รีวิว Marvel's Wolverine

ด้วยความที่เล่น Marvel’s Spider-Man แล้วมันถูกจริตมาก ก็ไม่แปลกที่ผมและอีกหลาย ๆ คนจะรอผลงานใหม่ของ Insomniac Games อย่าง Marvel's Wolverine เกม Superhero ที่ใส่ความโหด ดิบ เถื่อน เป็นรสชาติใหม่สำหรับเกม Superhero ของ Insomniac Games กว่าจะเล่นจบ ผมโดนเกมเล่นจนน้ำตาไหลไปหลายรอบเลย แต่เพราะอะไรน่ะเหรอ ผมจะเล่าให้คุณฟังเอง
STORY | บทสรุปสุดกระแทกใจในเส้นทางที่น่าเบื่อ (6.6/10)
เกือบ 30 ปีที่ Logan อยู่กับทีม X ทีมมนุษย์กลายพันธุ์ที่ก่อตั้งขึ้นโดย Nathaniel Essex ในชื่อโค้ดเนมว่า Wolverine ทำภารกิจมากมาย ร่วมกับ Mystique, Sabretooth และคนอื่น ๆ ในทีม เพื่อปกป้องเหล่า Mutant จนวันหนึ่ง Logan ก็ออกจากทีมไปด้วยสาเหตุบางอย่าง แต่ก็ต้องกลับมาร่วมทีมอีกครั้ง หลังจากที่ Essex โดน Trask นักวิทยาศาสตร์ ศัตรูคู่แค้นคู่อาฆาตของเหล่า Mutant จับตัวไป และต้องการจะทำอะไรบางอย่างเพื่อล้างบาง Mutant ให้หมดไปจากโลก แน่นอนว่าเหล่าสมาชิกในทีม X ไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นแน่นอน การดำเนินเรื่องใน Marvel's Wolverine ผมว่ามีความแตกต่างกับผลงานก่อนหน้านี้ อย่าง Marvel’s Spider-Man เพราะการเปลี่ยนจากโลก Open World มาเป็นเกมเส้นตรง มันก็ส่งผลกับวิธีการเล่าเรื่องเหมือนกัน จากที่มีเควสต์และกิจกรรมให้ทำมากมายเพื่อสำรวจโลกของเกม Marvel's Wolverine ก็เหลือแค่เดินจากจุด A ไป B ระหว่างทางก็มีไอ้นู่นไอ้นี่ให้หยิบจับ เพื่อพาคุณไปรู้จักกับตัวละครและโลกของ Mutant ให้มากขึ้น แล้วก็วนอยู่แบบนี้ตลอดทั้งเกมจนจบ

ผมว่าวิธีเล่ามันค่อนข้างน่าเบื่อ กว่าเครื่องจะติดจริง ๆ ก็ล่อไปช่วงกลางถึงท้ายเกมแล้ว ถ้าแม่ผมเดินผ่านมาแล้วเห็นว่าผมเล่นเกม Wolverine น้ำตาคลอเบ้า ก็คงคิดว่า Marvel's Wolverine นี่มันดีจริง ๆ นอกจาก Kojima ที่ทำให้ลูกน้ำตาไหลได้ ก็ยังมี Wolverine แต่ความจริงแล้วผมหาวน้ำตาไหลไปไม่รู้กี่รอบ หลับไปไม่รู้กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งผมตื่นมาเล่นใหม่หน้าตั้งหลังตรงด้วยรอยยิ้มอันสดใส รอยยิ้มนั้นจะเริ่มหายไป หลังเริ่มพิงเบาะ และหลับไปอีกรอบ อันนี้ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องนะ เกมเพลย์ด้วยไว้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังบางช่วง เกมมันยืดเกินความจำเป็น เล่นไปได้ไม่กี่ชั่วโมงก็พอจะเดาออกแล้วว่าเกมมันจะจบประมาณไหน แต่เนื้อหาที่มันเล่ามันก็ดีตรงที่ช่วยปูความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละคนให้แน่นขึ้น อย่าง Logan คิดกับใครยังไง ทำแบบนี้ไปเพราะอะไร จนบางทีก็เหมือนฟังความข้างเดียว แล้วเชื่อไปเลยว่าสิ่งที่ Logan ทำถูกต้องที่สุด ดีที่สุด ใครจะพูดอะไรก็พูดไปเหอะ พอถึงจุดที่ตัวละครอื่นมันได้พูดบ้าง แค่ประโยคสั้น ๆ ของตัวละครเหล่านั้นไม่กี่ประโยค มันกระแทกใส่หน้า Logan และคนเล่นในเวลาเดียว ผมชอบโมเมนต์แบบนี้นะ ผมว่าทุกสิ่งที่มันปูมาตลอดเกม ก็เพื่อที่จะปล่อยหมัดใส่หน้าคนเล่นแบบเน้น ๆ ช่วงท้ายเกมเนี่ยแหละ

ถ้าไม่รู้จัก X-Men มาก่อนควรเล่นไหม ก็ได้ครับแต่จะงงเรื่องที่มาที่ไปของตัวละครจนบางทีก็งงว่าเกมมันกำลังปูเรื่องราวไปสู่อะไร ผมว่าจะเล่น Marvel's Wolverine ได้ต้องรู้จัก X-Men ในระดับหนึ่ง เอาแค่ดูหนังหรือแอนิเมชัน X-Men จนรู้ว่าใครเป็นใคร แค่นี้ก็พอแล้ว ผมว่าจุดที่เป็นปัญหาอีกส่วนหนึ่งก็คือการแสดงสีหน้าของ Logan เนี่ยแหละ เข้าใจนะว่าทำไมบางมุมมันดูติ๋ม ๆ ไม่ค่อยโหด เพราะจากเนื้อเรื่อง Logan มันก็ไม่ได้อยากจะทำหน้าโหดตลอดหรอก แต่เวลาที่ต้องโกรธจริง ๆ สีหน้า Logan ในเกมทำให้ผมไม่เชื่อว่ามันกำลังโกรธจริง ๆ แม้จะทำท่า Signature กางกรงเล็บ แหกปาก ยิ้มแฉ่ง ก็ตาม ผมเลยลองให้ตัวละครมันใส่หน้ากาก พบว่าปัญหาของมันน่าจะมาจากแววตาที่แข็งทื่อของ Logan ทำให้ผมไม่เชื่อว่ามันกำลังโกรธอยู่จริง ๆ เหมือนคนที่ไม่มั่นใจในเวลาที่ต้องเอาจริง ทั้ง ๆ ที่ Face Model อย่าง Liam McIntyre ในชีวิตจริงก็ทำหน้าเดือด ๆ ได้ดีเลยนะ ไม่รู้ว่ามันไปผิดพลาดที่ขั้นตอนไหน หน้าผมตอนกินกะเพราใส่แครอทยังโมโหมากกว่านี้แถมไอ้การปรับส่วนสูงของ Logan ให้สูงกว่าใน Comic แต่ไม่เท่ากับเวอร์ชันหนังที่เราคุ้นเคย ผมว่ามันทำให้ Wolverine ดูไม่ค่อยโหดเท่าไร เวลายืนคู่กับตัวละครอื่นมันก็เลยดูแปลก ๆ ไปหน่อยสำหรับผมอ่ะนะ

ส่วนหน้าตาตัวละครที่คนเอามาล้อกัน ในเกมจริงมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ มันเหมือนคุณเอาภาพเพื่อนตอนเหวอ ๆ มาแซวเล่นกันจนเป็นประเด็นซะมากกว่า ที่ผมเห็นบางอย่างที่เกมไม่ได้เล่าตรง ๆ ผมก็เข้าใจ อย่างทำไม Jean Grey ถึงดูมีอายุ ไม่เด็กเหมือน X-Men แบบที่หลายคนคุ้นเคย เพราะในเกม Jean Grey ผ่านโลกมาเยอะ ยอมรับและปล่อยวาง เข้าใจโลกในมุมมองของผู้ใหญ่ หลายตัวละครก็เป็นแบบนี้ ผมเลยไม่ติดอะไรที่หน้าตัวละครดูมีอายุเยอะกว่าที่เราคุ้นเคยกัน การออกแบบที่มีเหตุผลรองรับผมยอมรับได้ แต่ส่วนที่ทำได้ไม่ดีเท่าไรน่าจะเป็นเกมเพลย์ซะมากกว่านะ

GAMEPLAY | แอ็กชันเส้นตรงสุดดิบเถื่อนที่ขาดความหลากหลาย (5.1/10)
Marvel's Wolverine ของ Insomniac Games เป็นเกม Action ที่เน้นนำเสนอเกมการเล่นที่เป็นเส้นตรง ต่างจากเกมก่อนหน้านี้ของพวกเขาอย่าง Marvel’s Spider-Man 1 และ 2 ที่มีฉากหลังอยู่ในเมือง New York อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าปัญหาหลัก ๆ ของ Marvel's Wolverine มันคือเกมเพลย์เนี่ยแหละ สำหรับผมมันคือ Marvel’s Spider-Man ฉบับ Downgrade ที่เพิ่มความโหด ดิบ เถื่อน เข้าไป เน้น Action บู๊ล้างผลาญอย่างเดียว ระบบการเล่นก็ง่าย ๆ เข้าใจไม่ยาก ตัวละครของคุณจะมีแถบ HP และ Rage โดยหลอดพลัง Rage ก็คือความโกรธ เป็นหลอดที่ทำให้ตัวละครของคุณโจมตีได้รุนแรงขึ้น โดยหลอดนี้จะเพิ่มขึ้นเวลาที่ผู้เล่นจัดการหรือโจมตีศัตรู ถ้าหลอดนี้เพิ่มถึงขั้นที่ 2 ตัวละครจะอยู่ในโหมด Last Stand การทำคอมโบจะแรงขึ้น ถ้าอยู่ในขั้นที่ 3 จะสามารถทำดาเมจได้แรงกว่าเดิม รวมถึงใช้ท่า Critical Strike ท่า One Shot Kill ใส่ศัตรูได้ โดยที่ค่า Rage จะลดลงเรื่อย ๆ แต่ก็แก้ได้โดยการฆ่าศัตรูให้ไว ต่อเนื่องที่สุด เพื่อเลี้ยงหลอด Rage ขั้นที่ 3 เอาไว้ เมื่อสู้เสร็จทุกครั้ง HP ของตัวละครจะฟื้นขึ้นมาเองจนเต็ม แต่ถ้าต่อสู้แล้ว โดนอัดจน HP หมดหลอด ถ้าเป็นเกมอื่น ๆ ก็คง Game Over ไปแล้ว แต่ Wolverine สามารถใช้ค่า Rage ฟื้นฟู HP กลับขึ้นมาอีกครั้งได้ ถ้าค่า Rage ของผู้เล่นเต็มตลอดเวลา นั่นก็หมายความว่าต่อให้สู้แพ้ Wolverine ก็จะลุกขึ้นมาใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าไม่มีก็เรียบร้อย หลับไม่ฟื้น

การอัปเกรดตัวละครก็ไม่ยาก การอัปเกรดสกิลก็ใช้ XP ที่ได้มาจากการฆ่าศัตรู เมื่อเลเวลอัปก็จะได้ Skill Point มาอัปเกรดสกิล โดยสกิลในส่วนนี้ก็จะเป็นพวกการกดใช้ท่าหรือคอมโบต่าง ๆ แถมมีสกิลแบบที่ต้องกดใช้อยู่ 6 อัน แต่เวลาใช้ในการต่อสู้จริงสามารถเลือกมาใช้ได้แค่ 4 อันเท่านั้น แต่ก็สลับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เกมมีการปลดล็อก Costume เวอร์ชันต่าง ๆ ของ Wolverine ด้วยโดยใช้ Material ที่เก็บได้ตามฉากมาปลดล็อก แล้วถ้าปลดล็อกถึงตามจำนวนที่เกมกำหนด HP ก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย และสุดท้ายก็คือ Adaptation ระบบพันธุกรรมที่ใช้เสริมความสามารถในการต่อสู้ ทรัพยากรที่ต้องใช้ก็คือแต้ม AP ที่มาจากการเก็บขวดวิสกี้และ Nightmare Trial ชาเลนจ์ต่าง ๆ ที่มีให้คุณทำตลอดเกม

การต่อสู้ก็เหมือนจะสนุกอ่ะนะ มันจะมีช่วงน่าเบื่อกับช่วงสนุกสลับกันไป ในช่วงต้นถึงกลางเกม ที่มันสนุกก็เพราะผมได้ใช้สกิลใหม่ ๆ เจอกับศัตรูใหม่หลายประเภท พอเข้าช่วงท้ายเกมมันก็เบื่อละ เพราะมันก็ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเดิม ศัตรูหน้าเดิม ๆ ตัวตีใกล้ก็คอยเข้ามารุมเราจากทุกทาง, ตัวตีไกลก็คอยยิงจากระยะไกลทำให้เราเล่นลำบาก และก็มีพี่เบิ้มตัวใหญ่หมัดหนักที่พร้อมจะใส่คุณตลอดเวลา ทั้งเกมมันก็มีแค่นี้แหละ ถ้าใครจะบอกว่ามันมีพวกนู้น มันมีพวกนี้ด้วยนะครับพี่ สำหรับผมมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ แค่เปลี่ยนสกินแล้วมาสู้กับเรา ถึงเกมจะสามารถเล่นแบบ Stealth ได้ แต่แล้วยังไง ตัวละครเราเก่งขนาดนี้เราจะหลบ ๆ ซ่อนไปเพื่ออะไร เหตุผลที่ต้องใส่เข้ามาผมนึกไม่ออกจริง ๆ นอกจากปรับจังหวะดึงเกมให้จบช้าลง โชคดีที่เกมไม่ได้บังคับ เพราะงั้นทุกครั้งที่เกมให้ Stealth ได้ ผมปล่อยซึมแล้วรีบเข้าไปบู๊ทุกครั้ง

สำหรับผม มุมกล้องในเกมค่อนข้างแย่หลายจังหวะ อย่างตอนที่ศัตรูมันรุมกันเยอะในที่แคบ หรือดูอะไรไม่รู้เรื่อง มุมกล้องมันเหมือนตามตัวละครไม่ทัน ตัวละครหายไปจากจอหลายรอบ บางทีก็ไม่รู้ว่าศัตรูยิงมาจากไหนกันแน่ ปัญหาที่หนักที่สุดคือ การเป็นเกมเส้นตรงมากเกินไปเนี่ยแหละ ต้องบอกไว้ก่อนผมไม่ได้ไม่ชอบเกมเส้นตรงนะ เพราะผมโตมากับเกมแบบนั้นมาเยอะ หลัก ๆ เกมก็พาเราจากจุด A ไป B ระหว่างที่มีซอกซอยให้สำรวจ ถึงแม้จะมี Nightmare Trial เป็น Challenge ให้คุณทำเพื่อปลดล็อกความสามารถและความทรงจำในอดีตของ Logan ก็ตาม แต่มันก็มีแค่นั้นแหละ แล้ว Challenge หลายอันก็สนุกดี แต่บางอันก็ดูสิ้นคิดยังไงไม่รู้ อย่างให้ Logan วิ่งเข้าเส้นชัยในเวลาที่กำหนด คือทุกคนก็รู้อยู่ว่าพลัง Wolverine มันเป็นยังไง เอาทำแบบนี้มันสนุกตรงไหน ใครก็ได้ช่วยตอบผมที ผมโคตรถอดสมองเลยตอนเล่น แค่ดันอนาล็อกไปข้างหน้า ซ้ายที ขวาที เย้ เข้าเส้นชัยได้รางวัล จบ ถ้าเป็นเกม Marvel’s Quicksilver ผมจะไม่บ่นเลย

เกมเส้นตรงที่ดีในปีนี้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยก็ 007 First Light เกมพาเราจากจุด A ไป B เหมือนกัน แต่ระหว่างนั้นมันก็มีจุดที่ให้เราทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้อย่างเช่น หาเงิน หรือ หาข้อมูล ที่ใช้สำหรับไปฉากต่อไป ตรงนี้เราก็จะได้ดื่มด่ำกับโลกของเกม ฉากที่ Dev เสียเวลาลงแรง และรู้จักใช้สิ่งที่สร้างมาให้คุ้มค่า แต่ Marvel’s Wolverine ไม่เป็นแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่มันมีบางจุดในเกมที่ควรทำแบบนั้นได้ ผมบอกเลยว่าโคตรเสียของ แถมยังคอยจูงผู้เล่นเหมือนหมาตลอดทั้งเกมด้วยระบบ Navigation ที่ดึงให้ผู้เล่นไปตามทางที่กำหนดไว้มากเกินไป เกมมันเส้นตรงจัด ๆ ถึงขนาดที่บางช่วงที่ต่อสู้กับศัตรูที่มาเป็นฝูง แต่ผมต้องไปเคลียร์สไนเปอร์ก่อน ผมก็กระโดดไปจัดการสไนเปอร์ก่อน แต่ตรงนั้นมันก็คือทางที่ต้องไปต่อนั่นแหละ พอจัดการสไนเปอร์เรียบร้อย จะกลับไปจัดการพวกที่เหลือก็ไม่ได้ เพราะผมผ่าน Checkpoint มาแล้ว ต่อให้กระโดดไปกี่รอบ เกมก็พากลับมาที่ Checkpoint ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนจ้องหน้า ผมนี่แบบ อะไรวะเนี่ย และมันตรงถึงขนาดฉากขี่มอเตอร์ไซค์ไล่ล่า ปล่อยให้ตัวละครชนกำแพงเด้งไปเด้งมาจนไปถึงปลายทางก็ผ่านได้เหมือนกัน แต่อันนี้ผมขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเกมนะครับว่า ถ้าคุณโดนรถบรรทุกเสยจน HP หมด ก็ไปเกิดใหม่ที่ต่างโลกนะครับ ฉาก QTE ก็เหมือนกัน ผมทำแบบนี้ทั้งเกม ให้กด L2 ผมกด R2 บางทีก็ไม่กดอะไรเลยก็ยังผ่าน จริง ๆ มันควรจะลงโทษผู้เล่นนะว่าถ้าไม่กดจุดจบเป็นยังไง จะได้จำแล้วไม่ทำอีก แต่พอเป็นงี้ผมก็ไม่สนกด ๆ ไปให้จบ บางคนอาจจะงงว่ามันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ สำหรับผมสำคัญนะ เพราะมันทำให้ผมไม่มีอารมณ์ร่วมอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องเอาใจช่วย ไม่ต้องพยายาม เพราะยังไงก็รอด

สำหรับผมเกมนี้ก็คือ Spider-Man เวอร์ชัน Downgrade ในตอนแรกที่ทีมงานประกาศว่า Marvel's Wolverine จะเป็นเกมเส้นตรง ผมก็ไม่คิดว่ามันจะตรงขนาดนี้ คิดว่าเกมจะมีทางให้เราแวะไปทำนู่นทำนี่สักหน่อยเพื่อให้ได้อะไรบางอย่างมา มันก็มีแหละ แต่มีก็เหมือนไม่มี บอกตรง ๆ เลยว่า ราคาเกมกับคอนเทนต์ที่ได้มันไม่ค่อยคุ้มเลย ผลงานก่อน ๆ ของทีมนี้กราฟความสนุกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในเกมนี้มันไม่ใช่แบบนั้นตรงที่ เกมเพลย์สนุกมาก เนื้อเรื่องแผ่ว พอเนื้อเรื่องเริ่มดี เกมเพลย์ดันน่าเบื่อไปแล้วเพราะมันไม่ต่างจากเดิม แล้วเกมก็เล่นง่ายมาก ศัตรูมาเยอะก็จริง แต่ก็จัดการง่าย กดตีจนตาย กดสามเหลี่ยมกระโดดพุ่งไปหาตัวใหม่ก็จบ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมาย ซึ่งการต่อสู้ก็เป็นแบบนี้ตลอดทั้งเกม จะสนุกก็ตอน Boss Fight เนี่ยแหละ แต่โคตรน้อย ซึ่ง Boss Fight ที่สิ้นคิดที่สุดก็ตามที่ทุกคนเห็นเลย สู้กับ Sentinel ยักษ์ คอยหลบแขนที่ทุบ เลเซอร์ที่ยิง จากซ้ายไปขวา หน้าไปหลัง ตี ๆ หลบ ๆ ก็จบได้แล้ว ไม่คิดว่าปี 2026 ยังมีอะไรแบบนี้อยู่ ผมเทียบกับ Resident Evil เลยละกัน ซีรีส์ RE แต่ละภาคถ้าให้เล่นเนื้อเรื่องจริง ๆ แป๊บเดียวก็จบแล้ว แต่เกมดันมีอะไรให้ทำเยอะไง เดี๋ยวไปตรงนั้นที ไปตรงนี้ที Replay Value มันเลยสูงไง เพราะมันมีอะไรให้เก็บเยอะ ทั้ง ๆ ที่ฉากในเกมมันก็มีแค่นั้น มันเลยทำให้ราคาเกมกับเนื้อหาที่ได้มันดูสมเหตุสมผล แต่สำหรับ Marvel's Wolverine ผมว่าไม่คุ้มเลย

PERFORMANCE | กราฟิกคุณภาพบน PS5 ที่ยังมีปัญหาเฟรมเรตและบั๊ก (7.2/10)
ใน Marvel's Wolverine ทีม Insomniac Games ยังเลือกใช้ Engine เดียวกับ Marvel’s Spider-Man 1 และ 2 แน่นอนว่าเกมมีโหมดปรับกราฟิกให้เลือก 2 โหมดเหมือนเดิม คือ Fidelity Mode ที่คุณภาพกราฟิก รายละเอียดของภาพจะสวยและคมขึ้น แต่เกมจะรันที่ 30 FPS กับ Performance Mode คุณภาพกราฟิกโดยรวมจะถูกปรับลดลงมาแต่สามารถรันเกมได้ที่ 60 FPS แม้ PS5 จะออกมานานหลายปีแล้ว แต่คุณภาพกราฟิกที่ได้มาถือว่าใช้ได้เลย แสงที่ตกกระทบ เงาที่สะท้อนอยู่ในกระจกหรือน้ำ ต้องบอกว่า Insomniac Games ใช้ฮาร์ดแวร์ของ PS5 คุ้มจริง ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเลย ผมเล่น Marvel's Wolverine ด้วย Performance Mode เพราะอยากได้ภาพที่ลื่น 60 FPS ตลอดทั้งเกม ซึ่งมันก็ลื่นจริง ๆ แต่ก็มี FPS ร่วงในช่วงที่ศัตรูโผล่มารุมเราเยอะมาก ๆ บวกกับตอนที่มี Particle FX เยอะ ๆ คือตอนที่ผมเล่นมันไม่ได้เจอแค่บางครั้งนะ แต่มันเจอตลอดเลย เวลาศัตรูโผล่มาเยอะ ๆ เนี่ย

ที่ผมไม่ใช้ Fidelity Mode ก็ไม่ใช่อะไร เพราะผมใช้ PS5 ตัวธรรมดากับจอ 2K ถ้าให้เล่นเกมนี้ที่เน้นการต่อสู้แบบไว ๆ ศัตรูมาจากทุกทิศทางผมขอเลือกเล่นเกมที่ 60 FPS ดีกว่า แล้ว Fidelity Mode กับ Performance Mode ถ้าไม่มานั่งจ้อง หรือสังเกต แล้วเล่นแบบไม่คิดอะไรผมว่าต่างกันไม่เยอะมาก ฉะนั้นใครที่มี PS5 ตัวธรรมดาก็ไม่ต้องกังวลเลยว่า รุ่นธรรมดากราฟิกจะไม่สวย นอกจากเฟรมเรตที่ตกในบางครั้ง ผมยังเจอบั๊กโคตรบ่อย ตอนเล่น Marvel’s Spider-Man ก็ยังไม่เจอขนาดนี้ บั๊กที่เจอก็อย่างเช่นทำลาย Object ตามภารกิจของเกมไม่ได้ ต้องกลับมาโหลด Checkpoint ใหม่ถึงจะทำได้, ตัวค้างอยู่ต้นไม้ อันนี้ผมว่าเจอกันเกือบทุกคนนะ แต่ผมว่าป่านนี้ทีมงานคงแก้ไปแล้วล่ะ แล้วที่หนักที่สุดก็ตอนที่สู้ ๆ อยู่ตัวทะลุกำแพง ต้องโหลด Checkpoint ใหม่อย่างเดียว อะไรแบบนี้ผมเจออย่างบ่อย ทุกปัญหาที่พูดมา มันก็ปัญหาแบบเดียวกับ Marvel’s Spider-Man ในช่วงแรกที่เกมเปิดให้เล่น ผมว่าทีมงานคงตามแก้เรื่อย ๆ นั่นแหละ ถ้าถามว่า Performance ของ Marvel's Wolverine สมกับที่เป็นเกม Exclusive ของ PS5 ไหม ? ก็ต้องบอกว่าสมจริง ๆ ครับ เพราะมันใช้พลังของ PS5 ได้คุ้มค่าสุด ๆ แม้จะมีปัญหาจุกจิกอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นที่ผมต้องสาปส่ง
SOUND DESIGN | ดนตรีประกอบสุดระทึกที่ดึงอารมณ์ได้อยู่หมัด (8.0/10)
ดนตรีประกอบของ Marvel's Wolverine ได้คุณ David Fleming มาทำดนตรีประกอบให้ สำหรับ David Fleming ผมค่อนข้างชอบผลงานของเขาที่มีส่วนในการทำดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง Superman ของ James Gunn นะ คือแกสะท้อนคำว่า ความหวัง ผ่านดนตรีประกอบของ Superman ได้ดีมาก ๆ แล้วเขาก็ทำแบบนั้นอีกครั้งใน Marvel's Wolverine เอาแค่ดนตรีประกอบที่เป็นธีมหลักของเกมที่โคตรจะคาวบอย ผสมผสานกับความเป็นญี่ปุ่น ฟังแค่นี้มันก็รู้เลยเกมจะพาผู้เล่นไปไหน แม้ดนตรีประกอบในเกมจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย แต่มันจังหวะที่ใช้บิลด์อารมณ์มาถูกต้องไปหมด ดนตรีประกอบตลอดทั้งเกมมันจะคลอไปกับเกมตลอด ไม่แย่งซีนกับอะไร ทำให้เกมกลมกล่อม แต่เมื่อไรที่เกมปล่อยทีเด็ด David Fleming ก็ใช้ฝีมือของเขาเอาคุณตายได้เลย แล้วต้องบอกเลยว่ามันมีบางฉาก ที่ผมยอมรับเลยว่าผมน้ำตาคลอเบ้า เพราะเพลงกับเรื่องราวทำโคตรถึง ไม่ใช่เพราะว่าง่วง แต่ดนตรีประกอบกับเนื้อเรื่องมันซัดผมร่วงลงไปนอนกับพื้นเลย

Voice Over ของตัวละครทุกตัว ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ อารมณ์ต่าง ๆ ที่ส่งมาหาผู้เล่นถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน รู้ว่าจังหวะไหนควรหนัก จังหวะไหนควรเบา แต่พวก Sound Fx เวลาต่อสู้หรือใน Element ต่าง ๆ ในเกมผมว่ามันแอบคล้ายกับ Marvel’s Spider-Man ไปหน่อย มันเลยดูเหมือนไม่ค่อยได้ทำอะไรเพิ่ม ที่แตกต่างจริง ๆ ก็น่าจะเป็นเสียงตอน Wolverine สู้เนี่ยแหละ ก็เข้าใจได้เพราะอาวุธมันก็ต่างจาก Spider-Man อยู่แล้ว แต่มันก็ไม่มีอะไรน่าจดจำ