แนะนำ 6 MMORPG ดูดวิญญาณ! ออกผจญภัยและถวายชีวิตที่ 2 ในดินแดนแฟนตาซี

แชร์เรื่องนี้:
แนะนำ 6 MMORPG ดูดวิญญาณ! ออกผจญภัยและถวายชีวิตที่ 2 ในดินแดนแฟนตาซี

Ragnarok Classic/Ragnarok Online

แน่นอนว่าเปิดมาเกมตัวแรกคงจะขาดไปไม่ได้กับ RO ที่จะขอแนะนำเกมเวอร์ชัน PC ที่เป็น 2.5D Isometric MMORPG เกมที่เต็มไปด้วยความ Classic Nostalgic เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนหอมหวานอบอุ่นชวนให้นึกถึงวัยเด็กที่กลับจากโรงเรียน พุ่งตรงเข้าไปหาคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือรีบวิ่งไปจองโต๊ะในร้านเกม พาเพื่อนฟาร์มจนดึกดื่น หรือจะเป็นความเศร้าและบทเรียนราคาแพงจากการถูกหลอกส่ง ID และรหัสผ่าน แม้กระทั่งการหลอก Trade ของแพงแลกของถูกที่มันน่าเจ็บใจจนต้องน้ำตาตกในกลับบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ขัดเกลาตัวเราให้ทั้งรักทั้งเกลียด love hate relationship เกม RO ที่แม้จะปิดและเปิดใหม่ ทุกคนก็พร้อมจะกระโดดเข้าไปไม่สามารถขัดขืนได้

แต่หากจะพูดถึงเกม เกมนี้ให้ความอิสระในการเดินทางออกผจญภัยและพบเจอกับมอนและไบโอมให้ได้สำรวจ บรรยากาศให้ความเกมยุคคลาสสิก สบาย ๆ ฟาร์มเรื่อย ๆ ไม่มีต้องรีบร้อน(แต่จริง ๆ ก็รีบกันแหละ) ทั้งเสียงเพลงประกอบ เสียงแอมเบียนต์ การเดินเข้าไปคลิกตีมอนแต่ละตัวพร้อมเสียงเอฟเฟกต์สุดคุ้นหู เป็นความลงตัวที่หาได้ยากยิ่งในหลาย ๆ เกม โดยมีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผู้คน พ่อค้าตั้งร้านซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เล่น คือตัวผู้เขียนรู้สึกสบายไม่ต้องรีบร้อนเหมือนดังหลาย MMO ในยุคปัจจุบัน กลับบ้านจากที่ทำงานมาทำธุระเสร็จก็ไปนั่งเล่นเกมสักหน่อย ไม่ต้องเหนื่อยมากเกินไป

แต่สิ่งที่แลกมากับความ Classic คือการที่ตัวเกมจะไม่ค่อยมี Quality of life เพราะมัน Old school จนหลายอย่างมันเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ รวมทั้งหากเป็นสายฟรีก็อาจจะช้ากว่าคนอื่นหน่อยแต่ไม่ถึงกับแย่ขนาดนั้น และสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ของยุค 2000 ต้น ยุคที่ต้องหาหนังสือเกร็ดความรู้จากเกมต่าง ๆ ยุคที่อินเทอร์เน็ตไม่ได้ดีขนาดนั้น ใครสนใจสามารถโหลดได้ที่นี่ Ragnarok Classic และ Ragnarok Online

Ragnarok Classic

Albion Online

เกมต่อมาก็เป็นอีก MMORPG ที่อิสระมาก ๆ โดยมีสโลแกนว่า 'คุณอยากจะเป็นอะไรก็ได้ในเกมนี้' จะเป็นพ่อค้า เป็นโจร ทหาร หรือตำรวจตรวจ Black market ก็ได้หมดเลย ไม่ต้องสนเนื้อเรื่อง แค่มีบทสอนที่พาไปยังเมืองที่เลือกไว้ทั้ง 5 เมือง 5 ไบโอมที่แต่ละพื้นที่มีของต่างกัน มีสัตว์ต่างกัน ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ขึ้นมา

ตัวเกมเป็น Sandbox MMORPG ที่ขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยผู้เล่น มี event ให้ทำเยอะแต่ถ้าผู้เล่นไม่ทำก็จบ เราจะได้เข้าไปปักหลักในเมือง หาของมาขายไม่ว่าจะเป็นไม้ หิน แร่ต่าง ๆ หรือการล่าสัตว์ ยิ่งหายากก็ยิ่งอันตราย ยิ่งอันตรายก็ยิ่งมีราคา และสามารถนำไปทำอาวุธโหด ๆ ได้นั่นเอง พื้นที่จะแบ่งออกเป็นโซน ๆ โซนที่อันตรายที่สุดจะมีของหายากที่สุด และหากคุณตายใน map อันตรายระดับสีแดงขึ้นไปผู้เล่นจะเสียของที่อยู่ในตัวทุกอย่าง เหมือนตัวเปล่าไปเกิดที่เมืองหลวงพร้อมกับขึ้น achievement ว่า ยินดีต้อนรับสู่เกม Albion Online เพราะเกมนี้มีระบบจัดการกับของเฟ้อได้อย่างอยู่หมัด โดยหากผู้เล่นตาย ของที่ตกจะสุ่มพังจนซ่อมไม่ได้ หรือหากมีคนเอาของไปขายใน Black market ก็จะมีการลบของชิ้นนั้นออกจากเกมทำให้ของยังคงมีมูลค่าตลอดเวลา เพราะมีความต้องการเรื่อย ๆ

ถ้าหากไม่อยากเก็บของจากธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า gathering เพราะร่างกายอยากปะทะ เกมก็เปิดโอกาสให้ได้ ทั้งสู้คนแบบของไม่ตก เพื่อฝึกฝีมือ ประลองความสามารถ ไปจนถึงใช้ของทั้งตัวเป็นเดิมพันกับการต่อสู้ที่หากพลาดครั้งเดียวก็สามารถเสียเงินได้เป็น 10M ไปจนถึงการเมืองการปกครองหากกิลด์ของคุณเป็นกิลด์ใหญ่ที่คุมเมืองได้ เรียกได้ว่า เหมือนเราใช้ชีวิตในโลกแฟนตาซียุคกลาง สู้รบปรบมือกับเมืองอื่นหรือจะเลือกเดินทางค้าขายก็เป็นได้ตามใจนึก

Black Desert Online

พูดถึง MMORPG ก็ต้องนึกถึงผลงานที่มาจากประเทศเกาหลี และถึงแม้ว่า Black Desert จะมีอายุอานามมาเป็น 10 ปี ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมนี้เคยเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้วงการ MMO เกาหลีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้ในปัจจุบัน เกาหลียังคงส่งออก MMO ดัง ๆ ทั้งสร้างใหม่และภาคต่ออย่างมากมาย ความรู้สึกในการเล่น BDO ก็ยังคงมีจุดยืนของตัวมันเอง

BDO เป็นเกม Action MMORPG Sandbox ที่มีระบบการต่อสู้ที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในการคอมโบ ทำให้ความต่างของผู้เล่นที่เล่นเป็นกับเล่นได้แตกต่างกันด้วย นอกเหนือจากแค่ของสวมใส่ อีกทั้งยังมีตัวละครมากมายให้เลือกเล่น ไม่ใช่แค่ 4-5 ตัวตามขนบธรรมเนียม MMO ทั่วไป ไหนจะความสวย ความหล่อที่จัดเต็มที่มายุคนี้อาจจะแต่งได้ไม่หลากหลายเท่า MMO ปัจจุบัน แต่มันก็ยังสวยอยู่ดี ไหนจะสกินกิจกรรมที่มาขายเป็นระยะ ๆ ที่เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวอยากจะกดซื้อมาไว้ในครอบครองเลยทีเดียวเชียว

แต่หากเป็นผู้เล่นใหม่ที่กระโดดเข้ามาอาจจะงง แบบงงมาก แน่นอนเพราะตัวเกมที่มีระบบร้อยแปดพันอย่างให้ได้เรียนรู้ ได้ศึกษา อาจทำให้มีกลุ่มคนอยู่ 2 ประเภทคือเลือกเล่นและศึกษาต่อเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้ไป กับกลุ่มคนที่เบือนหน้าหนี ไม่อยากเรียนรู้อะไรเยอะแยะ แค่อยากเลิกงานมาเล่นอะไรสนุก ๆ ก็เท่านั้น แต่โดยรวมยังคงเป็นหนึ่งใน MMO ที่น่าลองเล่นสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง

Guild Wars 2

Guild Wars 2 เป็นอีกหนึ่งสุดยอดเกมแนว MMORPG ที่โดดเด่นเรื่องความอิสระในการเล่น มอบประสบการณ์การสำรวจโลก Open World อันกว้างใหญ่ที่คุณสามารถกำหนดเส้นทางของตัวเองได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเดินทางไปทิศไหน ขึ้นเหนือหรือลงใต้ คุณก็สามารถเปิดจุดวาร์ป ค้นหาหมู่บ้านใหม่ ๆ และช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อรับเลเวลมาปลดล็อกสกิลใหม่ได้ตลอดเวลา ตัวละครเพียงตัวเดียวสามารถปรับเปลี่ยนสายการเล่นได้หลากหลาย เช่น การสลับใช้เวทมนตร์สายฟ้าหรือสายน้ำแข็ง นอกจากนี้ เกมยังใช้ระบบอีเวนต์แบบไดนามิก ที่ไม่ว่าคุณจะเดินไปมุมไหนของแผนที่ก็จะมีเหตุการณ์โผล่มาให้ร่วมสนุกและมีอะไรให้ทำอยู่เสมอ

อีกหนึ่งเรื่องที่ขึ้นชื่อของเกมนี้คือระบบไอเทมที่ไม่มีวันตกยุค ผู้เล่นใหม่สามารถเข้ามาตั้งตัวและตามผู้เล่นเก่าได้ทันเสมอ เพราะเมื่อเกมมีอัปเดตใหม่ สเตตัสของอุปกรณ์สวมใส่จะถูกจำกัดเพดานไว้เท่าเดิม การต่อสู้ในเกมนี้จึงไม่ได้วัดกันที่พลังสเตตัส แต่วัดกันที่ฝีมือ ไหวพริบ และความรู้ความเข้าใจในระบบเกมล้วน ๆ สำหรับคอนเทนต์ช่วงท้ายเกมก็มีให้เลือกเล่นหลากหลายตามความชอบ ใครที่ชอบสู้คนก็มีโหมด World vs. World ที่จับเอาคนทั้งเซิร์ฟเวอร์มาสู้รบกันแบบมันส์หยด หรือถ้าไม่ชอบ PvP ก็สามารถไปฟาร์มคอนเทนต์ End-game สนุกกับการปราบบอสโลกขนาดยักษ์ ลงดันเจี้ยน และออกตามจับสัตว์ขี่ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ตัวเกมภาคหลักเปิดให้เล่นฟรีซึ่งก็มีคอนเทนต์ให้สนุกได้มหาศาล ทว่าหากต้องการได้รับประสบการณ์แบบจัดเต็มที่สุด ก็สามารถอัปเกรดโดยการซื้อภาคเสริมในราคาประมาณหลักพันบาทเพื่อปลดล็อกเนื้อหาทั้งหมดโดยไม่ต้องคอยจ่ายรายเดือน

Final Fantasy XIV Online

หากพูดถึงยักษ์ใหญ่แห่งโลกแฟนตาซี แน่นอนว่าต้องมีชื่อของเกม Final Fantasy ติดลิสต์อยู่อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะกับ Final Fantasy XIV (FF14) ที่เป็นเกมแนว Theme Park MMORPG ซึ่งให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก ตัวเกมให้อารมณ์คล้ายกับการเล่นเกม JRPG ฟอร์มยักษ์ที่คุณจะได้ออกผจญภัย เสพเนื้อเรื่อง และรับชมคัตซีนสุดอลังการ เพียงแต่ในโลกแห่งนี้จะมีผู้เล่นคนอื่น ๆ ออนไลน์ร่วมเดินทางไปด้วยกัน และเมื่อดำเนินเรื่องไปถึงจุดที่ต้องลุยดันเจี้ยนหรือเผชิญหน้ากับบอสใหญ่ เกมจะบังคับให้คุณต้องจัดปาร์ตี้ร่วมกับผู้เล่นอื่นเพื่อฝ่าฟันด่านเหล่านั้นไปให้ได้

ตัวเกมมีอาชีพให้เลือกเล่นอย่างหลากหลาย โดยแบ่งหน้าที่ (Role) ตามมาตรฐานของเกม MMO ไว้อย่างชัดเจน ทั้ง Tank, Healer และ DPS มาพร้อมกับระบบการต่อสู้แบบล็อกเป้า (Tab-target) ที่ในช่วงแรกจะค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างช้า ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่ได้เรียนรู้ระบบต่าง ๆ ฝึกฝนการกดคอมโบสกิล และเรียนรู้จังหวะการหลบหลีกท่าโจมตีของมอนสเตอร์ นอกจากความเข้มข้นของการต่อสู้แล้ว เกมยังมีระบบบ้านและการคราฟต์ไอเทมที่ลงลึกและมีรายละเอียดมากมาย เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นสายชิลสามารถเข้ามาพักผ่อนและเสพติดบรรยากาศของโลกใบนี้ได้เรื่อย ๆ แบบไม่มีเบื่อ ใครสนใจโหลดได้ที่นี่

World of Warcraft เวอร์ชั่นปกติ

อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของวงการที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ World of Warcraft (WoW) สุดยอดเกมแนว Theme Park MMORPG ที่มาพร้อมกับเนื้อเรื่องมหากาพย์จักรวาลอันกว้างใหญ่ แม้ว่าสเกลของเรื่องราวจะขยายขอบเขตไปไกลมากจนผู้เล่นใหม่ หรือแม้แต่แฟนเกมระดับเก๋าที่ตามมาจากยุค RTS อย่าง Warcraft 3: Reforged อาจจะตามกันไม่ค่อยทัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะต่อให้คุณไม่เน้นเสพเนื้อเรื่อง พื้นฐานเกมเพลย์ของ WoW ก็มอบความสนุกได้อย่างเต็มเปี่ยม ผู้เล่นสามารถเพลิดเพลินไปกับการพัฒนาตัวละคร (Progression) ในแผนที่ขนาดมหึมาที่มีอัปเดตสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ ตัวเกมโดดเด่นด้วยความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ที่มีให้เลือกมากมาย ซึ่งเมื่อเลือกเผ่าแล้วยังสามารถต่อยอดไปสู่อาชีพและสายการเล่นต่าง ๆ พร้อมปรับแต่งความสามารถผ่านระบบ Talent Tree ได้อย่างอิสระ

ระบบการต่อสู้ของเกมเป็นแบบ Tab-targeting ที่มาพร้อมกับคอนเทนต์ช่วงท้ายเกม (End-game) ที่อัดแน่นสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงดันเจี้ยนหรือตีเรดบอส ซึ่งล้วนต้องการความร่วมมือระหว่างผู้เล่นสูงมาก ทุกคนต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในระบบกติกา และต้องคุมจังหวะคูลดาวน์สกิลให้แม่นยำ รวมถึงในฝั่งของการแข่งขันทดสอบฝีมืออย่างโหมด PvP ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน และเมื่อถึงจุดที่ผู้เล่นต้องการจริงจัง การมองหากิลด์ดี ๆ เพื่อสิงสถิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ทุกคนก้าวหน้าไปพร้อมกันด้วยความสามัคคีและเป็นระเบียบ จนทำให้เกมนี้มักจะเกิดโมเมนต์สุดคลาสสิก ที่เราจะได้เห็นภาพผู้เล่นนับสิบหรือยี่สิบคนมานั่งล้อมวงประชุม ติวแผนการรบกันอย่างจริงจังก่อนที่จะบุกตะลุยดันเจี้ยนสุดโหด ใครสนใจหาซื้อได้ที่นี่

World of Warcraft: Forever

และที่มาที่ทำให้เกิดไอเดียการเขียนบทความนี้มาจากการเปิดตัวครั้งใหม่ของสุดยอด MMO RPG สมัยปี 2002 อย่าง World of Warcraft ที่ทำการเสิร์ฟอาหารในวัยเด็กของใครหลายคนย้อนหลับไปยุค Classic เมื่อครั้งที่เกมเมอร์ยังหลงรักแต่ยกให้เป็น 1 ใน MMO ที่ดีที่สุดของโลก แม้ว่าตัว WoW ปกติก็มีตัว Classic แต่เป็นเพียงโปรเจกต์เล็ก ๆ เพื่อลองตลาด และเมื่อกระแสตแบรับดี เวอร์ชั่น Forever จึงเกิดขึ้น

World of Warcraft: Forever เป็นเกมแนว MMORPG ในรูปแบบ 3D แฟนตาซี เน้นสำรวจโลกมากกว่ารีบเร่งให้ตัวเองไปถึง EndGame ให้ความสำคัญกับความรู้สึกระหว่างการเดินทาง การสำรวจโลกกว้าง และระบบสายอาชีพหรือการคราฟต์ของที่สามารถนำมาใช้งานได้จริงและมีประโยชน์ตั้งแต่ช่วงเลเวลแรก ๆ ตัวเกมได้ดึงเอาความท้าทายและบรรยากาศแบบ Old-school ของเกมยุคแรกเริ่มกลับมาใช้ แต่ทำการอัปเกรดงานภาพกราฟิก สภาพแวดล้อม และปรับสมดุลให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ที่สำคัญคือโลกของเกมภาคนี้จะเป็นเสมือนจักรวาลคู่ขนานที่แยกไทม์ไลน์ออกจากเวอร์ชันหลักอย่างชัดเจน โดยจะไม่ดำเนินเนื้อเรื่องตามรอยภาคเสริมเก่า ๆ แต่จะขยายเนื้อหาใหม่ในทิศทางของตัวเองแทน เช่น การเพิ่มโซนใหม่อย่างเกาะ Zephras Isle เผ่าใหม่อย่าง Skyborne และเปิดโอกาสให้เล่นสายอาชีพอย่าง Dwarf Shaman หรือ Forsaken Paladin ได้ รวมถึงมีการเพิ่มระบบใหม่อย่างการตั้งแคมป์เข้ามาด้วย

เพราะงั้นเวอร์ชั่นนี้จึงเหมาะกับสายโหยหาบรรยากาศเกมออนไลน์ยุคคลาสสิก, ผู้เล่นที่ชอบความพยายามอันมีคุณค่า และการเน้นสร้างมิตรภาพในชุมชนผู้เล่น เลเวลขึ้นยาก มอนสเตอร์ทรงพลัง ต้องวางแผนการใช้ทรัพยากรและการต่อสู้อย่างระมัดระวัง ทุกการคราฟต์และการเก็บเลเวลมีความหมาย สังคมในเกมมีความแน่นแฟ้นและต้องพึ่งพาอาศัยกันสูง โดย WoW Forever มีกำหนดการเปิดให้เล่นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 (เวลา 15:00 น. PST หรือตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 เวลา 06:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

Badeedooboy
Badeedooboy

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง