Guide มือใหม่หัดเล่นโปเกมอน : รวมความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับขึ้นแรงค์ Master ในเกม Pk Champion

แชร์เรื่องนี้:
Guide มือใหม่หัดเล่นโปเกมอน : รวมความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับขึ้นแรงค์ Master ในเกม Pk Champion

ผมเชื่อว่า คงมีผู้เล่นจำนวนไม่น้อยเลยที่เคยเล่นโปเกมอนภาคหลักมา และอยากจะลองสัมผัสเกมโปเกมอน Champion ดูสักครั้ง แต่เรื่องที่น่าเศร้าคือ ทันทีที่เราได้ลองมันจริง ๆ เรากลับได้พบกับความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า ตัวเองนั้นไม่ได้เก่งอย่างที่คิดไว้ เราถูกตบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสูญเสียความมั่นใจที่เคยมีไป และตระหนักได้ว่า การสู้กับบอทในเกมนั้นมันช่างต่างจากการสู้กับผู้เล่นจริงขนาดไหน ผลคือ แม้จะมีผู้เล่นใหม่ที่กัดฟันสู้จนไต่ถึงแรงค์ Master ได้ แต่ก็มีผู้เล่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ถอดใจกับเกมนี้ และเลิกเล่นไปซะก่อน เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะกับเกมนี้ หรือถึงขั้นเกลียดเกมนี้ไปเลยด้วยซ้ำ

โดยสาเหตุทำให้ผู้เล่นใหม่ส่วนใหญ่ถอดใจนั้น ผมเชื่อว่ามันมาจากการที่ตัวเกมมี Learning Curve ที่ค่อนข้างสูง แถมเรียกร้องความรู้พื้นฐานที่กว้างซะจน ไม่รู้จะเริ่มต้นศึกษาจากตรงไหน หรือต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง จนทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะเก่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้เขียนไกด์นี้ขึ้นมา เพื่อเป็นเข็มทิศกว้าง ๆ ให้ผู้เล่นใหม่ได้รู้ว่าเราควรศึกษาเรื่องอะไร และมีอะไรที่เราจำเป็นต้องรู้บ้าง ซึ่งไกด์นี้ ถึงแม้ผมจะไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกมากนัก แต่ผมก็คิดว่า มันน่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผู้เล่นใหม่สามารถไต่ขึ้นแรงค์ Master ได้

โดยความรู้ที่จำเป็น สำหรับผมมันมีอยู่ 3 เรื่องหลัก ๆ คือ 1. Game Mechanics หรือกลไกพื้นฐานของเกม เช่นเรื่องของระบบธาตุ ประเภทท่า การควบคุมสปีด 2. TeamBuilding หรือเรื่องการสร้างทีม ที่เป็นความรู้ที่จำเป็นต้องรู้ ถ้าเราจะสร้างทีมเอง หรือนำทีมไปใช้ เช่น รู้ว่าคอร์หลักของทีมคืออะไร โปเกมอนแต่ละตัวในทีมมีบทบาทอะไร อะไรคือเงื่อนไขการชนะของทีมนี้ ทีมในเกมนี้มีกี่ประเภท แล้วแต่ละประเภทเล่นยังไง 3. Strategy and Game Plan อันนี้จะเป็นความรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจและการอ่านเกม เช่น การอ่าน TeamPreview เจอทีมแบบนี้ ควร Lead หรือเอาโปเกมอนตัวไหนออกมาก่อน , วิธีเอาชนะสงครามสภาพอากาศ , จังหวะไหนควรกด Protect หรือไม่ควรกด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในไกด์นี้ เราจะเข้าไปเจาะลึกกันที่ Game Mechanics เป็นหลักก่อน เพราะ มันเป็นสิ่งที่ผู้เล่นทุกคนต้องรู้ ถ้าไม่รู้จะเสียเปรียบอีกฝ่ายมาก ๆ และเป็นสิ่งที่ผมมองว่าสำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ครับ 

Game Mechanics (Introduction)

ในส่วนของกลไกพื้นฐานของเกมนั้น หลัก ๆ ผมจะแบ่งเป็น 9 หัวข้อด้วยกัน ซึ่งได้แก่ 

1.Type Effectiveness ระบบการแพ้ทางธาตุ ในพาร์ทนี้ เราจะพาไปดูเรื่องของ STAB , การคำนวนการแพ้ทางแบบหลายธาตุ และ Immunity 

2.Move Categories ประเภทของท่าโปเกมอน เช่น ความแตกต่างระหว่างท่าโจมตีกายภาพและเวทย์ รวมถึงพวกท่ายอดฮิตที่มักจะเจอกัน 

3.Stat Mechanics พาร์ทนี้เราจะอธิบายถึง Stat ทั้ง 6 ของโปเกมอน ซึ่งได้แก่ Hp Atk Def SpA SpD และ Speed รวมถึงอธิบายวิธีการคำนวน Stat Stage เเละตาราง Speed Tier

4.Nature and Abilities ระบบนิสัยและความสามารถติดตัวของโปเกมอน โดยเราจะไปเจาะลึกถึงนิสัยต่าง ๆ และ Ability ที่มักจะเจอภายในเกม

5.Status Conditon ระบบสถานะผิดปกติ จะไปดูความเเตกต่างระหว่างสถานะผิดปกติคงทน เเละไม่คงทนว่ามันทำงานเเตกต่างกันอย่างไร 

6. Held Items and Berries พาร์ทนี้จะพูดถึงไอเทมถือทั้งสองประเภทคือ ไอเทมถือต่อเนื่อง กับไอเทมถือที่ใช้เเล้วหมดไป รวมถึงยกตัวอย่างไอเทมถือยอดนิยม 

7. Weather And Terrain สภาพอากาศและพื้นที่บนสนาม เป็นพาร์ทที่จะอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง Weather และ Terrain รวมถึงอธิบายเอฟเฟคของแต่ละสภาพอากาศ 

8. Speed Control/Priority Move พาร์ทนี้จะไปดูหลักการทำงานของท่า Tailwind และ TrickRoom ว่ามันส่งผลต่อสนามอย่างไร รวมถึงอธิบายการทำงานของท่า Priority ด้วย 

9. Spread Damage Reduction หรือระบบการลดดาเมจของท่าหมู่ ว่าการใช้ท่าหมู่มีข้อเสียอย่างไร ทำไมมันถึงเบากว่าท่าเดี่ยว 

(ข้อมูลทั้งหมดจะใช้ข้อมูลจาก Patch M-A เป็นหลัก ดังนั้นหากในอนาคตตัวเกมมีอัพเดท ข้อมูลบางส่วนอาจจะมีการปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงได้ครับ)

Type Effectiveness

หากคุณเคยเล่นเกมโปเกมอนมา แน่นอนว่ายังไงคุณก็คงต้องรู้จักหรือคุ้นเคยกับระบบนี้กันไม่มากก็น้อย โดยมันจะเป็นระบบที่ท่าโจมตีโปเกมอนแต่ละธาตุ จะโจมตีโปเกมอนแต่ละธาตุแรงไม่เท่ากัน เช่น ท่าโจมตีธาตุไฟจะโจมตีโปเกมอนธาตุพืชได้แรง ในขณะที่จะโจมตีธาตุน้ำเบา อะไรทำนองนี้

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะรู้จักกับระบบนี้กันดีอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าผู้เล่นใหม่บางส่วนอาจจะยังงง ๆ กับระบบนี้อยู่ โดยเฉพาะเรื่องของการคูณดาเมจธาตุ ที่จะมีเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนตายตัวกำหนดไว้ โดยสูตรในการคำนวนดาเมจนั้น จะมีทั้งหมด 3 กรณีด้วยกันคือ

1.โจมตีชนะธาตุ (Super Effective) เช่น การใช้ท่า Flamethrower (ท่าไฟ) ใส่โปเกมอนธาตุพืช ในกรณีนี้ ดาเมจที่ทำจะแรงขึ้น 2 เท่า

2.โจมตีแพ้ธาตุ (Not Very Effective) เช่น การใช้ท่า Flamethrower (ท่าไฟ)  ใส่โปเกมอนธาตุน้ำ ในกรณีนี้ ดาเมจที่ทำจะลดลงครึ่งนึง หรือคูณ 0.5

3.โจมตีไม่เข้า (Immune) เช่น การใช้ท่า Thunderbolt (ท่าไฟฟ้า) ใส่โปเกมอนธาตุดิน ในกรณีนี้ ดาเมจจะไม่เข้าเลย หรือเป็น 0 ครับ

ซึ่งตรงนี้ หากทุกคนอยากจะรู้ว่าท่าธาตุไหนตีโปเกมอนธาตุไหนเข้าหรือไม่เข้าบ้าง สำหรับผมวิธีที่เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือ การดูตารางที่เราเรียกกันว่า Type Chart ครับ โดยวิธีดูตารางนี้ ขั้นแรก ให้เราดูแถบด้านซ้ายมือ ว่าเราจะใช้ท่าธาตุไหนโจมตี เช่นธาตุไฟฟ้า จากนั้นก็ไล่ดูว่ามันตีธาตุอะไรเข้าหรือไม่เข้าบ้าง เช่น ธาตุไฟฟ้า ตีน้ำเข้าสองเท่า ตีพืชเข้าครึ่งเดียว ตีไฟฟ้าด้วยกันเข้าแค่ครึ่งเดียว ตีดินไม่เข้าเลย เป็นต้น 

หลังจากพูดถึงเบสิคการแพ้ธาตุไปแล้ว ที่นี้เรามาดูอะไรที่ซับซ้อนขึ้นอย่างการแพ้ทางธาตุที่เป็นธาตุผสมกันดีกว่า เช่น สมมติเราใช้ท่าใส่โปเกมอนที่มีสองธาตุ มันจะทีผลต่อดาเมจยังไง ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่ามันจะมีอยู่ด้วยกันสามกรณี ที่สามารถเกิดขึ้นได้

1.โจมตีชนะธาตุแบบสุด ๆ (Extremely Effective) เช่นการใช้ท่าโจมตีไฟ ใส่ โปเกมอนที่เป็นทั้งธาตุพืช และน้ำแข็ง ซึ่งเป็นธาตุที่ต่างแพ้ไฟคูณ 2 ทั้งคู่ ในกรณีนี้ ดาเมจที่ทำจะแรงขึ้น 4 เท่า (มาจาก 2x2=4)

2.โจมตีเข้าปกติ (Neutral) เช่น การใช้ท่าไฟ ใส่โปเกมอนที่เป็นธาตุหินน้ำแข็ง ในกรณีนี้ ดาเมจจะเข้าปกติ เพราะ แม้น้ำแข็งจะแพ้ไฟ แต่ก็ได้ธาตุหินที่ต้านไฟมาหักล้างไป (มาจาก 2x0.5=1)

3.โจมตีแพ้ธาตุแบบสุด ๆ [Mostly Ineffective) เช่นการใช้ท่าไฟ ใส่โปเกมอนธาตุมังกรหิน ซึ่งเป็นธาตุที่ต้านทานไฟทั้งคู่ ในกรณีนี้ ดาเมจที่ทำจะถูกหาร 4 หรือเหลือเพียงแค่ 1 ใน 4 ในเท่านั้น (มาจาก 0.5x0.5=0.25) 

นอกจากการแพ้ทางธาตุ อีกหนึ่งตัวคูณที่มีผลต่อความแรงของดาเมจท่านั้น ๆ ก็คือ STAB หรือ การโจมตีตรงธาตุ โดยมันจะเป็นระบบที่ ถ้าเราใช้ท่าโจมตีตรงกับธาตุของโปเกมอนตัวนั้น ดาเมจที่เราทำได้จะถูกคูณเพิ่มขึ้นอีก 1.5 เท่า ยกตัวอย่างเช่น

1.Mega Dragonite ใช้ท่า Flamethrower ใส่ Meganium ในกรณีนี้ ดาเมจที่ทำได้จะแรงขึ้นสองเท่า จากเงื่อนไขการแพ้ทางธาตุ 
2.Mega Charizard Y Flamethrower ใส่ Meganium ในกรณีนี้ ดาเมจที่ทำได้จะแรงขึ้นกว่ากรณีของ Mega Dragonite ที่ใช้ท่าเดียวกัน คือจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากเงื่อนไขของ STAB กับการแพ้ทางธาตุรวมกันครับ

อย่างไรก็ตาม มันจะมีอยู่กรณีนึง ที่ดาเมจจาก STAB จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า แทนที่จะเป็น 1.5 เท่า นั่นคือ กรณีที่โปเกมอนตัวนั้น มี Abiltiy : Adaptability ครับ ซึ่งตัวอย่างของโปเกมอนที่มี Ability นี้ ก็เช่น Basculegion หรือ Mega Glimmora

Immunities คือระบบที่โปเกมอนบางธาตุ จะกันการโจมตี หรือไม่ติดสถานะบางอย่าง ซึ่งระบบนี้หลัก ๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ 1. Type Immunities พวกธาตุที่กันการโจมตีจากธาตุบางธาตุ ทำให้ไม่โดนดาเมจ 2. Status and Special Immunities พวกธาตุที่ไม่รับสถานะต่าง ๆ รวมถึงพวกอบิลิตี้บางประเภท

โดยตัวอย่างของ Type Immunities นี้ก็ได้แก่
1. โปเกมอนธาตุดิน : กันการโจมตีจากท่าไฟฟ้า 
2.โปเกมอนธาตุบิน : กันการโจมตีจากท่าดิน
3.โปเกมอนธาตุแฟรี่ : กันการโจมตีจากท่ามังกร 
4.โปเกมอนธาตุมืด : กันการโจมตีจากท่าพลังจิต
5.โปเกมอนธาตุเหล็ก : กันการโจมตีจากท่าพิษ
6.โปเกมอนธาตุปกติ : กันการโจมตีจากท่าผี
7.โปเกมอนธาตุผี : กันการโจมตีจากท่าปกติและต่อสู้

ส่วน Status and Special Immunities นั้นจะมีตั้งแต่ 
1.โปเกมอนธาตุไฟ : ไม่ติดสถานะเผาไหม้ หรือ Burned 
2.โปเกมอนธาตุน้ำแข็ง : ไม่ติดสถานะแช่แข็ง หรือ Frozen 
3.โปเกมอนธาตุไฟฟ้า: ไม่ติดสถานะชา หรือ Paralysis 
4.โปเกมอนธาตุพิษและเหล็ก : ไม่ติดสถานะพิษ Poison ยกเว้นอีกฝ่ายจะมี Ability Corrosion 
5.โปเกมอนธาตุบิน : กันพวกท่า Trap ต่าง ๆ เช่น Spikes หรือ Toxic Spikes 
6.โปเกมอนธาตุพืช : กันพวกท่าผงต่าง ๆ เช่น Sleep Power หรือ Spore 
7.โปเกมอนธาตุมืด : กันท่าที่ถูกบูสด้วย Ability Prankster ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราเล่น Whimsicott ที่มี Ability Prankster อยู่ ในกรณีนี้ เราจะไม่สามารถใช้ท่า Encore ใส่ Kingambit ที่เป็นธาตุมืดได้ เพราะท่า Encore ของ Whimsicott จะถูกบูสให้เป็นท่า Priority จาก Ability Prankster 
8.โปเกมอนธาตุผี : กันการถูกล็อคไม่ให้สลับตัวหนีจากท่าหรือ Ability เช่น อีกฝ่ายมี Mega Gengar ที่มี Ability Shadow Tag ซึ่งเป็นอบิที่ทำให้เราสลับตัวหนีไม่ได้ ในกรณีนี้ หากโปเกมอนฝ่ายเรามีโปเกมอนธาตุผี โปเกมอนผีตัวนั้นจะยังสลับตัวออกได้อยู่ 

Move Categories

ท่าโจมตีทำดาเมจในเกมนี้ หลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ Physical และ Special Moves โดยท่าโจมตีกายภาพ หรือ Physical Moves นั้นจะเป็นท่าที่ความแรงจะขึ้นอยู่กับค่า Attack ส่วนท่าโจมตีเวทย์ หรือ Special Moves จะเป็นท่าที่ความแรงขึ้นอยู่กับค่า Special Attack

ซึ่งความแตกต่างนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะภายในเกมนี้ เวลาเราจะปั้นโปเกมอนขึ้นมาสักตัว ส่วนใหญ่เราจะต้องเลือกก่อนว่า เราจะปั้นโปเกมอนตัวนั้นเป็นสายกายภาพ หรือสายเวทย์กันแน่  (สายกายภาพคือโปเกมอนที่เน้นอัพสเตตัส Attack ส่วนสายเวทย์เน้นอัพสเตตัส Special Attack)

โดยถ้าเราจะปั้นโปเกมอนเป็นสายกายภาพ เราก็ไม่ควรให้มันเรียนท่าเวทย์ ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราตั้งใจจะปั้น Garchomp ให้เป็นสายกายภาพ และตั้งใจอัพแต่ค่า Atk ให้มัน เราก็ไม่ควรให้มันเรียนท่าโจมตีเวทย์อย่าง Dragon Pulse แต่ควรให้เรียนท่ากายภาพอย่าง Dragon Claw มากกว่า

หรือในอีกกรณี สมมติเราตั้งใจจะปั้น Hydreigon ให้เป็นสายเวทย์ ในกรณีนี้ การเลือกท่า Dragon Pulse ให้มันจะถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า Dragon Claw เพราะว่าท่า Dragon Pulse จะแรงกว่า Dragon Claw ในกรณีที่เราเน้นอัพแต่ค่า SpA ครับ

แต่ที่นี้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงละ ว่าท่าโจมตีนั้นเป็นท่ากายภาพ หรือเวทย์ สำหรับเรื่องนี้ ถ้าเป็นในเกม Pokemon Champion เราสามารถเข้าไปดูที่หน้า Move Info เพื่อเช็คดูได้เลย โดยเช็คในส่วน Category ของท่านั้น ซึ่งจะขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้เราเห็นครับ โดยสัญลักษณ์ระเบิดจะเป็นท่าโจมตีกายภาพ ส่วนสัญลักษณ์วงรีซ้อนกันจะเป็นท่าโจมตีเวทย์

อย่างไรก็ตาม นอกจากท่าโจมตีกายภาพและเวทย์แล้ว ตัวเกมนี้ยังมีท่าอีกประเภทหนึ่ง ที่ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ท่าสเตตัส หรือ Status Moves โดยท่าประเภทนี้จะเป็นท่าที่ไม่ได้ทำดาเมจโดยตรง เช่น พวกท่าเปิดสภาพอากาศ ท่าบัพพลัง หรือท่าสร้างสถานะผิดปกติ อะไรประมาณนั้น 

หลังจากรู้จักประเภทท่าทั้งสามประเภทไปแล้ว ที่นี่เรามาดูประเภทท่าย่อย ๆ ที่เรามักจะพบกันบ้างดีกว่า เพราะผมคิดว่า ถึงแม้ท่าในเกมโปเกมอนจะมีอยู่เยอะ แต่ถ้าเราจัดหมวดของมันดูดี ๆ เราจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้ว มันก็จะมีเอฟเฟคซ้ำ ๆ กัน จนเราจัดหมวดหมู่ของมันได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการหาวิธีรับมือครับ โดยท่าที่ผมจัดประเภทไว้นั้นได้แก่

1.Pivot Moves

ท่าที่ใช้แล้วสลับตัวออก : จะมีทั้งหมดสามแบบหลัก ๆ คือ 1. พวกท่าโจมตีที่ใช้แล้วสลับตัว เช่น Volt Switch, U-turn , Flip Turn 2.ท่าลดสเตตัสที่ใช้แล้วสลับตัวอย่าง Parting Shot และ 3.ท่าที่สลับตัวออกเลย เช่น Teleport

โดยสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับท่าสลับตัวสองแบบแรก คือ การสลับตัวนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราใช้ท่าโดนศัตรู ดังนั้น หากการโจมตีติด Protect ของอีกฝ่าย โปเกมอนที่ใช้ Pivot Moves ก็จะติดแหง็กอยู่บนสนาม และอาจเป็นเป้านิ่งให้อีกฝ่ายเล่นงานได้ เช่น สมมติเราให้ Incineroar ใช้ท่า Parting Shot ใส่อีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายใช้ท่า Protect กัน Parting Shot ในกรณีนี้ Incineroar จะไม่สลับตัวออกครับ

(ข้อควรระวังคือ ในบางสถานการณ์ การสลับตัวแบบปกติ อาจจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าการใช้ท่าประเภทนี้)

2.Priority Moves

ท่าที่ชิงออกเร็วหรือช้า : คือท่าที่ชิงออกเร็วหรือช้า ซึ่ง Priority Moves นี้ถ้าชิงออกเร็วจะเรียกว่า Priority + คือเป็นท่าที่จะออกเร็วกว่าท่าอื่นเสมอ เช่น Fake Out , Sucker Punch , Aqua Tail หรือ Bullet Punch ส่วนท่าที่ชิงออกช้า หรือการันตีออกช้า เราจะเรียกว่าท่า Priority - เช่น Dragon Tail หรือ Roar เป็นต้น  (โดยรายละเอียดของท่าประเภทนี้ ผมจะขอแยกไปอธิบายในพาร์ทของ Speed Control/Priority Move เพราะมันเป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะซับซ้อนเลยทีเดียว)

3.Spread Moves

ท่าโจมตีหมู่ : คือท่าที่โจมตีได้หลายเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น Earthquake , Surf หรือ Heat Wave โดยสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับท่าประเภทนี้ คือ ถึงแม้ท่าหมู่จะดูดีกว่าท่าเดี่ยว เพราะโจมตีได้หลายเป้า แต่ข้อเสียของท่าประเภทนี้คือ ท่าประเภทนี้จะถูกลดดาเมจลงจากกฎ Spread Damage Reduction ซึ่งจะลดดาเมจของท่าหมู่ลง 25% เมื่อใช้ในฟอร์แมต Double Battles อย่างไรก็ตาม กฎที่ว่านี้จริง ๆ แล้วมันจะมีข้อยกเว้นและรายละเอียดอยู่พอสมควร ซึ่งเราจะเข้าไปเจาะลึกกันอีกทีในพาร์ทของ Spread Damage Reduction ครับ

4.High BP Moves

ท่าแรงแต่มีข้อเสีย  : ในเกมโปเกมอนท่าโจมตีที่แรงเกิน 100 BP ขึ้นไป ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับข้อเสียที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนของความแรงนั้น ยกตัวอย่างเช่น ท่าที่ใช้แล้วต้องชาร์จอย่าง Solar Beam หรือ Electro Shot ท่าที่ใช้แล้วสเตตัสลดอย่าง Close Combat หรือ Draco Metero ท่าที่ใช้แล้วจะทำอะไรไม่ได้ 1 เทิร์นอย่าง Hyper Beam หรือ Giga Impact หรือท่าที่ความแรงจะลดลงหากเลือดลดอย่าง Eruption หรือ Water Spout

5.Status Condition Moves

ท่าสถานะผิดปกติ : คือท่าที่ใช้เพื่อให้อีกฝ่ายติดสถานะผิดปกติ ซึ่งสถานะผิดปกตินี้ ก็จะแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ สถานะผิดปกติคงทน Burned Paralysis กับ สถานะผิดปกติไม่คงทน Encore Confused โดยตัวอย่างของท่าที่ทำให้ติดสถานะผิดปกตินี้ก็เช่น ท่า Will-O-Wisp ,Spore ,Thunder Wave ,Encore แล้วก็ Disable (ความแตกต่างระหว่างสถานะผิดปกติทั้งสองแบบนี้เราจะไปพูดถึงกันอีกที ในหัวข้อสถานะผิดปกติหรือ Status Condition)

6.Setup Moves

ท่าบัพพลัง : คือท่าที่ใช้เพื่อเพิ่มค่าสเตตัสต่าง ๆ ให้ตัวเอง ซึ่งการบัพพลังนี้ อาจจะเป็นการบัพ Atk หรือ SpA เพื่อช่วยให้โปเกมอน Sweeper ทำหน้าที่กวาดทีมอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น หรือเป็นท่าที่ช่วยเพิ่ม Def หรือ SpD ให้กับตัว Tank ก็ได้ โดยตัวอย่างของท่า Setup Moves นี้ก็เช่น Calm Mind , Dragon Dance หรือ Sword Dance เป็นต้น (Sweeper คือโปเกมอนที่เราตั้งใจปั้นมาเพื่อเอาไว้ ไล่เก็บโปเกมอนของอีกฝ่าย โดยตัวอย่างของ Sweeper นี้ก็เช่น Mega Floette ที่มักจะใช้ Calm Mind ก่อน จากนั้นจึงค่อยไล่เก็บอีกฝ่ายด้วยการใช้สกิล MoonBlast หรือ Dazzling Gleam)

แต่ถ้าถามว่าการบัพพลัง มันคำนวนค่าสเตตัสยังไง หรือมีการเพิ่มกี่ระดับบ้าง สำหรับประเด็นนี้ ผมจะละไว้ก่อน และมาอธิบายอีกทีในพาร์ท Stat Mechanics ละกัน เพราะในพาร์ทนี้ ผมอยากจะให้ทุกคนรู้จักประเภทท่ากันก่อนครับ

7.Protection Moves

ท่าป้องกันการโจมตี : คือท่าที่ช่วยป้องกันการโจมตีเป็นเวลา 1 เทิร์น โดยท่ากลุ่มนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ  ได้แก่ “ท่าป้องกันเดี่ยว” และ “ท่าป้องกันหมู่” โดยท่าป้องกันเดี่ยวจะกันการโจมตีให้กับตัวเอง ส่วนท่าป้องกันหมู่จะช่วยกันท่าโจมตีหมู่ให้กับโปเกมอนฝั่งเรา (เฉพาะท่าโจมตีหมู่นะ)

โดย Protect, Detect, Spiky Shield และ King’s Shield จะจัดอยู่ในกลุ่มท่าป้องกันเดี่ยว ซึ่งมีจุดร่วมสำคัญคือ “ยิ่งกดใช้ต่อเนื่อง โอกาสสำเร็จก็จะยิ่งลดลง” ดังนั้น เราจึงต้องคำนวนถึงความเสี่ยงในการกดท่าซ้ำทุกครั้ง ในทางกลับกัน Wide Guard ซึ่งเป็นท่าป้องกันหมู่ จะไม่มีระบบลดโอกาสการกดท่าติด ดังนั้น เราเลยสามารถกด Wide Guard ต่อเนื่องกันได้ ไม่เหมือนกับท่าป้องกันเดี่ยวอย่าง Protect หรือ King’s Shield

อย่างไรก็ตาม มันจะมีกรณีที่พิเศษอยู่สักหน่อย นั่นคือ สมมติเรากด Wide Guard ไปก่อน แล้วกด Protect ต่อในเทิร์นถัดไป ในกรณีนี้ Protect ของเราจะถูกลดโอกาสในการกดติดด้วย ซึ่งจะตรงข้ามกับการกด Protect ก่อน แล้วต่อด้วย Wide Guard ที่มันจะไม่ลดโอกาสในการกดติดของ Wide Guard ว่าง่าย ๆ ลำดับการกด Protect กับ Wide Guard จะมีผลต่อการกดท่าติดหรือไม่ติดด้วยนั่นเอง

8. Speed Control Moves

ท่าควบคุมสปีด : ในเกมโปเกมอนผู้ที่ได้ออกท่าก่อนย่อมได้เปรียบกว่าฝ่ายที่ออกท่าช้ากว่าเป็นอย่างมาก เพราะการออกท่าก่อน อาจจะทำให้โปเกมอนที่ออกท่าช้ากว่าตายก่อนจะได้โจมตี รวมถึงยังมีโอกาสที่ฝ่ายถูกตีจะติดสถานะผิดปกติก่อนจะได้โจมตีด้วย เช่น อาจจะติด Flinch ก่อน จนตีไม่ได้เป็นต้น ดังนั้น การโจมตีก่อนหลังจึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ และคิดถึงมันอยู่เสมอครับ

แต่การจะได้โจมตีก่อน ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าสเตตัสพื้นฐาน หรือการลงแต้มสเตตัส (Stat Point) แต่เพียงอย่างเดียว เพราะในเกมนี้ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าท่า Speed Control หรือท่าควบคุม Speed ของโปเกมอนด้วย ซึ่งท่าพวกนี้ได้แก่ท่า Tailwind และ Trick Room โดย Tailwind จะเป็นท่าที่ช่วยเพิ่ม Speed ให้กับโปเกมอนฝั่งเราทั้งทีมเป็นเวลา 4 เทิร์น ส่วน Trick Room นั้นจะเป็นท่าที่สร้างพื้นที่พิเศษขึ้นมาบนสนาม โดยพื้นที่นี้จะทำการสลับลำดับการออกท่าของโปเกมอนทุกตัวบนฟิลล์ ซึ่งทำให้โปเกมอนที่ Speed ช้ากว่าได้โจมตีก่อน ส่วนโปเกมอนที่เร็วกว่าจะได้โจมตีหลัง

9. Weather and Terrain Moves

ท่าเปิดสภาพอากาศ หรือพื้นที่เทอร์เรน : คือท่าที่ใช้เพื่อเปิดสภาพอากาศ หรือพื้นที่เทอร์เรนขึ้นมาบนสนาม ซึ่งตัวอย่างของท่าประเภทนี้ก็เช่น Rain Dance , Sunny Day , Snowscape , Electric Terrain หรือ Psychic Terrain เป็นต้น

10. Redirection Moves

ท่าล่อเป้า : คือท่าที่ทำหน้าที่ล่อให้อีกฝ่ายมาโจมตีตัวเองแทนเพื่อนข้าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นพวกท่า Follow Me หรือ Rage Power เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างการใช้ของท่านี้ ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อล่อท่าโจมตีเดี่ยวของศัตรูเป็นหลัก เช่น สมมติฝ่ายเรามี Mega Scovillain กับ Archaludon อยู่บนสนาม แล้วอีกฝ่ายมี Kingambit เหลืออยู่ตัวเดียว ในกรณีนี้ หาก Mega Scovillain ใช้ Rage Power แล้ว Kingambit ใช้ Low Kick ใส่ Archaludon ผลที่ตามมาคือ Kingambit เปลี่ยนเป้า Low Kick ไปลงที่ Mega Scovillain แทน  

Stat Mechanics

ก่อนเราจะเข้าไปดูประเด็นที่ซับซ้อนของ Stat Mechanics สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนเลยก็คือ เรื่องของ Stats ทั้ง 6 ซึ่งได้แก่ Hit Point, Attack ,Defense ,Sp.Atk ,Sp.Def และ Speed โดยเราจะไปดูมันว่าคืออะไร และมีความสำคัญต่อโปเกมอนแต่ละตัวอย่างไรบ้าง โดยเริ่มจาก

Hit Point (Hp) : คือเลือดของโปเกมอนตัวนั้น เมื่อลดลงจนเหลือ 0 โปเกมอนตัวนั้นจะสู้ต่อไม่ได้

Attack (Atk) : คือค่าสเตตัสที่มีผลต่อท่าโจมตีกายภาพ ทำให้ท่าโจมตีกายภาพแรง

Defense (Def) : คือค่าสเตตัสที่ช่วยลดดาเมจจากท่าโจมตีกายภาพที่อีกฝ่ายตีมา

Special Attack (SpA) : คือค่าสเตตัสที่มีผลต่อท่าโจมตีเวทย์ ทำให้ท่าโจมตีเวทย์แรง

Special Defense (SpD) : คือค่าสเตตัสที่ช่วยลดดาเมจจากท่าโจมตีเวทย์ที่อีกฝ่ายตีมา

Speed (Spe) : คือค่าความเร็วของโปเกมอน เป็นค่าที่มีผลต่อลำดับการโจมตีของโปเกมอน เพราะโปเกมอนที่มี Speed สูงกว่าจะออกท่าก่อนโปเกมอนที่มี Speed ต่ำกว่า (มีกรณียกเว้นอยู่เช่น กรณีของ Trick Room หรือการใช้ท่า Priority)

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีกรณีที่โปเกมอนซึ่งมี Speed เท่ากันโจมตีพร้อมกันทั้งสองตัว ตัวเกมจะทำการวัดลำดับการโจมตีก่อนหลังด้วยการ Speed Tie หรือ หรือการสุ่มว่าใครจะเป็นคนออกท่าก่อนแบบ 50/50 เช่น สมมติ Basculegion ของทั้งสองฝั่งมี Speed 214 เท่ากัน ในกรณีนี้ ตัวเกมจะสุ่มว่า Basculegion ของฝั่งไหนจะออกท่าก่อน คล้ายกับการทอยเหรียญหัวก้อยครับ  

สำหรับการฝึกหรือเทรนโปเกมอนในเกม Pokemon Champion นั้น ตัวเกมจะตัดระบบ EV IV ทิ้งไป และแทนที่ระบบดังกล่าวด้วยฟีเจอร์ Stat Points และการคำนวนแบบใหม่ ที่มีสูตรตายตัวแทน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะเข้าไปดูสูตรกัน ผมคิดว่าเราควรจะทำความเข้าใจความแตกต่างกันระหว่าง Base Stats , Unmodified Stats และ Actual Stats กันเสียก่อน เพราะมันจะเชื่อมโยงอยู่กับสูตรที่ว่านี้ด้วยครับ

Base Stats  : คือสเตตัสพื้นฐานของโปเกมอนแต่ละสายพันธ์ุ โดยแต่ละสายพันธ์ุก็จะมีค่าที่ว่านี้แตกต่างกัน เช่น Charizard มี Base Sp.Atk อยู่ที่ 109,  Venusaur มี Base Sp.Atk อยู่ที่ 100 , ส่วน Blastoise มี Base Sp.Atk อยู่ที่ 85

อย่างไรก็ตาม หากเรามีโปเกมอนสองตัวที่เป็นตัวเดียวกัน โปเกมอนทั้งสองตัวก็จะมี Base Stats เท่ากันด้วย เช่น สมมติผมมี Charizard อยู่สองตัว Charizard ทั้งสองตัวนี้ก็จะมี Base Stats เท่ากันครับ

Unmodified Stats : คือสเตตัสของโปเกมอนในเกม Pokemon Champion ที่ยังไม่ผ่านการฝึกหรือลงสเตตัสใด ๆ ซึ่งจะเป็นค่าที่แปลงมาจาก Base Stats อีกทีนึง เช่นกรณีของ HP ที่มาจาก Base Stat +75 อะไรทำนองนั้น

Actual Stats : คือสเตตัสหลังจากการลง Stat Points ให้กับโปเกมอนตัวนั้น ซึ่งเราสามารถลง Stat Points ได้สูงสุด 66 หน่วย โดยสามารถแบ่งลงได้สูงสุด 32 หน่วยต่อหนึ่งค่า ยกตัวอย่างเช่น Charizard ของผม ที่ลง Stat Point ไปที่ Sp.Atk 32 หน่วย Speed 32 หน่วย และ Hp อีก 2 หน่วยครับ

ส่วนสูตรในการคำนวน Actual Stats หรือสเตตัสหลังลง Stat Points นั้น จะมีอยู่สองสูตรด้วยกัน คือ

1.สูตรคำนวน Actual HP : Base HP + 75 + Stat Points  
ตัวอย่างการใช้สูตรนี้ ก็เช่น Charizard ของผม ที่มี Base Hp อยู่ที่ 78 และลง Hp 2 หน่วย ซึ่งจากสูตรนี้ จะคำนวนค่า HP ออกมาได้เท่ากับ 78+75+2 = 155 หน่วย

2.สูตรคำนวน Actual Atk,Def,SpA,SpD,Spe : (Base Stat + 20 +Stat Points) x นิสัย 
การคูณนิสัยให้ดูจากนิสัยว่าบัพหรือเนิฟค่าสเตตัสด้านนั้น ถ้าบัพให้ x 1.1 ถ้าเนิฟ x 0.9 ถ้าปกติ x 1.0
โดยตัวอย่างของการใช้สูตรนี้ ก็เช่น Charizard ที่ผมลง Speed ให้มัน 32 หน่วยแถมมีนิสัย Timid เพิ่ม Speed ด้วย ซึ่งผลการคำนวนคือ (100+20+32) x 1.1 = 167 หน่วย 

โดยการบัพพลังนั้น ตัวเกมจะใช้ระบบ Stage หรือระดับการเพิ่มลดสเตตัสเป็นระดับ ซึ่งจะมีอยู่ทั้งหมด 13 ระดับ ซึ่งได้แก่

ระดับ 0 หรือสถานะปกติที่ไม่ผ่านการเพิ่มลดสเตตัส 
ระดับ +1 ไปจนถึง +6  ที่มาจากการเพิ่มสเตตัส (เพิ่ม 1 ขั้น - เพิ่ม 6 ขั้น) 
ระดับ -1 ไปจนถึง -6 ที่มาจากการลดสเตตัส (ลด 1 ขั้น - ลด 6 ขั้น)

ทุกครั้งที่เราใช้ท่าบัพพลัง จะมีการเพิ่มระดับของสเตตัสขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่น สมมติเราใช้ Calm Mind ที่เป็นท่าเพิ่มระดับของ SpA และ SpD การใช้ครั้งแรก จะทำให้โปเกมอนตัวนั้นมี SpA และ SpD +1  (ระดับ +1) การใช้ครั้งที่สองจะทำให้โปเกมอนตัวนั้น มี SpA และ SpD +2 (ระดับ +2) และจะเพิ่มยังงี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะไปตันที่ SpA SpD +6

ซึ่งการเพิ่มแต่ละระดับนั้น จะค่อย ๆ เพิ่มจาก x1.5 x2 x 2.5 ไปเรื่อย ๆ จนเต็ม Max ที่ x4 ของสเตตัสเดิม โดยผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็อย่างเช่น

Sneasler ความเร็วปกติ ไม่ผ่านการเพิ่มระดับ : 189  
Sneasler ผ่านการบัพ Speed 1 ระดับ (+1) :  189 x 1.5 = 283 
Sneasler ผ่านการบัพ Speed 2 ระดับ (+2)  : 189 x 2 = 378 
Sneasler ผ่านการบัพ Speed 6 ระดับ (+6) : 189 x 4 = 756

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลดสเตตัสนั้น จะลดจาก 2/3 ของสถานะเดิม ไป 2/4  2/5  จนถึงขั้นสุดท้ายคือ 2/8 ในที่สุด (ถ้าแปลงเศษส่วนเป็นทศนิยมจะเป็น x0.666, x0.5 , x0.4 ไปจนถึง x0.25) 
ว่าง่าย ๆ มันจะมีอัตราส่วนที่ต่างจากการเพิ่มระดับนั่นเอง ซึ่งตรงนี้ผมจะยกตัวอย่างจาก Sneasler เหมือนเดิม เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพละกัน

Sneasler ถูกลด Speed 1 ระดับ (-1) : 189 x (2/3) = 126
Sneasler ถูกลด Speed 2 ระดับ (-2) : 189 x (2/4) = 94
Sneasler ถูกลด Speed 6 ระดับ (-6) : 189 x (2/8) = 47 

หนึ่งในปัญหาสำหรับผู้เล่นใหม่ คือ การที่เราไม่รู้ว่า โปเกมอนตัวไหนจะออกท่าก่อนหรือหลัง เพราะไม่รู้ว่าโปเกมอนตัวนั้นมี Speed เท่าไหร่ แล้วตัวไหนเร็วกว่าตัวไหนบ้าง ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่ว่านี้เนี่ย หลัก ๆ แล้ว มันสามารถแก้ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Speed Tier หรือตารางค่า Speed ของโปเกมอน

โดยตัวอย่างของ Speed Tier ที่ผมทำไว้นั้น มันจะเป็น Speed Tier แบบหยาบ ๆ ที่อิงจาก Base Speed ของโปเกมอนแต่ละตัวในเมต้าเป็นหลัก นอกจากนี้ ผมยังได้จัดเรียงโปเกมอนออกเป็น Range ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็นโปเกมอนที่มี Speed สูง (โปเกมอนที่อยู่ฝั่งซ้ายซึ่งมี Base Speed มากกว่า 100) กับโปเกมอนที่มี Speed ต่ำ (โปเกมอนที่อยู่ฝั่งขวาซึ่งมี Base Speed ต่ำกว่า 100) ซึ่งตรงนี้ ผมจะใช้เลข 100 เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง เพราะมันคือค่า Speed ส่วนใหญ่ของโปเกมอน ว่าง่าย ๆ 100 คือ ค่า Speed มาตรฐานนั่นเอง (โปเกมอนที่มี Base Speed 100 ผมจะนับว่ามันไม่เร็ว และไม่ช้า)

อย่างไรก็ตาม Speed Tier แบบหยาบ ๆ นี้ก็ทำได้แค่ใช้ประเมิน Speed แบบคร่าว ๆ เท่านั้น เพราะ ในการเล่นจริงมันจะมีตัวแปรอื่นให้ดูมากกว่านี้อีก เช่น โปเกมอนตัวนั้นนิสัยเป็นยังไง? ติดไอเทมเพิ่ม Speed อย่าง Choice scarf ไหม? หรือแม้แต่ลง Stat Point ยังไงด้วย ดังนั้น Speed Tier แบบนี้จึงต้องอาศัยการนั่งคำนวนต่อเอง ซึ่งตรงนี้ หากใครอยากได้ Speed Tier ที่ละเอียดยิ่งขึ้น หรือเป็น Speed Tier ที่รวมเอาปัจจัยพวกนี้มาพิจารณาด้วย ก็สามารถเข้าไปดูต่อได้ที่ Champions OU Speed Tiers 

Nature and Abilities

นิสัย (Natures) ของโปเกมอนจะมีทั้งหมด 25 นิสัย โดยโปเกมอนแต่ละตัวจะมีนิสัยได้เพียงแค่ 1 นิสัยเท่านั้น และนิสัยโดยส่วนใหญ่จะเพิ่มสเตตัสอย่างหนึ่ง 10 % และลดสเตตัสอีกอย่างลง 10 % เช่น นิสัย Adamant ที่จะเพิ่ม Attack ขึ้น 10 % แต่จะลด Sp Atk ลง 10 %

ซึ่งในการเล่นแบบ Competitive นั้น โปเกมอนแต่ละตัวมักจะมีนิสัยยอดนิยมอยู่ประมาณ 1-2 นิสัย โดยมันจะขึ้นอยู่กับหน้าที่ของโปเกมอนตัวนั้นกับท่าที่ใส่ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นโปเกมอนสายโจมตีกายภาพ ที่เน้นให้มันโจมตี  ส่วนใหญ่ผู้เล่นก็มักจะเลือกนิสัย Adamant หรือ Jolly ให้กับมัน เพราะนิสัยเหล่านี้จะลดสเตตัสที่ไม่ได้ใช้อย่าง Sp Atk แล้วไปเพิ่มสเตตัสที่ใช้อย่าง Atk หรือไม่ก็ Speed แทน

แต่ทั้งนี้ นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า โปเกมอนสายโจมตีกายภาพจะต้องมีนิสัย Adamant หรือ Jolly เท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่กับ Game Plan ของผู้เล่นแต่ละคนด้วยว่าเขาจะเอาโปเกมอนตัวนั้นไปทำอะไร หรืออยากให้มันรับดาเมจได้มากแค่ไหนด้วย ว่าง่าย ๆ ถึงแม้โปเกมอนบางตัวจะมีนิสัยยอดนิยมอยู่ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า โปเกมอนตัวนั้นจะต้องมีนิสัยตามนั้นเสมอไปครับ

อย่างไรก็ตาม มีนิสัย อยู่ 5 แบบที่ไม่ส่งผลต่อค่าสเตตัสใดเลย ได้แก่ Hardy, Serious, Bashful, Quirky และ Docile นิสัยเหล่านี้ปกติจะไม่นิยมใช้ หรือพบได้น้อยมาก เพราะมันไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรในการแข่งขันครับ

ส่วนวิธีดูว่านิสัยไหนเพิ่มหรือลดสเตตัสอะไรบ้างนั้น หลัก ๆ ภายในเกมจะมีการเขียนบอกไว้อยู่แล้ว แต่ถ้าอยากได้ตารางที่ทำให้เราจำนิสัยได้ ส่วนตัวแล้วผมจะใช้ตารางค่านิสัย ซึ่งจะเป็นตารางที่บอกว่า นิสัยนี้เพิ่มหรือลดสเตตัสอะไรบ้างครับ 

อบิลิตี้ คือ กลไกของเกมโปเกมอนที่เป็นเหมือนกับสกิลติดตัวของโปเกมอนแต่ละตัว โดยมันจะช่วยเพิ่มความซับซ้อนให้กับตัวเกม รวมถึงทำให้โปเกมอนทุกตัวมีความพิเศษไม่เหมือนใครด้วย เช่น โปเกมอนบางตัวอาจจะมีอบิลิตี้ที่ช่วยเพิ่มพลังเมื่ออยู่ในสภาพอากาศแบบหนึ่ง หรืออาจจะมีโปเกมอนที่คอยขัดขวางไม่ให้ศัตรูใช้ท่าบางประเภทได้

โดยโปเกมอนแต่ละตัวจะมี อบิลิตี้ ให้เราได้เลือกเล่นประมาณ 1-3 อบิลิตี้ โดยขึ้นอยู่กับว่าโปเกมอนตัวนั้นเป็นตัวอะไร เช่น Basculegion ที่จะมีอบิลิตี้ให้เลือก 3 แบบคือ Swift Swim ,Adaptability และ Mold Breaker (ในตอนแรกหากเราสุ่มโปเกมอนมา ตัวเกมมันจะสุ่ม Abilities ของโปเกมอนตัวนั้นมาให้เรา เช่น สุ่ม Basculegion ได้ Swift Swim)

อย่างไรก็ตาม ในเกม Pokemon Champion จะมีระบบเทรนนิ่งที่สามารถเลือกเปลี่ยนอบิลิตี้พวกนี้ได้อย่างอิสระ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเลือกอบิลิตี้ผิด หรือสุ่มได้โปเกมอนที่มีอบิลิตี้ที่เราไม่ต้องการ เช่น สมมติ เราสุ่มได้ Basculegion ที่มีอบิลิตี้ Swift Swim มา เราก็สามารถเปลี่ยนอบิลิตี้นี้เป็น Adaptability หรือ Mold Breaker ได้เรื่อย ๆ หรือจะเปลี่ยนกลับมาเป็น Swift Swim ก็ได้เหมือนกันครับ

หลังจากรู้พื้นฐานของอบิลิตี้ไปแล้ว ที่นี่เรามาดู อบิลิตี้ ยอดนิยมที่มักเจอในแรงค์ หรือในการแข่งขันกันบ้างดีกว่า เพราะการไม่รู้มันมีราคาที่จะต้องจ่ายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ ที่เราสามารถแพ้ได้ง่าย ๆ หากเราไม่รู้ว่าโปเกมอนที่เราเจอมีอบิลิตี้อะไรกันแน่

1.Intimidate : ลด Atk ของคู่ต่อสู้ลง 1 ระดับเมื่อลงมาบนสนาม
โปเกมอนที่มักมี : Incineroar, Arcanine, Gyarados

2.Defiant : เพิ่ม Atk ขึ้น 2 ระดับหากถูกลด STAT ด้วยท่าหรืออบิลิตี้
โปเกมอนที่มักมี : Kingambit

3.Competitive : เพิ่ม SpA ขึ้น 2 ระดับหากถูกลด STAT ด้วยท่าหรืออบิลิตี้ 
โปเกมอนที่มักมี : Empoleon, Milotic

4.Mirror Armor : สะท้อนการลดค่า STAT ไปยังอีกฝ่ายแทน 
โปเกมอนที่มักมี : Corviknight

5.Unburden : เพิ่ม Speed ขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อใช้ HELD ITEM 
โปเกมอนที่มักมี : Sneasler

6.Prankster : เพิ่มระดับ Priority ของท่า Status Move ขึ้น 1 ระดับ 
โปเกมอนที่มักมี : Whimsicott, Sableye, Meowstic

7.Armor Tail : ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้ท่า Priority Move ได้ 
โปเกมอนที่มักมี : Farigiraf

8.Unnerve : ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้เบอร์รี่ได้ (Berries) 
โปเกมอนที่มักมี : Aerodactyl

9.Hospitalisty : เมื่อลงมาบนสนาม จะฟื้นเลือดให้กับเพื่อนร่วมทีม 
โปเกมอนที่มักมี : Sinistcha

10.Friend Guard : ลดความเสียหายที่เพื่อนร่วมทีมได้รับ 
โปเกมอนที่มักมี : Maushold

11.Shadow Tag : ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถหนี หรือสลับโปเกมอนออกมาสู้ได้ 
โปเกมอนที่มักมี : Mega Gengar

12.Levitate : ลอยอยู่เหนือพื้น จึงไม่รับดาเมจจากท่าประเถทดิน 
โปเกมอนที่มักมี : Mega Delphox, Hydreigon, Rotom-Wash

13.Rough Skin : เมื่อถูกสัมผัสตัว โปเกมอนที่มาสัมผัสจะได้รับความเสียหาย 
โปเกมอนที่มักมี : Garchomp

14.Gale Wings : เมื่อ Hp เต็ม ท่าประเภทบินจะกลายเป็นท่า Priority 
โปเกมอนที่มักมี : Talonflame

15.Adaptability : เพิ่มความรุนแรงของท่า STAB จาก x1.5 ให้เป็น x2 
โปเกมอนที่มักมี : Basculegion, Mega Glimmora

16.Stamina : เพิ่ม DEF ขึ้น 1 ระดับทุกครั้งที่ถูกโจมตี 
โปเกมอนที่มักมี : Archaludon, Mudsdale

17.Drizzle : เมื่อลงมาบนสนาม จะเปลี่ยนสภาพอากาศเป็นฝนตก 5 เทิร์น 
โปเกมอนที่มักมี : Politoed, Pelipper

18.Drought : เมื่อลงมาบนสนาม จะเปลี่ยนสภาพอากาศเป็นแดดจัด 5 เทิร์น 
โปเกมอนที่มักมี : Mega Charizard Y, Torkoal

19.Sand Stream : เมื่อลงมาบนสนาม จะเปลี่ยนสภาพอากาศเป็นพายุทราย 5 เทิร์น 
โปเกมอนที่มักมี : Tyranitar, Hippowdon

20.Snow Warning : เมื่อลงมาบนสนาม จะเปลี่ยนสภาพอากาศเป็นหิมะ 5 เทิร์น 
โปเกมอนที่มักมี : Ninetales-Alola, Mega Froslass

21.Chlorophyll : เพิ่มความเร็วขึ้นสองเท่าเมื่ออยู่ในแดด 
โปเกมอนที่มักมี : Venusaur

22.Cloud Nine : ระงับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศ 
โปเกมอนที่มักมี : Altaria, Drampa 

Status Condition

สถานะผิดปกติในเกมนี้จะแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ
1.สถานะผิดปกติคงทน (Non-Volatile) : คือสถานะผิดปกติหลักที่มีสัญลักษณ์โชว์ให้ผู้เล่นเห็น จุดเด่นของสถานะประเภทนี้คือ มันจะไม่หายไปเองหากเราสลับตัว และไม่สามารถติดสถานะประเภทนี้ซ้อนกันได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติอีกฝ่ายมีโปเกมอนตัวนึงติดสถานะหลับ แล้วเราใช้ท่า Will-O-Wisp ใส่โปเกมอนตัวนั้น ผลคือมันจะไม่ติดสถานะเผาไหม้ซ้อนกับสถานะหลับครับ

โดยสถานะผิดปกติแบบคงทนนั้น หลัก ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 6 สถานะ ซึ่งได้แก่

1.1 สถานะเผาไหม้ (Burned) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะเสีย HP 6.25 % ทุกเทิร์น รวมถึงจะถูกลดดาเมจกายภาพที่ทำได้ลงครึ่งนึง

1.2 สถานะชา (Paralysis) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะถูกลดความเร็วลงครึ่งนึง และมีโอกาส 12.5 % ที่โปเกมอนจะไม่ออกท่าโจมตีเพราะติดชา  

1.3 สถานะพิษ (Poisoned) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะเสีย HP 12.5 % ทุกเทิร์น 

1.4 สถานะพิษร้าย (Badly Poisoned) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะเสีย HP 6.25 % ในเทิร์นแรกที่ติดสถานะนี้ จากนั้นพิษจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเพิ่มความรุนแรงของพิษทีเทิร์นละ 6.25 % เช่น ในเทิร์นที่สองจะเสียเลือด 12.5 % เทิร์นที่สามจะเสียเลือด 18.75% 

1.5 สถานะแช่แข็ง (Frozen) : โปเกมอนที่ติดสถานะแช่แข็งจะไม่ออกท่าโจมตี แต่จะมีโอกาส 25 % ที่จะหลุดออกจากสถานะนี้เมื่อพยายามจะออกท่า และจะหลุดจากสถานะนี้อย่างแน่นอนในเทิร์นที่สาม (โปเกมอนที่อยู่ในแดดจะไม่มีทางติดสถานะนี้) 

1.6 สถานะหลับ (Asleep) : โปเกมอนที่ติดสถานะหลับจะไม่ออกท่าโจมตี ในเทิร์นแรกจะหลับแน่นอน เทิร์นที่สองจะมีโอกาสตื่น 33.3% และเทิร์นที่สามจะตื่นจากสถานะนี้แน่นอน

2.สถานะผิดปกติไม่คงทน (Volatile) : คือสถานะผิดปกติที่ไม่โชว์สัญลักษณ์ ให้ผู้เล่นเห็นอย่างชัดเจน จุดเด่นของสถานะประเภทนี้คือ สถานะเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อเราสลับตัว และมักจะมาพร้อมกับท่าบางประเภท ซึ่งตัวอย่างของสถานะประเภทนี้ก็เช่น

2.1 สถานะสับสน (Confusion) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะมีโอกาส 33% ที่จะโจมตีตัวเอง ส่วนตัวอย่างของท่าที่ทำให้สับสนก็เช่น Confuse Ray , Hurricane และ Swagger

2.2 สถานะชะงัก (Flinch) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะออกท่าไม่ได้ในเทิร์นนั้น สถานะนี้จะไม่มีผลหากเราได้โจมตีก่อนหรือโจมตีไปแล้ว ซึ่งตัวอย่างของท่าที่ทำให้ติดชะงักนี้ก็เช่น Rock Slide และ Fake Out

2.3 สถานะยั่วยุ (Taunt) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะไม่สามารถใช้ท่า Status Move ได้ หรือใช้ได้แต่ท่าโจมตีเท่านั้น แต่ถ้าโปเกมอนตัวนั้นไม่มีท่าโจมตีเลย ตัวเกมจะบังคับให้มันใช้ท่าดิ้นรนหรือท่า Struggle 

2.4 สถานะเอาอีก (Encore) : โปเกมอนที่ติดสถานะนี้จะถูกบังคับให้ใช้แค่ท่าล่าสุดที่โปเกมอนตัวนั้นใช้เป็นเวลา 3 เทิร์น 

2.5 สถานะคลั่งรัก (Infatuation) : เป็นสถานะที่ใช้ได้กับแค่โปเกมอนเพศตรงข้ามเท่านั้น โปเกมอนเพศผู้จะทำให้โปเกมอนเพศเมียคลั่งรักได้ แต่ไม่สามารถทำให้โปเกมอนเพศผู้ด้วยกันคลั่งรักได้ เมื่อโปเกมอนที่ติดสถานะนี้โจมตีใส่โปเกมอนตัวที่ทำให้มันคลั่งรักจะมีโอกาส 50 % ที่จะไม่ออกท่าโจมตี 

2.6 สถานะระงับ (Disable) : โปเกมอนที่ติดสถานะจะไม่สามารถใช้ท่าล่าสุดที่มันได้ใช้ เป็นเวลา 3 เทิร์น 

Held Items

ถึงแม้ไอเทมถือ หรือ Held Items จะเป็นสิ่งที่เรารู้จักหรือคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าคงมีผู้เล่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่มองข้ามไอเทมเหล่านี้ไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันคือสิ่งที่มีความสำคัญกับการเล่นแบบ Competitive ไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นเลย

โดยสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้สำหรับ Held Items ก็คือ ไอเทมพวกนี้จะไม่สามารถใช้ซ้ำกันในทีมเดียวกันได้ ดังนั้น จึงไม่มีทางที่เราจะให้โปเกมอนสองตัวถือไอเทมอันเดียวกันครับ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เช่น สมมติในทีมเรามี Incineroar ที่ถือ Sitrus Berry ไว้ เราก็จะไม่สามารถให้โปเกมอนตัวอื่นภายในทีมถือ  Sitrus Berry เหมือนกับ Incineroar ได้นั่นเอง

นอกจากนี้ ไอเทมถือยังสามารถถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ

1.ไอเทมถือที่ใช้แล้วหมดไป (Consumable Items) : คือไอเทมถือที่หากเอฟเฟคของไอเทมดัวกล่าวทำงาน ผลของมันก็จะหมดไป ว่าง่าย ๆ คือใช้เอฟเฟคได้แค่ครั้งเดียว ซึ่งตัวอย่างของไอเทมประเภทนี้ก็เช่น Sitrus Berry , Chople Berry , White Herb และ Focus Sash

2.ไอเทมถือที่อยู่คงทน (Persistent Items) : คือไอเทมถือที่เอฟเฟคอยู่ตลอด และบางชิ้นจะทำงานต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ซึ่งตัวอย่างของไอเทมประเภทนี้ ก็อย่างเช่น Leftovers , Choice Scarf หรือ Black Glasses

หลังจากเรารู้จักประเภทของไอเทมถือไปละ ทีนี้เรามาดูไอเทมถือยอดนิยมที่เรามักจะเจอในการเล่นกันบ้างดีกว่า ซึ่งตรงนี้ ผมเองก็ยอมรับว่า ในอนาคตไอเทมพวกนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ดังนั้น ผมอาจจะมีการอัปเดตไกด์นี้เพิ่มในอนาคตครับ (โปเกมอนบางตัวอาจเปลี่ยนไปนิยมติดอย่างอื่นแล้ว)

1.Sitrus Berry ผลไม้ฟื้นเลือดสุดทรงพลัง 
เอฟเฟค : ฟื้นฟู Hp 25% เมื่อ Hp ลดลงต่ำกว่า 50%
โปเกมอนที่นิยมติด : ส่วนใหญ่จะเป็นโปเกมอนสาย Support เช่น Incineroar

2.Focus Sash ผ้าคาดเอวกันตาย 
เอฟเฟค : หาก HP เต็ม จะรอดจากการโดนโจมตีที่ควรล้มทันที  โดยเหลือ HP 1 (ใช้ได้ครั้งเดียวแล้วหาย)
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนตัวบางที่เราไม่อยากให้มันถูกตีตายในครั้งเดียว เช่น Aerodactyl

3.Choice Scarf ผ้าพันคอเพิ่มความเร็ว 
เอฟเฟค : เพิ่ม Spe ของโปเกมอนที่ถือ 50% แต่ล็อกให้ใช้ได้แค่ท่าเดียวจนกว่าจะเปลี่ยนตัว 
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนที่เราต้องการให้มันเร็วกว่าฝั่งตรงข้าม เช่น Basculegion

4.Leftovers ของเหลือสุดโกง 
เอฟเฟค : ฟื้นเลือด 1/16 ของ Hp สูงสุดทุกเทิร์น
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนที่ยืนอยู่บนสนามได้นาน พวกแท็งหรือตัวอึด ๆ เช่น Archaludon

5.White Herb สมุนไพรคืนสภาพ 
เอฟเฟค : คืนค่าสเตตัสที่ถูกลดให้กลับมาเป็นปกติ (ใช้ครั้งเดียวแล้วหาย)
โปเกมอนที่นิยมติด : มักติดกับโปเกมอนที่มี Ability : Unburden เช่น Sneasler

6.Lum Berry ผลไม้ล้างติดสถานะผิดปกติ 
เอฟเฟค : ล้างสถานะผิดปกติและความสับสนทั้งหมด (ใช้ครั้งเดียวแล้วหาย) 
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนที่เราไม่อยากให้มันติดสถานะผิดปกติเลย เช่น Garchomp

7.Chople Berry ผลไม้ลดดาเมจท่าต่อสู้
เอฟเฟค : ลดดาเมจครึ่งหนึ่งเมื่อโดนท่า Fighting ที่เราแพ้ธาตุ (ใช้ครั้งเดียวแล้วหาย)
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนที่แพ้ธาตุต่อสู้หนัก ๆ หรือแพ้ x4 อย่างเช่น Kingambit

8.Mental Herb สมุนไพรรักษาจิตใจ 
เอฟเฟค : ล้างสถานะ Infatuation, Taunt, Disabled และ Encore 
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนที่เกลียดสถานะผิดปกติดังกล่าว เช่น Farigiraf หรือ Sableye

9.Black Glasses แว่นตาดำ 
เอฟเฟค : เพิ่มพลังท่า Dark 20% 
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนธาตุมืดที่อยากให้ท่าความมืดแรงขึ้น เช่น Kingambit

10.Mystic Water สร้อยคอน้ำ 
เอฟเฟค : เพิ่มพลังท่า Water 20% 
โปเกมอนที่นิยมติด : โปเกมอนธาตุน้ำที่อยากให้ท่าน้ำแรงขึ้น เช่น Basculegion 

Weather Mechanics

“สภาพอากาศ” หรือ Weather นั้น โดยหลักแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับเวทย์สนามของพวกเกมการ์ดต่าง ๆ  โดยมันจะมีเอฟเฟคที่ส่งผลกับโปเกมอนบนสนาม และทำให้โปเกมอนบางตัวได้เปรียบกว่าโปเกมอนตัวอื่นเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น สภาพอากาศฝน ที่ช่วยเพิ่มความแรงให้กับท่าประเภทน้ำ ทำให้โปเกมอนธาตุน้ำมีความได้เปรียบมากยิ่งขึ้น

โดยในการเปิดสภาพอากาศนั้น หลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ด้วยกันสองวิธี คือ 1. การใช้ท่าเปิดสภาพอากาศ เช่นใช้ท่า Sunny Day หรือ Rain Dance กับ 2. การใช้โปเกมอนที่มี Ability เปิดสภาพอากาศเมื่อลงมาบนสนาม ยกตัวอย่างเช่น Torkoal ที่มี Ability Drought หรืออบิที่สามารถเรียกแดดออกมาเมื่อลงสนามครับ

อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีการเปิดสภาพอากาศแล้ว ยังมีหลักการอีกสองข้อ ที่ผมคิดว่าผู้เล่นใหม่ควรจะรู้ไว้

ข้อแรกคือ : บนสนามจะมีสภาพอากาศได้เพียงแค่สภาพอากาศเดียวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีโปเกมอนตัวอื่นเปิดสภาพอากาศใหม่ สภาพอากาศเดิมก็จะถูกแทนที่หรือหายไป ตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่น สมมติในเทิร์นแรก Torkoal เปิดแดดออกมา แล้วเทิร์นที่สองมีโปเกมอนอีกตัวเรียกหิมะลงมา ในกรณีนี้ แดดที่ Torkoal เรียกไว้ ก็จะหายไปและถูกแทนที่ด้วยหิมะแทน

ข้อสองคือ : ถ้ามีโปเกมอนสองตัวเปิดสภาพอากาศด้วย Ability พร้อมกัน สภาพอากาศจะเป็นของตัวที่มี Speed ต่ำกว่า เพราะตัวที่มี Speed เร็วกว่าจะเปิดสภาพอากาศก่อน และถูกทับด้วยตัวที่มี Speed น้อยกว่า โดยตัวอย่างของกรณีนี้ก็เช่น สมมติทั้งสองฝ่ายเรียก Torkoal กับ Pelipper ออกมาพร้อมกันในเทิร์นแรก ในแง่นี้ Pelipper จะเรียกฝนออกมาก่อน จากนั้น Torkoal ค่อยเรียกแดดออกมาทับ ว่าง่าย ๆ ยิ่ง Speed ช้ายิ่งได้คุมสภาพอากาศครับ  

ส่วนประเภทของสภาพอากาศนั้น ในเกมนี้หลัก ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 4 สภาพอากาศ ซึ่งได้แก่ ฝนตก แดดจ้า หิมะ และพายุทราย โดยแต่ละประเภทจะมีเอฟเฟคดังต่อไปนี้

ฝนตก : Rain 
1.เพิ่มความแรงของท่าน้ำ 50 % และลดความแรงของท่าไฟลง 50% เช่นเพิ่มความแรงของท่า Hydro Pump หรือลดความแรงของท่า Heat Wave เป็นต้น 
2.ท่าบางท่าจะโจมตีโดนแน่นอน 100 % เช่น ท่า Thunder หรือ Hurricane 
3.ท่าบางท่าจะลดเวลาการชาร์จ เช่น Electro Shot ที่ปกติจะต้องชาร์จ 1 เทิร์น แต่ถ้าอยู่ในฝนจะยิงเลย
4.โปเกมอนบางตัวจะมี Ability ที่ทำงานในฝน เช่น Swift Swim ที่เพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ในฝน หรือ Dry Skin ที่จะได้เลือดทุกเทิร์นเมื่ออยู่ในฝน

แดดจ้า : Sun 
1.เพิ่มความแรงของท่าไฟ 50 % และลดความแรงของท่าน้ำลง 50% เช่นเพิ่มความแรงของท่า Heat Wave  หรือลดความแรงของท่า Hydro Pump เป็นต้น 
2.ท่าบางท่าจะถูกลดความแม่นยำลง เช่น ท่า Thunder หรือ Hurricane 
3.ท่าบางท่าจะลดเวลาการชาร์จ เช่น ท่า Solar Beam หรือ Solar Blade ที่จะยิงเลยเมื่ออยู่ในแดด
4.โปเกมอนบางตัวจะมี Ability ที่ทำงานในแดด เช่น Chlorophyl ที่จะเพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ในแดด 
5.โปเกมอนที่อยู่ในแดดจะไม่ติดแช่แข็ง

หิมะ : Snow 
1.เพิ่ม Defense ของโปเกมอนธาตุน้ำแข็ง 50 % 
2.ท่าบางท่าจะถูกลดความแรงลงเช่น Solar Beam หรือ Solar Blade 
3.โปเกมอนบางตัวจะมี Ability ที่ทำงานในหิมะ เช่น Slush Rush ที่จะเพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ในหิมะ

พายุทราย : Sand 
1.เพิ่ม Special Defense ของโปเกมอนธาตุหิน 50 % 
2.ในแต่ละเทิร์น โปเกมอนที่ไม่ใช่ธาตุหิน เหล็ก และดินจะเสียเลือดเทิร์นละนิดละหน่อย (6.25%) 
3.โปเกมอนที่มี Ability ที่เกี่ยวกับทราย เช่น Sand Force ,Sand Rush หรือ Sand Veil จะไม่เสียเลือดเช่นกัน 
4. โปเกมอนบางตัวจะมี Ability ที่ทำงานในพายุทรายเช่น Sand Rush ที่จะเพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ในทราย   

Terrian Mechanics

พื้นที่เทอร์เรนจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับสภาพอากาศ คือจะเป็นเหมือนเวทย์สนามที่สร้างความได้เปรียบให้กับโปเกมอนบางตัว อย่างไรก็ตาม แม้เทอร์เรนจะคล้ายกับสภาพอากาศ แต่มันจะถือว่าเป็นคนละอย่างกัน ดังนั้น เทอร์เรนจึงไม่สามารถกลบสภาพอากาศได้ ว่าง่าย ๆ คือ มันจะมีกรณีที่เปิดเทอร์เรนซ้อนกับสภาพอากาศด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เช่น สมมติ Torkoal เปิดแดด แล้วอีกฝ่ายเปิด Psychic Terrian ในกรณีนี้ แดดที่ Torkoal เปิดจะไม่หายไป แต่สนามจะมีทั้งแดดทั้ง Psychic Terrian แทน

อย่างไรก็ตามโปเกมอนที่อยู่บนฟ้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โปเกมอนธาตุบิน หรือโปเกมอนที่มี Ability Leviate ทั้งหมดนี้จะไม่รับผลจากเอฟเฟคพื้นที่เทอร์เรนครับ เพราะมันเป็นโปเกมอนที่ไม่อยู่บนดินนั่นเอง

ส่วนประเภทของพื้นที่เทอร์เรนนั้น หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ 4 ประเภทเช่นเดียวกับสภาพอากาศ คือจะมี เทอร์เรนไฟฟ้า เทอร์เรนพืช เทอร์เรนแฟรี่ และ เทอร์เรนพลังจิต โดยแต่ละประเภทมีเอฟเฟคดังต่อไปนี้

เทอร์เรนไฟฟ้า : Electric Terrain
1.เพิ่มความแรงของท่าประเภทไฟฟ้า 30 % 
2.โปเกมอนที่อยู่บนดินจะไม่ติดสถานะหลับ 
3.โปเกมอนบางตัวจะมี Ability ที่ทำงานในเทอร์เรนไฟฟ้า เช่น Surge Surfer ที่เพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ในเทอร์เรนนี้

เทอร์เรนพืช : Grassy Terrain
1.เพิ่มความแรงของท่าประเภทพืช 30 % 
2.โปเกมอนที่อยู่บนดินจะได้รับการฟื้นฟูเลือด 6.25 % ทุกเทิร์น (ผลคล้าย ๆ Leftovers) 
3.ท่า Glassy Glide จะได้ Priority +1 
4.โปเกมอนบางตัวจะมี Ability ที่ทำงานในเทอร์เรนพืช เช่น Grass Pelt ที่เพิ่ม Defense เมื่ออยู่ในเทอร์เรนนี้

เทอร์เรนแฟรี่ : Misty Terrain
1.ลดความแรงของท่าประเภทมังกรลง 50 % 
2.โปเกมอนที่อยู่บนดินจะไม่สามารถติดสถานะผิดปกติได้

เทอร์เรนพลังจิต : Psychic Terrian
1.เพิ่มความแรงของท่าประเภทพลังจิต 30 % 
2.โปเกมอนที่อยู่บนดินจะไม่รับท่า Priority ของอีกฝ่าย (ผลคล้าย ๆ Armor Tail ของ Farigiraf )  

Speed Control

สำหรับผม ความรู้เรื่อง Speed Control ถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่เข้าใจยากกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา จนบางคนถึงกับจัดเรื่องนี้ไว้ว่ามันเกินกว่าระดับที่มือใหม่ควรจะรู้แล้ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามันจะยาก แต่ตัวผมเองกลับเชื่อว่า มันคือสิ่งที่ผู้เล่นใหม่จำเป็นต้องรู้มากที่สุด เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าโปเกมอนตัวไหนจะตีก่อนหรือตีหลัง เราก็จะไม่มีทางเล่นตาม Game Plan ได้อย่างราบรื่นเลย

ส่วนประเด็นย่อยที่เราจะพูดถึงกันในหัวข้อนี้ หลัก ๆ ผมจะแบ่งออกเป็นสามหัวข้อซึ่งได้แก่ 1. Turn Order&Dynamic Speed 2.Priority Moves และ 3.Trick Room

โดยปกติแล้วลำดับเทิร์นในการออกท่าของโปเกมอนนั้นจะเรียงจากค่า Speed เป็นหลัก ดังนั้นในสถานการณ์ปกติ โปเกมอนที่มี Speed สูงที่สุดก็จะได้ออกท่าเป็นตัวแรก จากนั้นตัวที่มีค่า Speed รองลงมาก็จะได้ออกท่าต่อ และตัวที่มี Speed ต่ำสุดก็จะได้ออกท่าเป็นตัวสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น สมมติ มีโปเกมอนสี่ตัวอยู่บนสนาม ฝั่งเรามี Aerodactyl กับ Charizard ที่มี Spe 200,167 อยู่บนสนาม ส่วนอีกฝั่งมี Basculegion กับ Sneasler ที่มี Spe 195,189 ในกรณีนี้ หากโปเกมอนทั้งสี่ตัวออกท่าโจมตี Aerodactyl จะได้โจมตีเป็นตัวแรก ,Basculegion โจมตีเป็นตัวที่สอง ,Sneasler โจมตีเป็นตัวที่สาม และปิดท้ายด้วย Charizard ที่จะโจมตีเป็นตัวสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้ท่าเพิ่มหรือลด Speed เช่น มีการใช้ท่า Tailwind ที่เพิ่ม Speed ให้กับโปเกมอนฝั่งเราสองเท่า ในกรณีนี้ ตัวเกมจะทำการเปลี่ยนค่า Speed ระหว่างเทิร์นนั้นเลย และทำให้ลำดับการโจมตีของโปเกมอนถูกเรียงใหม่ด้วย (เราเรียกสิ่งนี้ว่าระบบ Dynamic Speed ครับ) โดยตัวอย่างของ Dynamic Speed นี้คือ สมมติ Aerodactyl ฝั่งเราไม่ได้ใช้ท่าโจมตีในเทิร์นแรก แต่ใช้ท่า Tailwind ให้กับทีม ในกรณีนี้ ตัวเกมจะทำการเปลี่ยนลำดับเทิร์นของเทิร์น 1 ใหม่ จากแต่เดิมที่ Charizard เป็นลำดับสุดท้าย ก็ถูกเลื่อนมาเป็นลำดับสองแทน และผลัก Basculegion กับ Sneasler ไปอยู่ที่ลำดับ 3 และ 4 เพราะพวกมันทั้งคู่มี Speed ที่ช้ากว่า Charizard แล้ว

ถึงแม้โดยปกติ โปเกมอนที่เร็วกว่าจะได้ออกท่าก่อน แต่มันก็ไม่เสมอไป เพราะโปเกมอนที่มี Speed ช้ากว่าก็สามารถออกท่าก่อนได้ หากโปเกมอนตัวนั้นใช้ท่าที่เราเรียกกันว่า Priority Moves ครับ ซึ่งถ้า Priority Moves นี้ หลัก ๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ท่า Priority + กับ  Priority - โดย Priority บวกคือท่าที่จะออกก่อนท่าอื่น ส่วนลบจะออกท่าช้ากว่าท่าอื่น

อย่างไรก็ตามนอกจาก บวก กับ ลบ แล้ว ตัวท่า Priority นี้ยังมีการแบ่งระดับแยกย่อยไปอีก เช่น Priority +1 Priority +2 ไปจนถึง Priority +8 โดยตัวเลขนี้ หลัก ๆ มันจะเป็นการบอกว่า ท่า Priority ไหนจะออกก่อนหลัง หากมันมาเจอกันเอง เช่น ถ้าทั้งสองฝ่ายใช้ท่า Priority + กันทั้งคู่ ในกรณีนี้ โปเกมอนที่ใช้ Priority + มากกว่าก็จะได้ออกท่าก่อน

ยกตัวอย่างเช่น สมมติบนสนามเรามีโปเกมอนสี่ตัวเหมือนเดิมคือ Aerodactyl , Charizard ,Basculegion และ Sneasler ซึ่งทั้งสี่ตัวนี้มีการใช้ท่าดังต่อไปนี้ Aerodactyl ใช้ท่าปกติอย่าง Rock Slide , Charizard ใช้ท่า Protect (Priority +4) , Basculegion ใช้ท่า Aqua Jet (Priority +1) และ Sneasler ใช้ท่า Fake Out (Priority +3) ในกรณีนี้ Charizard จะออกท่าก่อนโปเกมอนตัวอื่น เพราะท่า Protect เป็นท่าที่มีระดับ Priority สูงสุดในนี้ ต่อมา Sneasler จะใช้ท่า Fake Out ที่มีระดับ Priority รองลงมา ต่อด้วย Basculegion ที่ใช้ท่า Aqua Jet ที่มีระดับ Priority เพียงแค่หนึ่ง และปิดท้ายด้วย Aerodactyl ที่ใช้ท่าปกติ ซึ่งจากกรณีตัวอย่างนี้ จะเห็นได้เลยว่า ถึงแม้ Aerodactyl จะมี Speed สูงสุด แต่มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะได้ออกท่าก่อนเสมอไปครับ 

Trick Room คือท่าที่จะสร้างพื้นที่พิเศษขึ้นมาบนสนาม โดยพื้นที่นี้จะทำการสลับลำดับการออกท่าของโปเกมอนทุกตัวบนฟิลล์ ซึ่งทำให้โปเกมอนที่ Speed ช้ากว่าได้โจมตีก่อน ส่วนโปเกมอนที่เร็วกว่าจะได้โจมตีหลัง ดังเช่นในภาพด้านขวา ที่หลังจากใช้ท่า Trick Room แล้ว โปเกมอนที่ Speed ต่ำสุดอย่าง Torkoal จะได้ออกท่าโจมตีเป็นตัวแรก ตรงกันข้ามกับ Aerodactyl ที่จะได้ออกท่าโจมตีหลังสุด เพราะเร็วที่สุดในนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราควรรู้เกี่ยวกับท่า Trick Room คือ ท่านี้จะเป็นท่าที่มี Priority ถึงลบ 7 ดังนั้น ท่านี้จึงเป็นท่าที่ออกช้าสุดเสมอ โดยไม่สนใจว่าผู้ใช้ท่านี้จะ Speed เท่าไหร่ ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างเช่นนี้ได้จากภาพด้านซ้าย ที่แม้ Farigiraf จะมี Speed สูงกว่า Torkoal แต่เมื่อ Farigiraf ออกท่า Trick Room ตัวมันก็จะออกท่าช้าสุดอยู่ดี 

นอกจากท่า Trick Room จะการันตีออกช้าสุดแล้ว การใช้ท่า Trick Room ซ้ำกันยังลบล้างผลของ Trick Room ให้หายไปได้อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีของการใช้ท่า Trick Room ซ้ำกันของ Farigiraf ทั้งสองตัวในภาพด้านซ้ายครับ

ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ เมื่อเราอยู่ใน Trick Room ท่าที่เป็นท่า Priority ก็จะยังคงทำงานอยู่เหมือนเดิม คือจะได้ชิงออกก่อน โดยไม่สนใจว่าจะเร็วหรือช้าใน Trick Room โดยเราจะเห็นตัวอย่างเช่นนี้ได้จากภาพด้านขวา ที่ถึงแม้ Blastoise จะมี Speed สูงกว่า Torkoal แต่เมื่อเราให้ Blastoise ใช้ท่า Aqua Jet ตัวมันก็จะออกท่าก่อน Torkoal อยู่ดี

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนนำเรื่องนี้ไปใช้ ก็คือ ก่อนที่เราจะตัดสินใจออกท่าโจมตีสักท่า ผมคิดว่าเราควรมานั่งคิดก่อนว่า โปเกมอนตัวไหนจะออกท่าก่อนหรือหลัง โดยพิจารณาจากหลายเรื่องที่ผมได้พูดถึงไป ไม่ว่าจะ Speed Tier, Dynamic Speed, Priority Moves รวมไปถึงเรื่องล่าสุดอย่าง Trick Room ด้วย  

Spread Damage Reduction

Spread Damage Reduction คือ กฏที่จะลดดาเมจของท่าหมู่ลง 25% หากใช้ท่าหมู่ในฟอร์แมต Double Battles ดังนั้น ท่าโจมตีหมู่ในการเล่นแบบ Double Battle จึงเบากว่าท่าโจมตีเดี่ยว เช่น ท่า Heat Wave จะเบากว่าท่า Flamethrower เพราะถึงแม้ท่า Heat Wave จะมีค่า BP สูงกว่า Flamethrower แต่ท่า Heat Wave จะถูกหักดาเมจลงจากกฏ Spread Damage Reduction ครับ

อย่างไรก็ตาม กฏ Spread Damage Reduction จะมีข้อยกเว้นอยู่ นั่นคือ กฎนี้จะทำงานก็ต่อเมื่อท่าที่ว่านี้ โดน Target มากกว่า 1 ขึ้นไป โดยไม่นับเคสที่อีกฝ่ายใช้ท่า Protect ครับ โดยผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพด้วยกรณีทั้ง 4 ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งได้แก่  

A.Multiple Targets (Spread Damage) 
คือกรณีที่เราใช้ท่าหมู่โดนอีกฝ่ายมากกว่า 1 ตัว เช่น การใช้ Muddy Water ใส่ฝ่ายตรงข้าม ในกรณีนี้ ดาเมจที่ทำได้จะถูกลดลง  25% จากกฎ Spread Damage Reduction

B.Single Target (Full Damage) 
คือกรณีที่ฝั่งตรงข้ามเหลือโปเกมอนเพียงตัวเดียว แล้วเราใช้ท่าหมู่ใส่โปเกมอนเพียงตัวเดียวนั้น เช่น การใช้ Muddy Water ใส่ Gachomp ที่เหลือบนสนามเพียงตัวเดียว ในกรณีนี้ ดาเมจจะไม่ถูกหักจากกฎ Spread Damage Reduction 

C.Multiple Targets (One Protected) 
คือกรณีที่อีกฝ่ายใช้ท่า Protect เพียงตัวเดียว ในกรณีนี้ ดาเมจจะยังถูกหัก 25 % ตามกฎ Spread Damage Reduction อยู่

D.Single Remaining Target (Full Damage) 
คือกรณีที่ที่เราใช้ท่าหมู่ใส่โปเกมอนอีกฝ่ายบนสนามสองตัว แต่โปเกมอนอีกฝ่ายตัวนึงถูกเราจัดการด้วยท่าอื่นไปก่อนแล้ว เช่น สมมติเราใช้ท่า Muddy Water ใส่ Gachomp กับ Sneasler แต่ Sneasler ดันถูกโจมตีตายด้วยท่า Hurricane ของโปเกมอนอีกตัวไปก่อน ในกรณีนี้ Gachomp จะรับดาเมจแบบเต็ม ๆ ไม่ถูกหักครับ  

เเหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ ถึงความรู้ที่ผมเขียนมาอาจจะช่วยให้คุณขึ้น Master ได้ เเต่ในการเล่นที่จริงจังขึ้นหรือสูงกว่านี้ ผมพบว่าความรู้พื้นฐานทั้งหมดนี้อาจจะไม่เพียงพอ เพราะคุณจะต้องรู้อะไรที่ Advance มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วิธีการลงค่า Stat การจัดทีม การอ่าน Team Preview หรือวิธีการวัด Damage Cal  ซึ่งตรงนี้ เนื่องจาก Guide นี้เป็นเเค่ Guide สำหรับผู้เล่นใหม่เท่านั้น ผมเลยยังไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ครับ อย่างไรก็ตาม หากคุณสนใจจะศึกษาเรื่องพวกนี้ต่อเอง ผมก็ขอแนะนำช่องทางเหล่านี้เลย 

TheDelybird : คือช่องที่ปูความรู้พื้นฐานที่เเน่นที่สุด เเละมีข้อมูลบางเรื่องที่จำเป็นสำหรับผู้เล่นที่ต้องการเล่นเกมนี้อย่างจริงจัง 
WolfeyVGC : ช่องของผู้เล่นระดับตำนาน ที่จะช่วยสอน Mindset วิธีจัดทีม หรือเทคนิคการเล่นต่าง ๆ 
CybertronVGC : คือช่องเเนะนำทีมที่เข้าใจง่ายที่สุด มีการเเนะนำวิธีลง Stat Point จุดเเข็งจุดอ่อนของทีม รวมถึงมีการสอน Lead ในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย 
ZemTennar : ช่องนี้ โดดเด่นในการสอนกลยุทธ์ระดับสูงของเกม เช่น วิธีการรักษา Tempo วิธีอ่านว่าคู่ต่อสู้มี Playstyle เเบบไหน 

แชร์เรื่องนี้:
Trollนะคะ
Trollนะคะ

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง