เว็บไซต์ 4Gamer ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษของ Daisuke Ishiwatari (ผู้อำนวยการบริหาร) และ Yuji Ota (ผู้จัดการโปรเจกต์) จากค่าย Arc System Works เนื่องในโอกาสที่เกมแอ็กชันสาดกระสุน (Twin-stick shooter) ไอพีใหม่อย่าง 'DAMON and BABY' วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 26 มีนาคม 2026 บนแพลตฟอร์ม PC, PS5, Nintendo Switch และ PS4
การสร้างเกมโปรเจกต์นี้ถือเป็นความท้าทายใหม่ของค่ายที่ปกติถนัดแต่การทำเกมต่อสู้ (เช่น GUILTY GEAR และ BLAZBLUE) โดย Ishiwatari เผยว่าเป้าหมายหลักคือการให้ทีมงานรุ่นใหม่ได้เรียนรู้กระบวนการทำเกมตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อแก้ปัญหาของวงการเกมระดับ AAA ในปัจจุบันที่พนักงานมักถูกตีกรอบให้ทำงานเฉพาะทาง (Overspecialization) มากเกินไป จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี พนักงานเหล่านั้นจะไม่สามารถทำหน้าที่อื่นได้เลย และเสี่ยงต่อการตกงานหากโปรเจกต์มีปัญหา

นอกจากนี้ ตลาดเกมในปัจจุบันยังเกิดความแตกแยกอย่างชัดเจนระหว่างเกมระดับ AAA ทุนสร้างมหาศาล กับเกมอินดี้สเกลเล็กที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ ค่ายเกมองค์กรใหญ่ๆ มักเสียเปรียบสตูดิโออินดี้ในการทำเกมสเกลเล็กถึงกลาง เนื่องจากมีต้นทุนและขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนกว่า 'DAMON and BABY' จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโมเดลจำลองสภาพแวดล้อมใหม่ ที่เน้นการเตรียม 'วัตถุดิบ' (เช่น โมเดลตัวละครและฉาก) ให้รวดเร็วที่สุด เพื่อให้ทีมงานมีเวลา "ปรุงอาหาร" (ขัดเกลาเกมเพลย์และระบบ) ได้นานขึ้น
ในส่วนของทิศทางเกมเพลย์ Ota เล่าว่าในช่วงแรกตัวเกมถูกออกแบบมาให้เป็นแนวเดินชนมุมมองด้านข้างสไตล์ภาพยนตร์ John Wick แต่เมื่อทดสอบแล้วพบว่าเล่นยากและเฉพาะกลุ่มเกินไป จึงตัดสินใจรื้อกล้องใหม่เป็นมุมมองจากด้านบน (Top-down) แทน นอกจากนี้ แม้ตัวเกมจะอยู่ในจักรวาลเดียวกับซีรีส์ GUILTY GEAR (ดำเนินเรื่องหลังภาค Strive) แต่ผู้เล่นหน้าใหม่ก็สามารถสนุกกับเนื้อเรื่องสไตล์คาวบอยตะวันตกและการเดินทางของจอมมารกับเด็กน้อยได้อย่างเต็มที่

Ishiwatari ทิ้งท้ายว่า เขากำลังพยายามนำบรรยากาศการทำเกมแบบเก่าๆ ที่พนักงานคลุกคลีและเล่นเกมด้วยกันเหมือนเพื่อนกลับมา เพื่อลดช่องว่างในการสื่อสาร และตั้งเป้าว่าหากค่ายอินดี้สามารถปล่อยเกมดี ๆ ได้ทุก 5 ปี องค์กรอย่าง Arc System Works จะต้องใช้ระบบนิเวศนี้ในการผลิตเกมสเกลเดียวกันให้ออกมาได้ภายใน 2 ปี เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแท้จริง
ที่มา 4Gamer