รีวิว Red Magic 11 Pro เมื่อมือถือติด "ชุดน้ำ" ครั้งแรกของโลก ความแรงที่มาพร้อมความเย็น

แชร์เรื่องนี้:
รีวิว Red Magic 11 Pro เมื่อมือถือติด "ชุดน้ำ" ครั้งแรกของโลก ความแรงที่มาพร้อมความเย็น

หากย้อนกลับไปในวงการวิดีโอเกมสัก 10 ปีก่อน เราจะเห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนมากระหว่าง "เกมมือถือ" กับ "เกม PC" ใช่ไหมครับ? อารมณ์ประมาณว่า "ไม่อยากเล่นหรอกเกมมือถือ มันคือเกมคุณภาพต่ำ" อะไรทำนองนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะข้อจำกัดของอุปกรณ์ครับ โทรศัพท์เครื่องเล็กนิดเดียว สเปกก็ไม่ได้แรงมาก จะเอาไปเทียบอะไรไหวกับ PC เครื่องใหญ่ๆ ที่มีการ์ดจอตัวเบิ้มๆ แถมยังมีชุดน้ำอันเท่าบ้านคอยระบายความร้อนให้ CPU ที่ทำงานอย่างหนักหน่วง

แต่นี่มันปี 2026 แล้วครับ โลกเราหมุนไปไกลมาก นี่คือโทรศัพท์เครื่องแรกของโลกที่ใช้ระบบระบายความร้อนแบบไฮบริด ผสานการทำงานทั้งระบบลมและระบบน้ำเข้าด้วยกัน! คิดภาพง่ายๆ เหมือนเราเอาชุดน้ำระบายความร้อนมาแปะไว้ที่หลังโทรศัพท์เลยก็ว่าได้ครับ และนี่คือ Red Magic 11 Pro

รู้จักกับ Red Magic

ผมเชื่อว่าคนในวงการวิดีโอเกม โดยเฉพาะสายเกมมือถือ น่าจะคุ้นชินหรือเคยได้ยินชื่อแบรนด์ Red Magic ผ่านหูผ่านตากันมาพอสมควรครับ แบรนด์นี้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการทำสมาร์ตโฟนที่อัดแน่นด้วยสเปกสุดโหดเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งจริงๆ แล้ว Red Magic เป็นแบรนด์ลูกของ Nubia ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเจาะตลาดเกมมิ่งโดยเฉพาะครับ โดยตัว Nubia เองก็ทำสมาร์ตโฟนราคาจับต้องได้มาตั้งแต่ปี 2017 ส่วน Red Magic นั้นเปิดตัวรุ่นแรกตามมาในปี 2018 พร้อมจุดเด่นเรื่องระบบระบายความร้อน และได้พัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงตัวท็อปสุดที่เราจะรีวิวกันในวันนี้ครับ

ขุมพลังภายในที่ใหม่สุดและแรงสุด

แน่นอนครับ ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องที่ใส่สเปกมาแบบจัดเต็ม ผมขอพาไปดูไส้ในกันก่อนเลย ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยขุมพลังการประมวลผลตัวล่าสุดอย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 5 ทำงานร่วมกับการ์ดจอ RedCore R4 หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ มันคือชิปที่ "ใหม่สุดและแรงสุด" ของฝั่ง Snapdragon ณ เวลาที่บทความนี้ปล่อยออกมานั่นแหละครับ

ผมจะพยายามไม่อธิบายลงลึกเรื่องตัวเลขมากนะครับ เผื่อเพื่อนๆ ที่อาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องฮาร์ดแวร์จะได้เข้าใจภาพรวมความแรงได้ง่ายๆ เอาเป็นว่า Red Magic 11 Pro มาพร้อมกับสเปกที่ "แรงที่สุด" เท่าที่จะยัดลงไปในมือถือได้ ณ ตอนนี้ครับ แต่อย่างว่าแหละครับ ในเมื่อเรือธงค่ายอื่นๆ ก็สามารถใส่ชิปแรงทะลุโลกแบบนี้ลงไปได้เหมือนกัน แล้วอะไรล่ะคือข้อแตกต่างของ Red Magic 11 Pro?

ระบบระบายความร้อนแบบไฮบริด (Hybrid Cooling)

คำตอบคือ "ระบบระบายความร้อน" ที่ผมเกริ่นไปตอนต้นครับ ทางแบรนด์เขาเคลมว่า นี่คือสมาร์ตโฟนเครื่องแรกของโลกที่ใช้ระบบไฮบริด หรือ ลมผสมน้ำ มาช่วยระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผลตัวแรงนี้ ทำให้เครื่องไม่ร้อนจนเกินไปและสามารถรีดประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุดตลอดเวลา

แถมพัดลมระบายอากาศยังหมุนได้เร็วสูงสุดถึง 24,000 รอบต่อนาที ซึ่งต้องบอกก่อนว่าเสียงพัดลมก็ดังใช้ได้เลยครับ ใครที่ต้องการความเงียบสงบอาจจะต้องพึ่งพาหูฟังช่วยหน่อย อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ แม้เครื่องจะมีคุณสมบัติทนน้ำทนฝุ่นระดับ IPX8 แต่ด้วยดีไซน์ที่มีรูระบายอากาศตรงพัดลม ก็อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษหน่อยอย่าไว้ใจมากเกินไป

ดีไซน์และการออกแบบตัวเครื่อง

มาดูรูปลักษณ์ภายนอกกันบ้าง ตัวเครื่องใช้วัสดุอะลูมิเนียมทั้งชิ้นเพื่อช่วยนำความร้อน ส่วนด้านหลังเป็นกระจก โดยขอบเครื่องจะเน้นความเหลี่ยมมากกว่าความโค้งมน สิ่งที่ผมประทับใจตั้งแต่แวบแรกที่ได้จับคือ เขาฝังกล้องลงไปใต้กระจกหลังเลยครับ ทำให้ด้านหลังเรียบสนิท ไม่มีการนูนยื่นของโมดูลกล้องขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ซึ่งต่างจากมือถือสมัยนี้ที่เป็นกันแทบทุกรุ่น การจับถือเวลาเล่นเกมจึงสะดวกมาก ไม่ต้องกังวลว่านิ้วจะไปโดนเลนส์กล้อง หรือรำคาญใจกับอะไรที่ยื่นออกมาเกะกะนิ้ว

จุดเด่นด้านหลังที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การโชว์ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่แปะโชว์หราอยู่กลางหลังเครื่องเลยครับ เวลาทำงานเราจะเห็นน้ำหมุนวนไปมา ดูสวยงามล้ำยุคมาก แต่ก็น่าเสียดายนิดหน่อยที่ด้านหลังไม่มีแม่เหล็ก ทำให้ไม่สามารถติดอุปกรณ์เสริมประเภท MagSafe ได้ แต่ยังดีที่เครื่องรองรับการชาร์จไร้สายอยู่นะครับ

เรื่องของกล้องถ่ายภาพ

มองดูข้างหลังเครื่อง เพื่อนๆ อาจจะเห็นจุดกลมๆ เหมือนมีกล้องถึง 5 ตัว แต่จริงๆ แล้วเป็นกล้องใช้งานจริงแค่ 3 ตัวครับ ประกอบด้วย:

  • กล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล

  • กล้องอัลตราไวด์ 50 ล้านพิกเซล

  • กล้องมาโคร 2 ล้านพิกเซล

ส่วนวงกลมอีกสองอันที่เหลือ คือพัดลมระบายความร้อนกับไฟแฟลชนั่นเองครับ พลิกมาด้านหน้า กล้องหน้ามาพร้อมความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และความพิเศษคือมันเป็น "กล้องซ่อนใต้จอ" ทำให้เราไม่เห็นรูกลมๆ หรือติ่งดำๆ มากวนสายตาบนหน้าจอเลย อันนี้ผมชอบมาก

พูดถึงคุณภาพของภาพถ่ายและวิดีโอ ด้วยความที่เป็น "โทรศัพท์เล่นเกม" หลายคนคงไม่ได้คาดหวังเรื่องกล้องมากนักใช่ไหมครับ? แต่เอาเข้าจริง คุณภาพทั้งภาพนิ่งและวิดีโอถือว่าทำได้ดีเลยสำหรับผม แถมยังถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 8K 30FPS อีกด้วย ส่วนที่อาจจะดรอปหน่อยก็คงเป็นกล้องหน้านี่แหละครับ เรียกว่า "พอถ่ายได้" ก็แล้วกัน

ปุ่มกด พอร์ตเชื่อมต่อ และแบตเตอรี่

รอบตัวเครื่องออกแบบมาเรียบง่าย ปุ่มกดหลักๆ มีแค่ 3 ปุ่ม คือ ปุ่ม Power, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Game Mode สีแดงๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาขยายความทีหลัง นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Touch แบบสัมผัสเสริมมาให้อีก 2 ปุ่มที่ขอบด้านข้าง เอาไว้ใช้เป็นปุ่มช่วยเล่นเกมได้ เดี๋ยวผมจะ "เหลา" ให้ฟังละเอียดๆ ในช่วงถัดไปครับ

ด้านบนตัวเครื่อง ยังใจดีใส่รูหูฟัง 3.5 มม. มาให้ ซึ่งหาได้ยากมากในมือถือยุคปัจจุบัน ส่วนด้านล่างเป็นช่องใส่ซิมการ์ดและพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จ ซึ่งเป็นมาตรฐาน USB 3.2 Gen 2 เสียดายอย่างเดียวคือรุ่นนี้เพิ่ม Micro-SD Card ไม่ได้ ต้องบริหารความจุในเครื่องกันเองครับ

ส่วนแบตเตอรี่ให้มาแบบจุกๆ ถึง 7,500 mAh รองรับชาร์จไวสูงสุดทั้งแบบมีสายและไร้สายที่ 80W แต่ในกล่องเขาจะแถมหัวชาร์จ 30W มาให้นะครับ ถ้าอยากได้ความเร็วเต็มสูบ 80W ต้องไปหาซื้อแยกเอาเอง

หน้าจอ Wukong Screen 2.0

มาพูดถึงเรื่องหน้าจอกันบ้างครับ จอของ Red Magic 11 Pro ใช้ชื่อเท่ๆ ว่า Wukong Screen 2.0 เป็นจอ AMOLED ขนาด 6.85 นิ้ว ขอบจอบางเฉียบเพียง 1.25 มม. รองรับ Refresh Rate สูงสุด 144Hz ความสว่างหน้าจอปกติสูงสุด 1,600 นิต และดันความสว่าง HDR ได้สูงสุดถึง 2,000 นิต ความละเอียดอยู่ที่ 2,688 x 1,216 พิกเซล ส่วนตัวถ้าออกแดดแรงยังพอถูไถได้ครับถ้าแนะนำให้หาที่ร่มๆเล่นจะดีกว่า

เรื่องสีสันทำออกมาได้ดีเยี่ยมครับ แถมปรับแต่งโทนสีได้ตามใจชอบ ตัวเครื่องมีการติดฟิล์มกันรอยมาให้ตั้งแต่แกะกล่อง ไม่ต้องไปเสียเงินติดเพิ่ม แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าฟิล์มที่แถมมาอาจจะไม่ได้เป็นเกรดท็อปมากนัก เพราะหลังจากผมเทสต์เกมหนักๆ ถูหน้าจอแรงๆ สัก 2-3 วัน ก็เริ่มเห็นรอยขนแมวแล้วครับ

ของแถมและคำเตือนเรื่อง "เคส"

นอกจากฟิล์ม ในกล่องยังแถมเคสมาให้ด้วยหนึ่งอัน เป็นเคสสีขุ่นที่ใส่ได้พอดีเครื่องเป๊ะ แต่ตรงนี้ผมขอดอกจันตัวโตๆ ไว้เลยครับว่า "ระวัง!"

ถ้าใครคิดจะใส่เคสแถมตัวนี้ คุณต้องมั่นใจว่าจะใส่มันยาวๆ แบบไม่ถอดเลยนะครับ เพราะมันถอดออก "ยากมาก" ยากจริงๆ ครับ ด้วยความที่ขอบเครื่องมันเหลี่ยม ยิ่งทำให้แกะยากเข้าไปใหญ่ ผมลองไปส่องใน Reddit ก็เห็นฝรั่งบ่นเรื่องเคสแถมนี้กันระงม แต่ส่วนตัวผมว่าไม่ใส่เคสสวยกว่าครับ เพราะใส่แล้วมันจะไปบังดีไซน์ด้านหลัง แถมตัวเครื่องก็ดูแข็งแรงทนทานอยู่แล้ว

ประสิทธิภาพการเล่นเกม (Gaming Performance)

มาสู่หัวใจหลักของการรีวิว นั่นคือ "การเล่นเกม" ครับ แน่นอนว่าระดับ Flagship ตัวท็อปขนาดนี้ ผมคงไม่ต้องสาธยายเยอะ เกมมือถือที่มีในตลาดตอนนี้ ไม่ว่าภาพจะสวยกินสเปกโหดขนาดไหน เครื่องนี้เล่นได้หมดครับ ปรับสุดทุกอย่างได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร จากที่ลองเล่นมา แทบไม่เจออาการเฟรมเรต (FPS) ร่วงเพราะความร้อนเลยแม้แต่น้อย

จะมีข้อสังเกตอยู่นิดหน่อยคือ ถ้าเล่นเกมที่กินเครื่องหนักมากๆ ตัวเครื่องที่เป็นอะลูมิเนียมจะนำความร้อนออกมาจนเรารู้สึก "อุ่นจนเกือบร้อน" ที่มือได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ได้ร้อนจี๋จนจับไม่ได้นะครับ ยังเล่นต่อได้สบาย แค่รู้ว่าเครื่องมันกำลังทำงานหนักอยู่ ซึ่งความร้อนนี้ไม่ได้ส่งผลให้เกมกระตุกเลยครับ ยังลื่นหัวแตกเหมือนเดิม

ฟีเจอร์เด็ด: Game Space และ AI

ความพิเศษที่แท้จริงที่ทำให้ Red Magic 11 Pro เป็นเหมือนผู้เปลี่ยนโลกเกมมือถือ คือ Software ที่ชื่อว่า Game Space ครับ เราสามารถเข้าโหมดนี้ได้ตลอดเวลาเพียงแค่เลื่อนปุ่ม Game Mode สีแดงข้างเครื่อง มันจะเปลี่ยนหน้าตาเมนู (UI) ให้กลายเป็นเหมือนเครื่องเล่นเกม Console ให้เราเลือกเกมและปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ง่ายๆ หรือถ้าอยู่ในเกม ก็สามารถปัดหน้าจอซ้ายขวาเข้ามาชนกันเพื่อเรียกเมนูลัดนี้ขึ้นมาได้ โดยมีฟังก์ชันเด่นๆ ดังนี้:

  • CPU Mode: ปรับให้ทำงานสูงสุดที่ระดับ Rise เพื่อรีดความแรง จริงๆ มีโหมด Overclock ชื่อ Diablo Mode ด้วย แต่แค่โหมดปกติก็ลื่นเหลือเฟือแล้วครับ

  • Gravity X: อันนี้ทีเด็ดครับ ใช้ Mapping ปุ่มจอยคอนโทรลเลอร์ให้เล่นกับเกมที่ไม่รองรับจอยได้เลย ไม่ต้องลงแอปเสริม

  • ปุ่มสัมผัส (Shoulder Triggers): เราสามารถ Map ปุ่มซ้าย-ขวาบนขอบเครื่องไปแทนปุ่มในเกมได้ ส่วนมากผมใช้แทนปุ่ม "เล็ง" และ "ยิง" ในเกม FPS ช่วยให้เล่นง่ายและได้เปรียบชาวบ้านขึ้นเยอะเลยครับ

  • Superior Pic Quality: เป็นฟีเจอร์ล้ำๆ ที่ Upscale ภาพและใส่ Frame Generation เข้าไป ทำให้บางเกมที่ล็อกเฟรมไว้ 60FPS สามารถดันขึ้นไปได้ถึง 120FPS แบบไม่ต้องรอผู้พัฒนาเกมอัปเดต (แต่ยังรองรับแค่ไม่กี่เกมนะครับ)

  • Image Interpretation: ทำงานคล้าย AI ช่วยวิเคราะห์หน้าจอ เช่น เวลาเล่นเกมภาษาญี่ปุ่นแล้วอ่านไม่ออก ก็ใช้อันนี้วงถามเลย AI จะแปลและบอกรายละเอียดให้ครบ (แต่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ)

นอกจากนี้ เครื่องนี้เขามีน้อง AI ผู้ช่วยชื่อ MORA มาให้คุยเล่นด้วยนะ มีเสียงพากย์ด้วย แต่ผมไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ เพราะเสียงพากย์อังกฤษฟังดูแข็งๆ เหมือน Google Translate ไปหน่อย แอบหลอนนิดๆ 555

การใช้งานขั้นสูง: PC Emulator และ SmartCast

อย่างที่บอกครับ เกมมือถือสำหรับเครื่องนี้คือเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่ Red Magic ไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะเขาเคลมว่าเครื่องนี้สามารถรัน PC Emulator ได้อย่างลื่นไหล แปลง่ายๆ คือ "เล่นเกมคอมฯ บนมือถือ" นั่นแหละ

จริงๆ ทางแบรนด์เขามี Emulator ของตัวเองนะครับ แต่เหมือนตอนนี้จะจำกัดให้ใช้แค่ในเครื่องโซนจีน ผมเลยต้องใช้แอปฯ อื่นมาทดสอบแทน ผลลัพธ์คือไม่ผิดหวังครับ เกม PC ยุคปี 2010 ลงไป แทบจะเล่นบน Red Magic 11 Pro ได้ลื่นๆ จนจบเกม บางเกมเฟรมเรตแตะ 60FPS ด้วยซ้ำ ส่วนเกมใหม่ๆ อย่าง GTA V ผมเห็นฝรั่งบางช่องเอามาเทสต์แล้วเล่นได้จริงครับ คิดดูสิครับ เรามาถึงยุคที่เล่น GTA V บนมือถือได้แล้ว แต่เตือนไว้ก่อนว่าการใช้ Emulator ต้องอาศัยความรู้และการปรับแต่งพอสมควรนะครับ

อีกฟีเจอร์ที่แถมมาให้คือ SmartCast โปรแกรมสำหรับแชร์ภาพจากมือถือขึ้นจอคอมพิวเตอร์แบบ Real Time ทั้งแบบต่อสายและไร้สาย แถมยังใช้เมาส์กับคีย์บอร์ดบนคอมฯ บังคับมือถือได้ด้วย แต่มีเรื่องแอบงงนิดหน่อยคือ ตอนจะเข้าไปโหลดโปรแกรมตัวนี้ที่หน้าเว็บ ดันเข้าด้วย IP ไทยไม่ได้ครับ ผมต้องมุด VPN ไปโหลดมา ก็หวังว่าทาง Red Magic จะแก้ไขให้คนไทยเข้าไปโหลดได้ง่ายๆ นะครับ

แชร์เรื่องนี้:
Worrapol T.
Worrapol T.

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง