เดิมพันด้วยชีวิต! ผู้สร้าง Outlast เผยความหลัง ยอมจำนองบ้าน-ควักเงินเก็บ เพื่อสร้างเกมหนีตายจนได้ดี

แชร์เรื่องนี้:
เดิมพันด้วยชีวิต! ผู้สร้าง Outlast เผยความหลัง ยอมจำนองบ้าน-ควักเงินเก็บ เพื่อสร้างเกมหนีตายจนได้ดี

เว็บไซต์ GameSpot ได้เผยแพร่บทความเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของ Red Barrels สตูดิโออินดี้สัญชาติแคนาดาผู้ให้กำเนิด Outlast แฟรนไชส์เกมสยองขวัญมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่มักจะติดอันดับเกมที่น่ากลัวที่สุดตลอดกาลอยู่เสมอ โดยแฟรนไชส์นี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2013 จากการรวมตัวของกลุ่มนักพัฒนาเพียง 10 คนที่ตัดสินใจลาออกจากค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง EA, Ubisoft และ Naughty Dog เพื่อมาตามล่าความฝันในการสร้างสรรค์โปรเจกต์เกมของตนเอง

Phillipe Morin หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Red Barrels เปิดเผยว่า ไอเดียการทำเกมสยองขวัญเคยถูกนำไปเสนอให้กับ Ubisoft ตั้งแต่ปี 2008 แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านการเงิน เนื่องจากในช่วงปี 2006-2012 ตลาดเกมสยองขวัญอยู่ในสภาวะซบเซาและหันไปเน้นความเป็นแอ็กชันเสียส่วนใหญ่ (เช่น Dead Space หรือ Resident Evil 5) นอกจากนี้ ผู้จัดจำหน่ายในยุคนั้นยังให้ความสนใจกับตลาดมือถือมากกว่า โดยมีบริษัทแห่งหนึ่งถึงกับกล่าวว่า "ยอมลงทุน 50,000 ดอลลาร์กับเกมมือถือ 10 เกม ยังดีกว่าลงทุน 500,000 ดอลลาร์กับ Outlast"

เมื่อหาผู้สนับสนุนไม่ได้ ทีมงานจึงต้องวิ่งเต้นหาเงินทุนด้วยตนเองนานถึง 18 เดือน แม้จะได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสื่อแคนาดา (CMF) จำนวน 1 ล้านดอลลาร์ แต่นั่นก็ยังไม่พอ พวกเขาจึงต้องนำเงินเก็บส่วนตัว รูดบัตรเครดิต และถึงขั้นนำบ้านไปจำนองเพื่อระดมทุนเพิ่มอีก 360,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันที่ต้องเร่งพัฒนาเกมภาคแรกให้เสร็จก่อนที่เงินจะหมด และเมื่อเกมวางจำหน่ายบน Steam พวกเขาก็ได้รับคำแนะนำชั้นดีจาก Thomas Grip ผู้ร่วมก่อตั้งค่าย Frictional Games (ผู้สร้าง Amnesia) เกี่ยวกับกลไกการทำงานของระบบลดราคา ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่รายการทีวีชื่อดังอย่าง Clueless Gamer ของ Conan O'Brien นำเกมไปเล่นและชื่นชม Outlast ก็สามารถทำยอดขายทะลุเป้า 400,000 ชุดได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน

The Outlast Trials

จุดเด่นที่ทำให้แฟรนไชส์นี้โด่งดังคือการนำเสนอความรุนแรงและเลือดสาดแบบจัดเต็ม ซึ่ง Morin ยอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจสร้างมาเพื่อโหนกระแสภาพยนตร์สยองขวัญสายทรมาน (Torture Porn) ในยุคนั้นแต่อย่างใด มันเป็นเพียงความชอบส่วนตัวของทีมงานที่มองว่า "เกมสยองขวัญก็ต้องมีเลือด และเลือดก็ไม่มีวันเยอะเกินไป" ทว่าความสมจริงนี้ก็สร้างผลกระทบต่อจิตใจไม่น้อย เคยมีผู้ทดสอบเกม (Playtester) เล่นไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็วิ่งออกไปร้องไห้นอกออฟฟิศและไม่กลับมาอีกเลย หรือแม้แต่พนักงานใหม่ที่เข้ามาทำได้เพียง 3 วันก็ต้องขอลาออกเพราะรับไม่ได้กับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา

ปัจจุบัน Red Barrels เติบโตขึ้นอย่างมาก และประสบความสำเร็จสูงสุดกับผลงานภาคล่าสุดอย่าง The Outlast Trials ที่เปลี่ยนแนวทางมาเป็นเกม Co-op ซึ่งกินเวลาพัฒนานานถึง 6 ปี ขยายทีมงานเป็น 45 ชีวิต และผ่านการรื้อทำใหม่นับไม่ถ้วน แม้จะก้าวเข้าสู่การทำเกมแบบ Live-service ตัวเกมก็ยังคงเอกลักษณ์ความสยองขวัญเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน จนสามารถดึงดูดผู้เล่นได้ถึง 19 ล้านคน ส่งผลให้ยอดผู้เล่นรวมทุกภาคทะลุ 60 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อย

แม้ช่วงที่ผ่านมา The Outlast Trials จะมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้ Generative AI ในการสร้างโปสเตอร์ตกแต่งห้องพักของผู้เล่น ซึ่งทางทีมงานกำลังทยอยเปลี่ยนภาพเหล่านั้นด้วยผลงานที่สร้างจากมนุษย์แทน แต่โดยรวมแล้วตัวเกมก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และเมื่อถูกถามถึงอนาคตของสตูดิโอและโอกาสในการสร้าง Outlast 3 ทางผู้ร่วมก่อตั้งก็ยอมรับว่าเคยมีความคิดริเริ่มเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการใดๆ ในตอนนี้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 15 ปีของการยืนหยัดเป็นค่ายเกมอิสระ ทำให้ Red Barrels สามารถเติบโตและสร้างจักรวาลความสยองขวัญในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างแข็งแกร่ง

The Outlast Trials

ที่มา GameSpot

แชร์เรื่องนี้:
Badeedooboy
Badeedooboy

Content Writer