ทำไมคนถึงไฮป์ การกลับมาของ Muramasa: The Demon Blade

แชร์เรื่องนี้:
ทำไมคนถึงไฮป์ การกลับมาของ Muramasa: The Demon Blade

ทำไมการกลับมาของดาบปีศาจ Muramasa ถึงสร้างความไฮป์

การประกาศพอร์ท Muramasa: The Demon Blade ลงสู่แพลตฟอร์มยุคใหม่อย่าง Nintendo Switch 2 และ PC บน Steam ได้สร้างกระแสความตื่นเต้นไปทั่วโลกออนไลน์ ในวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมาในงาน Nintendo Direct นี่ไม่ใช่แค่การนำเกมเก่ามาขายใหม่ แต่คือการปลดผนึกหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของวงการให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในชื่อใหม่อย่าง Muramasa: Revenant Blades

นิยามแห่งความเทพของ Vanillaware

เมื่อพูดถึงค่ายเกม Vanillaware นำโดย จอร์จ คามิตานิ (George Kamitani) สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคืองานภาพแบบ 2D Hand-drawn ที่สวยงามระดับปรมาจารย์และมีอัตรลักษณ์อย่างมาก ความเทพของค่ายนี้คือการวาดทุกองค์ประกอบด้วยมือทีละเฟรม ตั้งแต่อนิเมชั่นตัวละครที่ลื่นไหล ฉากหลังที่มีมิติซับซ้อน ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างอาหารในเกมที่ดูน่ากินจนหิวตาม สิ่งเหล่านี้ทำให้เกมของ Vanillaware กลายเป็นงานศิลปะที่ไม่มีวันตกรุ่น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษ งานภาพก็ยังคงทรงพลังและไม่ล้าสมัยเหมือนกราฟิก 3D ทั่วไปในยุคเดียวกัน การได้เห็นภาพวาดพู่กันสไตล์ Ukiyo-e กลับมาโลดแล่นบนจอคมชัดจึงเป็นความฝันของแฟนเกมหลายคน และขอร้องล่ะครับพี่ เอา Odin Sphere กลับมาด้วยเถอะ

Odin Sphere อีกหนึ่งงานเทพของ Vanillaware

Muramasa คืออะไร

Muramasa: The Demon Blade เป็นผลงานระดับตำนานจากค่าย Vanillaware ที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากนับตั้งแต่ยุคเครื่อง Wii ก่อนจะถูกนำมาพอร์ตลงแพลตฟอร์มอื่น เกมนี้มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอเมื่อมีหัวข้อเกี่ยวกับหนึ่งในเกมที่มีงานอาร์ทโดดเด่นที่สุด แต่หากลอกคราบความงามทางศิลปะออกไป แล้วมองลึกลงไปที่แก่นของเกมเพลย์จริงๆ เกมนี้มีดีแค่ไหน และมีจุดอ่อนอะไรบ้าง นี่คือการเจาะลึกแบบตรงไปตรงมา

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดแข็งที่สุดที่แบกเกมนี้ไว้คืองานภาพ 2D สไตล์ภาพวาดพู่กันและภาพพิมพ์ไม้ (Ukiyo-e) ของญี่ปุ่นดั้งเดิม ทุกฉากในเกมถูกวาดด้วยมืออย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นทุ่งข้าวสาลีสีทองที่พริ้วไหวตามสายลม ป่าไผ่ในยามค่ำคืน หรือนรกภูมิที่เต็มไปด้วยอสูรกาย ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยรายละเอียด นอกจากนี้ อนิเมชันการกินอาหารตามร้านรวงต่างๆ ในเกมยังทำออกมาได้พิถีพิถันจนชวนหิว ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำค่ายไปแล้ว เมื่อผสานเข้ากับดนตรีประกอบที่ใช้เครื่องดนตรีโบราณอย่างซามิเซ็งและขลุ่ยไม้ไผ่ มันสามารถดึงให้เราจมดิ่งลงไปในบรรยากาศของยุคเอโดะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

งานอาร์ทที่แข็งแกร่งของ Vanillaware

ตัวเกมนำเสนอเนื้อเรื่องผ่านตัวละครหลักสองคนที่มีแคมเปญแยกจากกันอย่างชัดเจน ได้แก่

  • คิสุเกะ (Kisuke): นินจาหนุ่มผู้สูญเสียความทรงจำและกำลังถูกตามล่า

  • โมโมฮิเมะ (Momohime): เจ้าหญิงผู้โชคร้ายที่ถูกวิญญาณนักดาบจอมขมังเวทย์สิงสู่ร่าง

ทั้งสองมีเป้าหมายและเส้นทางที่แตกต่างกัน แต่เรื่องราวจะค่อยๆ เชื่อมโยงเข้าหากันผ่านตำนานของ "ดาบมารมุรามาสะ" การเล่าเรื่องทำได้น่าติดตามในระดับหนึ่ง มีกลิ่นอายของนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วย ปิศาจ เทพเจ้า และวิญญาณอาฆาต

ตัวเอกทั้งสอง Momohime (ซ้ายมือ) และ Kisuke (ขวามือ)

ระบบต่อสู้ที่รวดเร็ว เน้นการสลับดาบ

เกมเพลย์เป็นแนว Action Hack & Slash 2D มุมมองด้านข้าง ระบบต่อสู้ถูกออกแบบมาให้รวดเร็ว ฉับไว และเข้าถึงง่ายมาก เราสามารถพกดาบติดตั้งไว้ใช้งานได้พร้อมกัน 3 เล่ม โดยแบ่งเป็นดาบสั้น (Tachi) ที่เน้นความคล่องตัว และดาบยาว (Odachi) ที่เชื่องช้าแต่พลังทำลายล้างสูง

ความสนุกของระบบนี้คือ "เกจวิญญาณ" (Soul Gauge) ดาบทุกเล่มจะมีค่าความทนทาน หากเรากดป้องกันการโจมตี หรือใช้ท่าไม้ตาย (Ougi) เกจนี้จะลดลงเรื่อยๆ จนดาบหัก เมื่อดาบหักจะไม่สามารถป้องกันหรือโจมตีทำดาเมจได้เต็มที่ บังคับให้ต้องกดสลับไปใช้ดาบเล่มอื่นในคลัง เพื่อให้ดาบที่หักได้กลับเข้าไปพักฟื้นฟูเกจในฝัก ระบบนี้ทำให้การต่อสู้เกิดความลื่นไหล เพราะเราต้องฟัน สลับดาบ ปล่อยท่าไม้ตาย หมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว

ระบบการสร้างและสะสมดาบ 108 เล่ม (Forging System)

จุดเด่นที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักและเป็นแรงดึงดูดให้อยากเล่นต่อไปเรื่อยๆ คือระบบการสะสมและตีดาบ เกมนี้ไม่ได้ดรอปอาวุธจากศัตรู แต่เราจะต้องปลดล็อกดาบเล่มใหม่ๆ ผ่าน ผังดาบ (Weapon Tree) ที่เชื่อมโยงกันอย่างมโหฬาร การจะตีดาบแต่ละเล่มได้นั้น จำเป็นต้องใช้ "วิญญาณ" (Soul) ที่เก็บตามฉากหรือสู้กับศัตรู และ "พลังชีวิต" (Spirit) ที่ได้จากการกินอาหารต่างๆ ในเกม

ระบบ Forging

ดาบในเกมมีให้สะสมและสร้างมากถึง 108 เล่ม แต่ละเล่มจะมีค่าสถานะ เอฟเฟกต์ติดตัว และท่าไม้ตาย (Ougi) ที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง บางท่าเป็นการพุ่งทะลวงข้ามฉาก บางท่าเป็นการปล่อยคลื่นดาบรัวๆ หรือบางท่าเป็นการสร้างพายุหมุนพัดศัตรูให้ลอยขึ้นฟ้า การสะสมดาบจึงไม่ใช่แค่การอัปเกรดพลังโจมตีให้ตีแรงขึ้น แต่คือการค้นหาท่าไม้ตายที่เข้ากับสไตล์การต่อสู้ของเรามากที่สุด

Weapon Tree

ยิ่งไปกว่านั้น การจะปลดล็อกดาบระดับสูงสุดในช่วงท้ายทรีได้ ยังบังคับให้เราต้องนำดาบเฉพาะทางของทั้งฝั่งคิสุเกะและโมโมฮิเมะมาผสมกัน (ต้องเคลียร์เนื้อเรื่องทั้งสองฝั่ง) ทำให้ระบบนี้เพิ่มความลึกในสไตล์เกมแนว RPG และสร้างเป้าหมายระยะยาวให้กับการเล่นได้อย่างดีเยี่ยม

พันธนาการจากคอนโซล

ปัญหาใหญ่ที่สุดของ Muramasa ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือ การที่ตัวเกมนั้นเข้าถึงยากมากๆ ตัวเกมต้นฉบับวางจำหน่ายบน Nintendo Wii และมีเวอร์ชันอัปเกรดเนื้อหา หรือเวอร์ชั่น Rebirth บน PlayStation Vita ซึ่งปัจจุบันเครื่องเกมทั้งสองกลายเป็นของแรร์และสโตร์ออนไลน์ได้ปิดตัวลงไปแล้ว การที่เกมระดับตำนานถูกกักขังไว้กับฮาร์ดแวร์ที่ตายไปแล้วทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่หมดสิทธิ์เข้าถึง ดังนั้นการพอร์ทลง PC (Steam) จึงเป็นบทสรุปที่สวยงาม เพราะเป็นการการันตีว่าเกมนี้จะได้รับการอนุรักษ์ไว้ตลอดไปโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเจเนอเรชันของเครื่องเกมอีก ขณะที่การลง Nintendo Switch 2 ก็ตอบโจทย์ผู้เล่นที่หลงใหลการเล่นเกมแอ็กชันบนเครื่องพกพา ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ดั้งเดิมของเกมนี้ตั้งแต่สมัย Vita แต่ทรงพลังกว่าหลายเท่าตัว

Muramasa บนเครื่อง Wii

พลังของดาบปีศาจ ที่จะมาบนคอนโซลยุคใหม่

Muramasa เป็นเกมแนว Side-scrolling Action RPG ที่มีจังหวะการต่อสู้รวดเร็วและดุดัน ผู้เล่นต้องสลับดาบปีศาจเพื่อต่อ Air Combo และปล่อยท่าไม้ตาย การมาถึงของฮาร์ดแวร์ระดับ PC และ Switch 2 จะทลายข้อจำกัดเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง การพอร์ทเกมที่จากเดิมเฟรมเรทอาจจะไม่สูงมาก แต่บนเครื่องยุคใหม่เกมจะสามารถรันได้ที่ 60 FPS หรือทะลุขีดจำกัดบน PC พร้อมระยะเวลาโหลดฉากที่แทบจะหายไปในพริบตาด้วยขุมพลัง SSD ทำให้การต่อสู้ลื่นไหลมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของงานภาพในระดับ 4K งานศิลปะสไตล์ญี่ปุ่นโบราณจะถูกนำเสนอในความละเอียดสูงสุด สีสันของใบไม้เปลี่ยนสี และเอฟเฟกต์การต่อสู้ จะถูกดึงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้

 
แชร์เรื่องนี้:
Meltdown
Meltdown

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง