์นี้นั้น พวกเขาเลือกใช้แนวทางการพัฒนาเกมผู้เล่นคนเดียวแบบดั้งเดิมที่เน้นฝีมือและการคราฟต์ชิ้นงานด้วยมนุษย์เป็นหลัก ทางทีมงานยอมรับว่ามีการใช้เทคโนโลยี AI อยู่บ้าง แต่เป็นเพียงการใช้งานภายในช่วงเริ่มต้นของการสำรวจไอเดียเพื่อช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น ไม่ได้นำมาใช้เป็นฟีเจอร์หลักที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้เล่น
สำหรับระบบ AI ที่ขับเคลื่อนตัวละครในเกม ทางค่ายยืนยันว่าโปรเจกต์นี้ใช้ระบบ AI สำหรับเกมแบบดั้งเดิม (Traditional Game AI) เพื่อควบคุมพฤติกรรม การเคลื่อนไหว และการตอบสนองของเหล่า NPC ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นช่วงการต่อสู้หรือการใช้ชีวิตประจำวัน โดยประโยคสำคัญที่ทาง Krafton ย้ำชัดเจนคือ พวกเขาไม่ได้ใช้ Generative AI สำหรับการสร้างสรรค์เนื้อหาหรือองค์ประกอบทางด้านการเล่าเรื่องเลยแม้แต่น้อย

การออกมาชี้แจงอย่างรวดเร็วของ Krafton ถือเป็นการดับไฟดราม่าตั้งแต่ต้นลม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเด็นการใช้ AI สร้างเกมกำลังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในหมู่เกมเมอร์ ดังเช่นกรณีศึกษาล่าสุดของสตูดิโอ Larian ที่ผู้ก่อตั้งอย่าง Swen Vincke ต้องออกมาประกาศระงับการใช้ Generative AI ในขั้นตอนการออกแบบคอนเซปต์อาร์ตสำหรับเกมใหม่โดยเด็ดขาด หลังจากที่เคยเปรยถึงเรื่องนี้แล้วโดนกระแสต่อต้านจากแฟนๆ อย่างหนัก เพื่อตัดปัญหาและข้อครหาเกี่ยวกับแหล่งที่มาของงานศิลปะในเกม
ที่มา Eurogamer