เว็บไซต์ข่าวเกม PC Gamer ระบุว่า Path of Exile 2 เกม Action RPG ฟอร์มยักษ์ขวัญใจมหาชน เตรียมก้าวออกจากช่วง Early Access เข้าสู่การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ (เวอร์ชัน 1.0) ในวันที่ 11 ธันวาคม 2026 นี้ โดยการอัปเดตครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการจัดหนักจัดเต็มจนเหมือนยกเครื่องเกมใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคลาสใหม่ เนื้อเรื่องบทใหม่ ลีกใหม่ และการปรับสมดุลระบบช่วง Endgame ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เล่นทุกคน
เผยโฉมคลาสใหม่ล่าสุด Shadow และเจาะลึกข้อมูล Duelist
ตัวเกมเวอร์ชัน 1.0 จะพาผู้เล่นไปพบกับการมาถึงของสองคลาสอันตราย โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ:
Shadow: คลาสใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับการเปิดตัว ปรมาจารย์ด้านการใช้มีดสั้น (Daggers) มาพร้อมลูกเล่นใหม่ๆ อย่างการลอบเร้น (Stealth), กับดัก, ทักษะการสร้างร่างโคลนออกมาโจมตีร่วมกัน และสกิลคลาสสิกที่กลับมาอีกครั้งอย่าง Blade Vortex และ Fire Trap
Duelist: คลาสที่เคยเผยโฉมให้เห็นกันไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยจะมีการจัดเต็มรายละเอียดให้ผู้เล่นได้สัมผัสความเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้ดาบ (Swords) ที่นำสกิลยอดฮิตอย่าง Cyclone และ Hemorrhage กลับมา พร้อมระบบท่วงท่า (Stances) เช่น Blood and Sand โดยผู้เล่นสามารถพลิกแพลงการเล่นดาบได้หลากหลาย ทั้งดาบสองมือ, ดาบคู่ หรือดาบโล่ ซึ่งจะเพิ่มความลึกซึ้งให้กับระบบกลไกการต่อสู้อย่างมาก
สานต่อเนื้อเรื่อง Act 5 และ 6
แคมเปญเนื้อเรื่องหลักจะถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ด้วยการเพิ่ม Act 5 และ 6 ซึ่งจะพาผู้เล่นสานต่อภารกิจไล่ล่า Beast และเดินทางกลับไปยัง Oriath อีกครั้ง แคมเปญชุดนี้จะมีการเพิ่มมอนสเตอร์ระดับ Rare ประเภทใหม่ๆ ที่มีรูปลักษณ์ ความสามารถ และม็อด (Mods) เป็นของตัวเอง พร้อมกับเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้เล่นได้ทำความรู้จักกับระบบลีกใหม่ประจำแพตช์นี้
ลีกใหม่ "Conquerors of Wraeclast" ศึกสร้างปราสาทและกองทัพ
ระบบลีกประจำแพตช์ 1.0 จะนำเสนอกลไกการสร้างฐานทัพ (Base Building) ที่ให้กลิ่นอายคล้ายเกมระดับตำนานอย่าง Heroes of Might and Magic ผู้เล่นจะได้รวบรวมกำลังพลจากจุดสำรวจกว่า 70 แห่งในแคมเปญ เพื่อสร้างกองทัพไปต่อสู้กับศัตรู พร้อมกับใช้ทอง (Gold) ในการอัปเกรดปราสาทให้ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ เมื่อฐานทัพเติบโตขึ้น ผู้เล่นสามารถจ้าง "ผู้บัญชาการ" (Commanders) ให้นำกองทัพไปลุยตะลุยด่าน (Run Maps) แทนเราได้ คล้ายกับระบบเมือง Kingsmarch ในเกมภาคแรก ซึ่งเป็นช่องทางในการเปลี่ยนทองให้กลายเป็นความคืบหน้าในหน้าต่าง Atlas และได้รับไอเทมมากมาย เมื่อเข้าสู่ช่วง Endgame ผู้เล่นยังสามารถนำกองทัพไปทำสงครามชิงปราสาทระหว่างผู้เล่นด้วยกัน (PvP) โดยเลือกเข้าร่วม 1 ใน 3 ฝ่าย (Karui, Ezomyte หรือ Marraketh) ซึ่งการยึดครองปราสาทจะมอบสิทธิพิเศษในการวาร์ปข้ามแผนที่บน Atlas, เพิ่มอัตราการดรอปไอเทมหายาก, ปลดล็อกพื้นที่ล่ามอนสเตอร์พิเศษ รวมถึงได้สกุลเงินไปใช้ในระบบคราฟต์ที่เปิดให้ลบหรือสุ่มคุณสมบัติ Fractured Mods ใหม่ได้
ยกเครื่อง Endgame และแผนผัง Passive Tree
พื้นที่แคมเปญใหม่ทั้งหมดจะมาพร้อมกับบอสหน้าใหม่ ซึ่งพวกมันจะตามไปปรากฏตัวเป็นบอสช่วง Endgame ในแผนที่ใหม่กว่า 25 แผนที่ด้วย ในขณะเดียวกัน แผนผัง Atlas Skill Tree ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยหั่นจำนวนโหนด (Nodes) จากเดิมที่มีมากกว่า 300 โหนด ลงมาเหลือเพียงประมาณ 70 โหนด เพื่อความกระชับและเข้าใจง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มบอสระดับ Pinnacle ตัวใหม่อย่าง Arbiter of Divinity
ด้านระบบความสามารถของตัวละคร Support Gems ได้รับการปรับสมดุลให้ใช้งานได้ดีขึ้น เช่น การรวมหินเจาะเกราะธาตุต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นหิน Elemental Penetration เม็ดเดียว, หิน Brutality ที่ลดบทลงโทษความเสียหาย Chaos ลง และหิน Chain ที่ตัดบทลงโทษลดความเสียหายจากการโจมตีครั้งแรกออกไป ส่วน Passive Tree ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของช่องใส่จิวเวล (Jewels) ใหม่ โดยย้ายจากบริเวณโหนดทางผ่านรอบนอก เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มโหนดสกิลหลัก (Skill Clusters) เพื่อแก้ปัญหาที่ผู้เล่นในช่วง Endgame มักจะอัปผังต้นไม้ไปในทิศทางเดียวกันหมดเพียงเพื่อล่าช่องใส่จิวเวล
ปิดท้ายด้วยการอัปเดตสายฟาร์ม แพตช์นี้ได้เพิ่มไอเทมพื้นฐาน (Base Types) ใหม่ๆ ที่ทรงพลัง (เช่น ชุดเกราะที่ทำให้ผู้เล่นต้านทานคำสาปได้ 100%) พร้อมทั้งเพิ่ม Unique Items ใหม่อีกราว 40 ชิ้น และทำการรื้อปรับสมดุลไอเทมยูนิคเดิมอีกกว่า 70 ชิ้น เพื่อให้การดรอปไอเทมตามด่านต่าง ๆ น่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น
ที่มา PC Gamer