มีรายงานจากสื่อ CharlieIntel ว่าหน้าร้านค้าออนไลน์บน PC และ Xbox ได้มีการอัปเดตราคาของเกม Call of Duty: Black Ops 1 และ 2 รวมถึงคอนเทนต์เสริมหรือ DLC ใหม่ โดยตัวเกมหลักทั้งสองภาคซึ่งเป็นเกมเก่าจากปี 2010 และ 2012 ยังคงถูกล็อกราคาไว้ที่ 39.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อภาค ขณะที่ราคา DLC เดี่ยวถูกปรับลดลงเหลือ 10 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 15 ดอลลาร์สหรัฐ และ Season Pass ปรับลดลงเหลือ 30 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 50 ดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าผู้เล่นฝั่ง Xbox จะสามารถเข้าถึงเกมเหล่านี้ได้เป็นเวลานานแล้วผ่านระบบ Backward Compatibility แต่การคงราคาตัวเกมหลักในระดับนี้ได้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มผู้เล่นฝั่ง PlayStation เป็นอย่างมาก
ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากทาง Activision ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเตรียมนำตัวเกมดั้งเดิมทั้งสองภาคนี้มาพอร์ตลงบนเครื่อง PlayStation 4 และ PlayStation 5 ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยระบุชัดเจนว่าเป็นเพียงการพอร์ตตัวเกมดั้งเดิม ไม่ใช่การปรับปรุงกราฟิกใหม่ในรูปแบบรีมาสเตอร์หรือรีเมค ซึ่งตัวเกมจะประกอบไปด้วยโหมดเนื้อเรื่อง โหมดมัลติเพลเยอร์ และโหมดซอมบี้ ทว่าในประกาศดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้เล่นคาดการณ์ว่าราคาของเวอร์ชันพอร์ตบน PlayStation อาจจะอ้างอิงตามหน้าร้านค้าของ Microsoft ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์อย่างหนาหู ทั้งบนแพลตฟอร์ม X และ Reddit โดยส่วนใหญ่สะท้อนความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การตั้งราคาเกมที่มีอายุมากกว่าสิบปีในระดับนี้โดยไม่รวมคอนเทนต์เสริมถือเป็นราคาที่สูงเกินไป
หากราคาของเวอร์ชันพอร์ตบน PlayStation เท่ากับหน้าร้านค้าของ Microsoft จริง ผู้เล่นที่ต้องการซื้อตัวเกมหลักทั้งสองภาคจะต้องจ่ายเงินรวมกันถึง 80 ดอลลาร์สหรัฐ และหากต้องการคอนเทนต์เสริมครบถ้วนด้วยการซื้อ Season Pass ของทั้งสองภาค ราคารวมทั้งหมดอาจพุ่งสูงถึง 140 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการที่ Activision ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับราคาหรือรูปแบบการขายคอนเทนต์เสริมของเวอร์ชันพอร์ต ทำให้กลุ่มแฟนเกมเกิดความไม่แน่นอนและมองว่าการตั้งราคาตัวเกมดั้งเดิมที่ไม่มีการเพิ่มประสิทธิภาพหรือการอัปเกรดใดๆ ในระดับราคาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลสำหรับผู้บริโภค
Source : IGN