รีวิว Mixtape - ดีจนยากจะไม่รัก "แต่ก็เรียกว่าเกมได้ไม่เต็มปาก"

แชร์เรื่องนี้:
รีวิว Mixtape - ดีจนยากจะไม่รัก "แต่ก็เรียกว่าเกมได้ไม่เต็มปาก"

 

เชื่อได้เลยว่าในนาทีนี้ หนึ่งในเกมที่มีเสียงแตกมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Mixtape ผลงานจาก Beethoven and Dinosaur ที่ทั้งถูกยกย่องว่าสวยงาม ถูกวิจารณ์ว่าแทบไม่ใช่เกม และถูกถกเถียงในแทบทุกมิติที่นึกออก

แต่ก่อนจะไปไกล ต้องพูดตรงๆ ก่อนว่า ถ้าตัดดราม่ารอบข้างออกไปทั้งหมด มองแค่ตัวประสบการณ์เพียวๆ Mixtape ก็ไม่ได้แย่ขนาดที่บางคนพยายามบอก แต่ถ้าตัดกระแสการอวยออกไปทั้งหมด มันก็ไม่ได้ดีขนาดที่หลายสำนักพยายามเขียนเช่นกัน ความจริงอยู่ตรงกลางพอดี และปัญหาใหญ่ที่สุดของเกมนี้อาจไม่ใช่ตัวเกมเอง แต่เป็นวิธีที่มันถูกขายและถูกพูดถึง

Story (6.0) อารมณ์ดี แต่ไม่มีแก่น

Mixtape เล่าเรื่องแบบ Coming-of-Age ผ่านกลุ่มเพื่อนวัยรุ่น 3 คน ได้แก่ Stacy, Slater, และ Cassandra ที่กำลังใช้วันสุดท้ายของชีวิตมัธยมด้วยกัน ก่อนแต่ละคนจะต้องแยกย้ายไปเดินเส้นทางของตัวเอง ซึ่งเอาตรงๆ แนวคิดของเกมมันไม่ได้แย่ และมีหลายช่วงที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกคิดถึงอดีตได้จริง โดยเฉพาะสำหรับคนที่เคยมีช่วงเวลาบ้าบอกับเพื่อน เคยออกเที่ยวกลางดึก นั่งฟังเพลงด้วยกัน หรือเคยมีความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา แต่ปัญหาจริงๆ ของมันเลย นั่นก็คือมันที่แทบไม่มีอะไร มากกว่าความรู้สึกเหล่านั้น

อีกทั้งเนื้อเรื่องก็เรียบง่ายเกินไป ไม่มีประเด็นลึก ไม่มี conflict ที่หนักแน่น ไม่มีจุดหักมุม และไม่มีฉากไหนที่กระแทกอารมณ์ผู้เล่นจริงๆ หลายคนที่ได้ยินว่าเกมนี้ถูกเปรียบกับ Life Is Strange คงคาดหวัง emotional payoff ที่ทรงพลัง แต่สุดท้ายกลับไม่มีอะไรใกล้เคียงเลย นี่ยังไม่นับรวมการเล่าเรื่องผ่าน flashback เป็นหลัก ที่ก็มีปัญหาในตัวเอง เพราะช่วงแรกอาจดูน่าสนใจก็จริงแต่พอเล่นไปเรื่อยๆ มันเริ่มให้ความรู้สึกเหมือนอดีตที่กระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่องหลายฉากดูเหมือนมีไว้เพื่อโชว์เพลง และ visual มากกว่าการดำเนินเนื้อเรื่องต่อจริงๆ 

เหล่าบทสนทนาก็ยังเป็นอีกจุดที่สะดุด แม้เกมจะพยายามสร้างกลิ่นอายยุค 90s แต่บทพูดกลับผสม slang เก่า, internet lingo สมัยใหม่ และโทน quirky humor แบบอินดี้จัดๆ เข้าด้วยกัน จนหลายครั้งฟังดูเหมือนผู้ใหญ่พยายามเขียนบทให้วัยรุ่นพูด บางประโยคถึงขั้นทำลาย immersion จนผู้เล่นนึกถึงคนเขียนบทมากกว่าตัวละครที่กำลังพูดอยู่

Gameplay (5.0) จุดอ่อนที่หนักที่สุด และคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Gameplay คือจุดที่หนักที่สุด และเป็นเหตุผลหลักที่หลายคนบอกว่า Mixtape ไม่ใช่เกมเลยก็ว่าได้ เพราะตลอดทั้งเกม สิ่งที่ผู้เล่นทำส่วนใหญ่มีแค่เดินไปข้างหน้า กดปุ่ม Interact ดูคัตซีน แล้วปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไป ไม่มี gameplay loop ที่ชัดเจน ไม่มี puzzle ไม่มี challenge และไม่มีระบบ choice/consequence แม้แต่น้อย

มินิเกมที่ถูกใส่มาก็ให้ความรู้สึกเหมือนออกแบบมาเพื่อสร้างภาพว่าเกมมีอะไรให้เล่น มากกว่าจะเป็น gameplay จริงๆ และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ต่อให้ผู้เล่นวางจอยไว้เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย เกมก็ยังเดินหน้าต่อได้เกือบทั้งเกม ผู้เล่นหลายคนทดลองแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง ไม่มี fail state ไม่มี tension ไม่มีแรงกดดันใดๆ จน interaction ทั้งหมดดูไร้น้ำหนักไปทันที

ถ้าจะพูดให้ถูกกว่านั้น Mixtape มันดูใกล้เคียงกับ Kinetic Novel มากกว่าเกมจริงๆ เพราะมันเป็นประสบการณ์แบบเส้นตรง ผู้เล่นส่วนใหญ่แทบจะเดาตอนจบได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่น และสิ่งเดียวที่สำคัญจริงๆ คือประสบการณ์ที่ทีมพัฒนาจัดวางไว้ให้ "คนดู" รับชม ไม่ใช่ "ผู้เล่น" ส่วนความยาวก็เป็นอีกประเด็น เพราะตัวเกมมันสามารถเล่นจนจบได้ในประมาณ 3 ชั่วโมง เพียงเท่านั้น และถ้าให้พูดตรงๆ สำหรับเกมที่อ้างตัวเองว่าสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ความผิดพลาดในรายละเอียดบางจุดก็ไม่น่าเกิดขึ้นได้เลย โดยเฉพาะเมื่อดูจากงบประมาณที่พวกเขามี และความยาวแค่ 3 ชั่วโมง

Performance (7.0) จุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้

พูดออกมาได้อย่างเต็มปากเลยว่าถ้ามีด้านไหนที่ Mixtape ทำออกมาได้เกินคาดสำหรับสตูดิโอขนาดนี้ นั่นก็ต้องเป็นงานภาพของตัวเกม ที่สื่ออารมณ์ออกมาได้ดีมากผ่านการออกแบบ ทั้งโทนสี งานจัดแสง และ Art Style ที่มีเอกลักษณ์ ทุกองค์ประกอบถูกวางมาอย่างสอดคล้องกันจนเกิดเป็นบรรยากาศที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว Environment Art ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สุดของเกม ฉากต่างๆ เต็มไปด้วยรายละเอียดและมีความสวยงามสูง

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการ animate ตัวละครด้วยเฟรมเรตต่ำกว่าฉากหลัง ก็กลายเป็นดาบสองคม ช่วงแรกอาจดูแปลกใหม่ แต่พอเล่นนานๆ หลายคนเริ่มรู้สึกว่ามันรบกวนสายตา บางคนถึงขั้นเวียนหัวหรือคลื่นไส้ เพราะ low-frame character animation ซ้อนกับฉากหลังที่เฟรมเรตแกว่งอยู่แล้ว Transition ระหว่าง gameplay กับ cutscene บางช่วงก็ไม่ลื่นไหลนัก และเพราะเกมใช้ cinematic presentation หนักมาก ทุกครั้งที่ performance สะดุดแม้เพียงเล็กน้อย มันจะเห็นชัดกว่าปกติทันที

Sound Design (8.0) เครื่องช่วยชีวิตของเกมทั้งเกม

สิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าไร้ที่ติที่สุด นั่นก็คงหนีไม่พ้น เหล่าเพลงประกอบในเกมนั่นเอง โดย Mixtape ได้ใช้ licensed soundtrack จำนวนมาก ทั้ง Rock, Punk, Shoegaze และเพลงยุค 90s ที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน หลายเพลงเข้ากับ mood ของฉากได้ดีมาก และกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกมยังมีเสน่ห์ตลอดการเล่น 

แต่ปัญหาเลยมันคือการที่เกม พึ่งเพลงมากเกินไป มันเลยทำให้หลาย sequence ถูกออกแบบเหมือน music video มากกว่าการเล่าเรื่องจริงๆ พูดตรงๆ คือถ้าเอาเพลงเหล่านี้ไปเปิดฟังแยกบน YouTube ประสบการณ์ก็อาจไม่ต่างกันมากนัก เพราะตัวเกมไม่ได้ใช้ gameplay มาช่วยเสริม emotional impact ของเพลงเลย 

Sound design จึงกลายเป็นเครื่องช่วยชีวิตของทั้งโปรเจกต์ เพราะถ้าไม่มีมัน จุดอ่อนด้าน gameplay และ writing จะยิ่งเห็นชัดกว่านี้อีกมาก อีกทั้งด้าน Voice Acting เอง ก็มีทั้งดี และแย่ปนกัน นักพากย์หลายคนถ่ายทอดอารมณ์ได้โอเค แต่บทพูดที่ไม่แข็งแรงทำให้ต่อให้การแสดงดี บางประโยคก็ยังฟังดู cringe และไม่เป็นธรรมชาติอยู่ดี

ปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเกม Nostalgia ขายได้ แต่ขายใครได้บ้าง?

นี่คือจุดที่อยากพูดถึงเพิ่มเติม เพราะมันเป็นปัญหาเชิงแนวคิดที่ฝังอยู่ในตัวเกมตั้งแต่ต้น นั่นคือสิ่งที่ตัวเกมได้นำเสนอมาตลอดตั้งแต่ต้นอย่างคำว่า Nostalgia เพราะคำนี้ มันคือประสบการณ์ส่วนตัวอย่างแท้จริง ว่าง่ายๆ ว่าความทรงจำแบบ nostalgic ของแต่ละคนถูกสร้างขึ้นจากชีวิต ประสบการณ์ และ autobiographical memory ของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า การจะทำให้ nostalgia ส่งผลกับคนดูได้จริงนั้น มันต้องมีจุดยึดบางอย่างร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม สังคม วิถีชีวิต หรือประสบการณ์ร่วม

ปัญหาของ Mixtape คือมันยึดติดกับ nostalgia แบบอเมริกันยุคหนึ่งมากเกินไป แล้วคาดหวังให้ผู้ชมทั่วโลกอินไปกับสิ่งที่หลายคนไม่เคยสัมผัสด้วยซ้ำ เทป VHS กับคาสเซ็ตอาจเป็นสิ่งที่หลายคนนอกอเมริกาพอเชื่อมโยงได้บ้าง แต่สำหรับคนที่ไม่ได้โตในบริบทนั้น ทุกนาทีของ Mixtape อาจให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพถ่ายในอัลบั้มของคนแปลกหน้า

และถ้าจะทำงานแนวนี้จริงๆ ทีมพัฒนาก็ควรทำให้ทุกรายละเอียดเป๊ะกว่านี้ เพราะถ้าจุดขายหลักของเกมคือความสมจริงของยุคสมัย การพลาดในรายละเอียดทางวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่ยากจะยกโทษให้ มันจึงน่าสนใจที่จะลองนึกดูว่า ถ้า Mixtape กล้าเล่าเรื่อง nostalgia ผ่านหลายบริบทวัฒนธรรม เช่น บรรยากาศยุโรปแบบ Amélie, ฮ่องกงในยุค Kowloon, หรือวัยเรียนญี่ปุ่นสไตล์ Slice of Life ประสบการณ์ 3 ชั่วโมงอาจกลายเป็นอะไรที่เต็ม และ universal กว่านี้มาก แต่นั่นก็คือเกมในจินตนาการ ไม่ใช่เกมที่เราได้เล่น

ปัญหาของฉลาก "อินดี้" และ "วิดีโอเกม"

อีกหนึ่งเรื่องที่ยากจะเดินหน้าต่อโดยไม่พูดถึงคือ วิธีที่ Mixtape ถูกนำเสนอต่อสาธารณะ เพราะตัวเกม Mixtape มันไม่ใช่ indie game ในความหมายดั้งเดิมของคำ มันไม่ใช่ผลงานจากทีมเล็กๆ ที่ดิ้นรนสร้างเกมด้วยทุนตัวเอง แต่มันคือโปรเจกต์ที่หยิบเอา aesthetic ของเกมอินดี้ฝั่งตะวันตกยุคต้นถึงกลางปี 2010 มาใช้ จนสุดท้าย อินดี้กลายเป็นเพียงแนวทางศิลป์ มากกว่าจะหมายถึงการเป็นเกมอิสระจริงๆ 

และการใช้คำนั้นโดยไม่ตั้งคำถามก็ดูถูกทั้งสติปัญญาคนฟังและความหมายของคำนั้นไปพร้อมกัน ส่วนการเรียกมันว่า วิดีโอเกมก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง สื่อเกมหลายเจ้าให้คะแนน 10/10 ในฐานะ VIDEO GAME ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะทำความเข้าใจ เพราะถ้าวัดด้วยมาตรฐานนั้น มันไม่มี player agency ไม่มี meaningful interaction และไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่ากำลังเล่นเกมจริงๆ 

ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้ามันถูกโปรโมตตั้งแต่แรกว่าเป็น interactive movie หรือ interactive experience ดราม่าส่วนใหญ่ก็คงไม่เกิดขึ้น และนี่คือข้อสังเกตที่น่าคิดที่สุด ว่าคนที่ทำลายภาพลักษณ์ของ Mixtape มากที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเกมเองเลย แต่เป็นนักวิจารณ์ที่อวยมันเกินเหตุ และคนที่พยายามปกป้องเกมนี้ทุกครั้งไม่ว่าคำวิจารณ์จะจริงใจแค่ไหน เพราะยิ่งสร้างความคาดหวังสูง ยิ่งทำให้แรงกระแทกตอนที่คนเล่น แล้วผิดหวังรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

สรุปสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ยังเรียกว่าเกมได้อยู่หรือเปล่า?

Mixtape คือ "เกม" ที่ดีจนยากจะไม่รัก แต่ก็เรียกว่าเกมได้ไม่เต็มปาก มันมีงานภาพที่ยอดเยี่ยม เพลงประกอบระดับท็อป และบรรยากาศ Coming-of-Age ที่อบอุ่นจริงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็แทบไม่มี gameplay อะไรให้จดจำ ไม่มี player agency ไม่มี meaningful interaction ไม่มี replay value และไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่ากำลังเล่นเกมจริงๆ

ถ้ามองมันในฐานะ Interactive Indie Film มันทำงานได้ดีพอใช้ มันพาผู้ชมดื่มด่ำกับ Nostalgia ผ่านภาพ เสียง และบรรยากาศได้อย่างมีเสน่ห์ แต่ถ้ามองในฐานะ Videogame มันอาจทำให้ผิดหวังอย่างหนัก และถ้าผู้เล่นไม่ได้เติบโตมาในบริบทวัฒนธรรมที่เกมพยายามจะกระตุ้น nostalgia นั้น ระยะห่างที่รู้สึกได้ก็จะยิ่งกว้างขึ้นไปอีก

หมวดหมู่ หัวข้อย่อย คะแนน
Story (6.0/10) วิธีเล่าเรื่อง 5/10
ความเข้ากันกับเนื้อเรื่อง 6/10
Character Development 6/10
ความเป็นธรรมชาติของบทพูด 5/10
การแสดง/สีหน้า (Motion Cap) 8/10
Gameplay (5.0/10) Innovative (ระบบใหม่) 6/10
Feature 5/10
Core Gameplay 4/10
Content 5/10
Replayability 3/10
Level Design 5/10
Performance (7.0/10) คุณภาพของกราฟิก 9/10
ประสิทธิภาพในการแสดงผล 6/10
การออกแบบงานศิลป์ (Art Style) 10/10
เข้ากันได้กับสเปคที่แนะนำ 7/10
ไร้บัคกวนใจ 7/10
Sound Design (8.0/10) คุณภาพเสียงพากย์ 7/10
คุณภาพเสียงประกอบ (Effect) 7/10
คุณภาพเสียงประกอบ (พื้นหลัง) 10/10
Verdict (คะแนนรวม) 6.5/10
6.5/10
เกมสวย เพลงดี แต่ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับเกมน้อยเกินไป

Mixtape

6.5 / 10 คะแนน

ถ้าคุณคาดหวัง Detroit, Telltale Games หรือ Life Is Strange — วางไว้ก่อน แต่ถ้าคุณแค่อยากนั่งเสพภาพสวย เพลงดี และ nostalgia ของวัยรุ่นยุค 90s แบบหนังอินดี้ยาว 3 ชั่วโมง — เกมนี้อาจตอบโจทย์ได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่มันมอบให้ใกล้เคียงกับ "หนังสั้นภาพสวยราคาแพง" มากกว่า "วิดีโอเกมเต็มรูปแบบ" และบางทีปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Mixtape ก็ไม่ใช่สิ่งที่มันขาด แต่เป็นสิ่งที่คนอื่นพยายามใส่เข้าไปให้มันโดยที่มันไม่เคยมี

แชร์เรื่องนี้:
Hottomatron
Hottomatron

Content Writer