เว็บไซต์ GamesRadar+ รายงานบทสัมภาษณ์ของ Matt Radford อดีตศิลปินด้านวิชวลเอฟเฟกต์อาวุโสที่เคยฝากผลงานไว้ในเกมระดับตำนานอย่าง The Last of Us และ Uncharted 4 ซึ่งได้มาเปิดใจผ่านรายการ Kiwi Talkz ถึงความตื่นเต้นที่จะได้กลับมาสวมบทบาทเป็นเพียงผู้เล่นทั่วไปอีกครั้งในผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของต้นสังกัดเก่าอย่าง Intergalactic: The Heretic Prophet
Radford เล่าว่าบางครั้งการรู้เบื้องหลังกระบวนการสร้างเกมมากเกินไป ก็ทำให้การเสพงานศิลปะในฐานะแฟนเกมเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบันเขาถอยห่างจาก Naughty Dog มาไกลพอที่จะสามารถสนุกกับเกมใหม่ได้อย่างเต็มที่ โดยเขากล่าวว่า "ผมเชื่อว่าเกมนี้จะต้องมีอะไรที่น่าดึงดูดใจมากๆ แน่นอน ผมมีความคิดเห็นต่อเกมนี้ทั้งในแง่ดีและแง่ลบ แต่พูดตามตรง ผมดีใจมากที่สถาบันอย่าง Naughty Dog ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ และดีใจที่มีคนกล้าเสี่ยงทุ่มเทให้กับงานศิลปะในระดับที่สูงขนาดนี้"
นอกจากนี้ Radford ยังได้วิเคราะห์ถึงสภาพคล่องทางการเงินที่ผันผวนของอุตสาหกรรมเกมในปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบ Naughty Dog กับสตูดิโออย่าง CD Projekt Red ว่าเป็นค่ายที่กล้าทุ่มทุนสร้างเกมฟอร์มยักษ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Naughty Dog แตกต่างออกไปคืออิสระในการสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกำไรจากยอดขายเกมแบบรัดตัวนัก

ตามความเข้าใจของผม บทบาทของ Naughty Dog คือการสร้างเกมเพื่อผลักดันยอดขายฮาร์ดแวร์ของ Sony หตุผลที่ Naughty Dog เป็นค่ายที่ยอดเยี่ยมมาก ก็เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยผลกำไรมากเท่ากับบริษัทอื่นๆ พวกเขาดำรงอยู่เพื่อเป็นผลงานเรือธงในการขายเครื่องคอนโซล ซึ่ง Sony ทำเงินจากจุดนั้น และผมคิดว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีทีเดียว
Matt Radford
นับตั้งแต่โบกมือลาการผจญภัยของ Nathan Drake รวมถึงการเดินทางของ Joel และ Ellie ตัว Radford ก็ได้ย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับค่ายยักษ์ใหญ่อีกหลายแห่ง ทั้ง Sony Santa Monica, Riot Games และ Epic Games ซึ่งในยุคที่วงการเกมเต็มไปด้วยกระแสการเลิกจ้างพนักงาน Naughty Dog กลับกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่สตูดิโอที่แทบจะไม่มีข่าวคราวการปรับโครงสร้างหรือปลดคนเลยแม้แต่น้อย
ที่มา GamesRadar+