สื่อข่าวต่างประเทศ GamesIndustry รายงานประเด็นร้อนในแวดวงธุรกิจเกม เมื่อ SEGA ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่บริษัทแม่ SEGA Sammy Holdings ต้องบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับกิจการของ Rovio ในช่วงไตรมาสที่ 3 หลังจากที่เคยทุ่มเม็ดเงินกว่า 776 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าซื้อกิจการไปก่อนหน้านี้
Haruki Satomi CEO ของ SEGA ได้เปิดเผยผ่านช่วงถามตอบในการแถลงผลประกอบการล่าสุดว่า ผลงานของ Rovio ในไตรมาสที่ 3 นั้นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาด ปัญหาหลักประการหนึ่งคือการนำ Beacon ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของ Rovio มาปรับใช้กับเกมมือถือของ SEGA โดย Beacon นั้นถูกออกแบบมาเพื่อเกมเล่นฟรีแนวแคชชวลที่ Rovio มีความเชี่ยวชาญ แต่เมื่อนำมาติดตั้งกับเกมมือถือที่เน้นกลุ่มผู้เล่นสายฮาร์ดคอร์ของ SEGA กลับพบว่าวิธีการทำงานและแนวทางการตลาดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ถึงระดับที่คาดหวังไว้ก่อนการเข้าซื้อกิจการ

นอกจากประเด็นของ Rovio แล้ว Satomi ยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า SEGA กำลังตามหลังคู่แข่งในเรื่องของยอดขายแบบดิจิทัลและการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหานี้ บริษัทเตรียมยกเครื่องโครงสร้างองค์กรด้านการจัดจำหน่ายใหม่ จากเดิมที่แบ่งตามภูมิภาค (ญี่ปุ่น/เอเชีย และ ยุโรป/อเมริกา) จะเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างระดับโลกที่ใช้กลยุทธ์ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล ปรับราคาสินค้าดิจิทัลให้เหมาะสม และเปลี่ยนโฟกัสจากการทำตลาดแบบรายเกมไปสู่การเน้นสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญาในระยะยาว
สำหรับฝั่งเกมฟอร์มใหญ่ CEO ระบุว่า แม้ต้นทุนการพัฒนาของ SEGA จะต่ำกว่าเกมระดับ AAA ในอุตสาหกรรม แต่บริษัทก็มีจุดแข็งด้านคุณภาพที่ได้รับคำชมอย่างสูง อย่างไรก็ตาม คำชมเหล่านั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่ บริษัทจึงต้องเร่งพัฒนา 'พลังในการขาย' และกลไกการตลาดเพื่อขยายสเกลยอดขายให้เติบโตยิ่งขึ้น อนึ่ง ทาง SEGA Sammy Holdings ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงข้อผิดพลาดในการแปลเอกสารก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าบริษัท 'พึ่งพาการบริหารงานในพื้นที่มากเกินไป' โดยแก้ไขเป็น 'เมื่อยอดขายของบริษัทที่ถูกซื้อกิจการเริ่มลดลง การดำเนินมาตรการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงทีถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง'
ที่มา GamesIndustry