รีวิว Forza Horizon 6

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาที่เกมขับรถโลดแล่นอยู่ในตลาด หนึ่งในสถานที่ที่แฟนเกมขับรถชื่นชอบและอยากให้หลายๆ เกมพาเราไปซิ่งก็คือประเทศญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัยนั่นเอง และนี่คือหนึ่งในซีรีส์เกมที่เรียกได้ว่าครองตลาดเกมขับรถอาร์เคดแบบ Open World ในปัจจุบัน ล่าสุดนี้พวกเขาได้พาเราโบยบินไปยังเกาะแห่งการดริฟต์ เกาะที่เต็มไปด้วยรถยนต์ชื่อดังและวัฒนธรรมการซิ่งรถที่แผ่อิทธิพลผ่านสื่อต่างๆ ให้เราได้เห็นกันอย่างคุ้นตา เกมนี้จะออกมาสมการรอคอยของทุกคนหรือไม่? ทาง Xbox ได้ส่งเกมมาให้พวกเราได้ลองสัมผัสก่อน และมารีวิวให้ทุกคนได้ทราบกันครับ
STORY | การเดินทางท่องเที่ยวและงานเทศกาล (N/A)
เพื่อนร่วมทางมากกว่าเนื้อเรื่องหลัก
เนื้อเรื่องของเกมนี้ เราจะได้รับบทเป็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ถูกชักชวนมาร่วมเทศกาล Horizon Festival ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีที่ผสมผสานกับการแข่งรถ และในครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เราต้องไต่เต้าผ่านระบบสายรัดข้อมือที่จะเป็นตัวบ่งบอกระดับของเราในฐานะนักซิ่งประจำเทศกาล พร้อมกับเป้าหมายอีกอย่างคือการมาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น เอาเข้าจริง เนื้อเรื่องของเกมนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนใดๆ เป็นเพียงองค์ประกอบที่ใส่มาเพื่อให้การแข่งรถมีความสมเหตุสมผล ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมของซีรีส์นี้มาทุกภาค เมื่อเราผ่านฉากแนะนำระบบเกมในช่วงแรกที่จะมีการเล่าถึงเทศกาลเพียงเล็กน้อย เกมก็จะปล่อยเราเข้าสู่โลกกว้างทันที เพื่อให้เราไปแข่งตามจุดต่างๆ ที่ปรากฏบนแผนที่

ภารกิจ Day Trip และแขกรับเชิญพิเศษ
ส่วนที่มีความเป็นเนื้อเรื่องจริงๆ มักจะอยู่ในรูปแบบของไอคอนสีเหลือง ซึ่งในภาคนี้ส่วนมากจะเป็นภารกิจที่เรียกว่า 'Day Trip' ที่กลุ่มเพื่อนซึ่งชวนเรามาจะพาขับรถชมเมืองในโซนต่างๆ โดยมีไกด์คอยบรรยายผ่านวิทยุเพื่อเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ให้เราอินกับบรรยากาศ บางภารกิจก็จะให้เราไปเข้าร่วม Drift Club หรือไปช่วยเหลือ Larry Chen (แลร์รี เฉิน) ในการถ่ายภาพรถยนต์ตามจุดต่างๆ (Larry Chen เป็นบุคคลที่มีอยู่จริงและเป็นช่างภาพสายรถยนต์ระดับโลกที่มาร่วมเป็นแขกรับเชิญพิเศษในเกมนี้) นอกจากนี้ยังมีภารกิจที่เป็นเหมือนงานพิเศษให้ทำ เช่น การขับรถบรรทุกคันจิ๋วแต่ความเร็วจัดจ้านไปส่งอาหารตามที่ต่างๆ ให้เร็วที่สุด

Horizon Rush และฉากเปิดสุดตระการตา
กิจกรรมทั้งหมดที่เราทำจะถูกนำไปสะสมเป็นค่าประสบการณ์สองแบบ คือสะสมเพื่ออัปเกรดสายรัดข้อมือของเราให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุด และสะสมแสตมป์จากการสำรวจญี่ปุ่นตามเนื้อเรื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจและเราประทับใจมากคืออีเวนต์ก่อนเลื่อนระดับที่เรียกว่า "Horizon Rush" (หรือ Showcase Events ในภาคเก่า) ซึ่งจะเป็นการขับรถแข่งกับยานพาหนะอื่นๆ ที่ไม่ใช่รถยนต์ ใน Horizon Rush ภาคนี้มีความหลากหลายมากขึ้น บางแห่งเป็นการขับรถโลดโผนในโซนโกดัง หรือบางอันพาเราไปแข่งกับหุ่นกันดั้มเลยก็มี ด่านเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูอลังการและมหากาพย์เหมือนฉากเปิดของเกม และต้องยอมรับว่าฉากเปิดของเกมภาคนี้ทำได้ดีที่สุดในซีรีส์ มู้ดแอนด์โทนของมันยอดเยี่ยมมากจนต้องกลับไปเล่นซ้ำบ่อยๆ

ไกด์นำเที่ยวมากกว่าบทละคร
โดยรวมแล้ว เนื้อเรื่องของเกมเหมือนถูกประดับไว้เพื่อโชว์ทิวทัศน์และฉากที่สวยงามมากกว่าที่จะมีความเข้มข้นให้น่าติดตาม มันให้ความรู้สึกเหมือนมีเพื่อนหรือไกด์มานำเที่ยวญี่ปุ่น พร้อมเล่าประวัติสถานที่และรถแต่ละคัน ดังนั้น ในส่วนของเนื้อเรื่อง เราจึงขออนุญาตไม่นำมาพิจารณาในการให้คะแนนครับ

GAMEPLAY | จุดสมดุลระหว่างอาร์เคดและซิมูเลชัน (8.8/10)
ปรับแต่งประสบการณ์ได้ตามใจชอบ
จุดเด่นที่สุดของซีรีส์ Forza Horizon ที่ต่อยอดมาถึงภาคที่ 6 คือการวางตัวเองอยู่กึ่งกลางระหว่าง Racing Arcade และ Racing Simulation นั่นหมายความว่าผู้เล่นทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเกมนี้ได้ หากต้องการประสบการณ์ที่สมจริงแบบ Simulation ก็สามารถตั้งค่าการขับรถให้เป็นแบบนั้นได้ โดยการปิดโหมดช่วยเหลือต่างๆ เช่น ระบบช่วยออกตัว, ระบบกันล้อหมุนฟรี, และเส้นไกด์ไลน์ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้คือ 'ระบบความเสียหายต่อตัวรถและล้อ' หากคุณขับชนหรือสะสมความเสียหาย มันจะส่งผลต่อการควบคุมรถ เช่น หากล้อหน้าขวาได้รับความเสียหายบ่อยๆ รถก็จะเริ่มเอียงไปทางขวา ทำให้ต้องคอยบังคับพวงมาลัยกลับมาตรงกลางอยู่ตลอดเวลา หรือถ้าพังหนักจริงๆ รถจะออกตัวช้ามากและเร่งไม่ขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหม่ นอกจากนี้ การปรับแต่งรถก็สามารถทำได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งเปลี่ยนชิ้นส่วน, เปลี่ยนเครื่อง, เปลี่ยนล้อ, ออกแบบลวดลาย (Livery) และภาคนี้ยังสามารถติดลวดลายบนกระจกได้แล้วด้วย

เข้าถึงง่ายสำหรับสายอาร์เคด
สำหรับผู้เล่นสายอาร์เคด ทุกระบบที่กล่าวมามีตัวเลือกที่ทำให้ง่ายขึ้น เราสามารถเปิดระบบช่วยเหลือได้แบบสุดขีด ชนิดที่ว่าแค่กดคันเร่งอย่างเดียวแล้วปล่อยให้เกมบังคับพวงมาลัยให้ยังได้ ยิ่งไปกว่านั้น ภาคนี้ยังเพิ่มระบบ 'Auto Drive' ที่จะบังคับรถไปยังจุดหมายให้อัตโนมัติ โดยเราสามารถเลื่อนกล้องดูวิวหรือเปิดโหมด Cinematic ดูรถของเราขับเคลื่อนอย่างสวยงาม และยังสามารถใช้โหมดนี้ในขณะแข่งขันได้ด้วย (แถม AI ยังขับเก่งอีกต่างหาก) นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน 'Rewind' สำหรับย้อนเวลาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ การจูนรถก็มีระบบออโต้ หรือสามารถดาวน์โหลดพรีเซ็ตจากผู้เล่นคนอื่นในคอมมูนิตี้มาใช้ได้เลย เกมยังรองรับการควบคุมทุกรูปแบบ ทั้งคีย์บอร์ด, คอนโทรลเลอร์, และพวงมาลัย (ทดสอบด้วย Logitech G29 สามารถเล่นได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม)

ระดับของรถและประเภทสนามที่หลากหลาย
รถในเกมถูกแบ่งออกเป็น 8 เกรด ได้แก่ D, C, B, A, S1, S2, R, และ X พร้อมค่าพลังที่ระบุไว้ชัดเจน แต่ละคันมีประเภทที่แตกต่างกัน เช่น รถดริฟต์ที่พร้อมจะสไลด์ในทุกโค้ง หรือรถออฟโรดที่ถูกออกแบบมาเพื่อลุยทางขรุขระ ในบางการแข่งขันจะมีการกำหนดประเภทรถมาให้ แต่บางครั้งอาจไม่มีการกำหนด หากนำรถสปอร์ตโหลดเตี้ยไปลุยทางฝุ่น ความเร็วก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด การทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแข่งรถ, การชนป้ายเก็บคะแนนประสบการณ์, การชนมาสคอต, และภารกิจเนื้อเรื่อง จะเป็นการเก็บคะแนนเพื่อเพิ่มระดับสายรัดข้อมือและสะสมแสตมป์ และเมื่อสายรัดข้อมือถึงระดับสูงสุดก็จะปลดล็อกเกาะ Legend ให้ไปขับเล่น

อีเวนต์และกิจกรรมที่แน่นขนัด
แผนที่ในเกมเต็มไปด้วยอีเวนต์การแข่งรถหลักๆ 3 แบบ คือ Circuit (แข่งวนรอบ), Sprint (แข่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง), และ "โทเกะ" (Tōge) ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ซึ่งเป็นการแข่งแบบตัวต่อตัวบนเส้นทางลงเขาที่คดเคี้ยว กิจกรรมระหว่างทางยังมีให้ทำอีกเพียบ ทั้ง Stunts ต่างๆ เช่น การดริฟต์เก็บคะแนน, ทำความเร็วในเขตที่กำหนด, ขับผ่านกล้องจับความเร็ว, หรือพุ่งทะยานจากเนินให้ได้ระยะไกลที่สุด เอกลักษณ์ของซีรีส์อย่าง Barn Find ก็กลับมา ให้เราตามหาโรงนาที่ซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาเพื่อค้นหารถคลาสสิกสุดเท่ และยังมี Treasure Car ที่มาพร้อมคำใบ้เป็นรูปภาพให้ตามหาทั่วญี่ปุ่น

ความสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัดจากผู้เล่น
เกมยังมีระบบสร้างเส้นทางแข่งขันเอง (EventLab) ที่ผู้เล่นสามารถปรับแต่งได้ทุกอย่าง ทั้งประเภทรถ, เกรด, เส้นทาง, รูปแบบการแข่ง, และสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมได้ตามใจชอบ เมื่อสร้างเสร็จก็แชร์ให้คอมมูนิตี้ได้เล่น สิ่งนี้เป็นจุดเด่นที่ทำให้เกมมีอายุยืนยาว ในอนาคตเราคงได้เห็นสนามสวยๆ สไตล์ญี่ปุ่นจากฝีมือผู้เล่นมากมาย ภาคนี้ยังขยายระบบการสร้างไปยัง 'โรงรถ' ที่แต่งได้เต็มที่ และระบบ 'Estate' พื้นที่กว้างสำหรับสร้างจุดรวมพลเพื่อนๆ จะทำเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หรือสนามดริฟต์ส่วนตัวก็ทำได้ และยังคงมีระบบบ้านให้ซื้อทั่วแมปเพื่อรับโบนัสพิเศษต่างๆ
ระบบใหม่และจุดที่น่าเสียดาย
ระบบที่น่าสนใจอีกอย่างคือการซื้อรถ 'Aftermarket' ที่แต่งมาแล้วบางส่วนและจอดขายอยู่ตามข้างถนนในราคาที่ถูกกว่าตลาด นอกจากนี้ยังมีอีเวนต์ Time Attack แบบ Real-time ที่ให้ทำเวลาแข่งกับผู้เล่นอื่นในเซิร์ฟเวอร์ และมี Car Meet บริเวณลานจอดรถ แต่แอบเสียดายที่เราทำได้แค่เลื่อนกล้องดูรถของคนอื่นและเร่งเครื่องโชว์ ไม่สามารถนำตัวละครลงไปเดินพูดคุยแบบ Car Meet ของจริงได้

ภาพรวมของระบบการเล่น
ระบบการเล่นของ Forza Horizon 6 คือการต่อยอดจากภาคก่อนๆ แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่อง แต่ก็ยังคงความสนุกและฟีลลิงการขับรถที่ยอดเยี่ยม มีการเพิ่มโหมดและอีเวนต์ใหม่ๆ ที่ทำให้เราอยู่กับเกมได้ยาวนาน แม้ว่าจะมีจุดที่อยากให้ปรับปรุง เช่น Quality of Life ในการแต่งรถหรือเปลี่ยนรถระหว่างแข่งขัน และความสมจริงของกระจกมองข้าง/มองหลังในมุมมอง Cockpit แต่โดยรวมแล้ว ตัวเกมยังคงตอบโจทย์คนรักรถ เข้าถึงผู้เล่นทุกระดับ และด้วยความเป็น Live Service ที่จะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องทั้งรถใหม่ๆหรือกิจกรรมประจำสัปดาห์ เกมนี้จึงเป็นประสบการณ์ที่สอบผ่านได้อย่างสวยงาม

PERFORMANCE | กราฟิกเหนือระดับกับ ForzaTech (9.2/10)
ขุมพลังและ Ray Tracing ที่ยกระดับงานภาพ
Forza Horizon 6 ใช้เอนจิ้น ForzaTech ที่พัฒนาเพื่อเครื่องคอนโซลเจนใหม่อย่าง Xbox Series X/S ทำให้สามารถจัดเต็มในเรื่องประสิทธิภาพ แม้ในภาพรวมกราฟิกอาจจะดูไม่แตกต่างจากภาค 5 แบบก้าวกระโดด (ซึ่งทำให้สเปคขั้นต่ำของเกมไม่สูงมากนัก) แต่สิ่งที่ทำให้งานภาพยกระดับขึ้นไปอีกขั้นคือการใส่ Ray Tracing เข้ามาแบบจัดเต็ม ภาพที่เปิด Ray Tracing กับปิดนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของเงาและการตกกระทบของแสง แน่นอนว่าต้องแลกมากับการกินสเปคที่มากขึ้น (FPS อาจต่างกันถึง 30+) แต่ถ้าระบบของคุณไหว เราขอแนะนำให้เปิด เพราะภาพมันงดงามจริงๆ

การจำลองประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ได้สมจริงแต่สวยงาม
โลกของ Forza Horizon 6 คือการนำจุดเด่นของญี่ปุ่นมารวมไว้ในแผนที่เดียว ดังนั้นอย่าคาดหวังว่ามันจะถอดแบบมาจากสถานที่จริงแบบ 1:1 แผนที่ในภาคนี้ใหญ่กว่าภาคก่อน และด้วยความซับซ้อนของพื้นที่ ความต่างระดับ และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทำให้เกม 'รู้สึก' กว้างใหญ่กว่าเดิมมาก โดยเฉพาะ Tokyo City ที่เป็นเขตเมืองใหญ่ และทำผังเมืองจำลองออกมาได้ดี พื้นที่ชนบทก็สวยงามดึงดูดสายตา อย่างไรก็ตาม มีจุดที่น่าขัดใจคือขนาดความกว้างของถนน ที่กว้างขวางเหมือนถนนในสหรัฐอเมริกามากกว่าจะเป็นถนนแคบๆ ของญี่ปุ่น (ซึ่งเข้าใจได้ว่าปรับเพื่อให้ขับและดริฟต์ได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้เล่นทุกกลุ่ม)

สถานที่ Iconic และชีวิตชีวาที่ยังไม่สุดแต่เข้าใจได้
สถานที่ที่นักซิ่งใฝ่ฝันอย่างทางด่วนโตเกียวและเส้นทางลงเขา (เช่น เขาฮารูนะ หรือเขาอากินะใน Initial D) ถูกใส่เข้ามาอย่างครบถ้วน แม้ถนนจะกว้างไปหน่อยก็ตาม และสำหรับปัญหาเมืองร้างที่ถูกล้อมาทุกภาค ในภาคนี้ทีมงานได้เพิ่มผู้คนให้เดินไปมาบ้างแล้ว แม้จะมีรั้วกั้นและไม่ได้เดินเกลื่อนกลาด แต่ก็ช่วยให้เมืองดูมีชีวิตชีวาขึ้น ส่วนจำนวน NPC ที่ขับรถบนถนนอาจจะยังดูน้อยไปบ้าง (สามารถสลับไปเล่นโหมด Horizon Solo แบบออฟไลน์เพื่อเพิ่มจำนวนรถบนถนนได้) และพฤติกรรมการขับขี่ของ NPC บางครั้งก็ยังดูแปลกๆ ที่ต้องพึ่งพาการปรับปรุงจากทีมพัฒนา

รายละเอียดของรถยนต์
โมเดลรถแต่ละคันทำออกมาได้สวยงามไร้ที่ติ แต่จุดที่น่าสังเกตคือรถแบรนด์ญี่ปุ่นหลายคันยังคงมีตำแหน่งพวงมาลัยอยู่ทางซ้าย ทั้งที่ญี่ปุ่นขับรถเลนซ้ายและควรเป็นพวงมาลัยขวา ซึ่งสำหรับผู้ที่ชอบเล่นในมุมมอง Cockpit อาจจะรู้สึกขัดใจเล็กน้อย หวังว่าในอนาคตจะมีตัวเลือกให้ปรับแต่งได้ และที่ผมชอบมากๆในภาคนี้พวงมาลัยของภาพนี้สามารถหมุนได้ถึง 540 องศาแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เท่าของจริงแต่อารมณ์ในการขับขี่รู้สึกดีขึ้นอย่างมากเลย อีกรายละเอียดที่เล็กน้อยแต่ปรับปรุงขึ้นก็คือป้ายทะเบียนที่ติดอยู่บนรถทุกคันแม้คันที่แข่งกับเราจะเป็น AI ก็ตาม ในภาคก่อนถ้าหากเราเล่นคนเดียวแข่งกับ AI รถของ AI จะไม่มีป้ายทะเบียนติดอยู่ มาในภาคนี้ใส่มาแล้วรู้สึกอินกว่าเดิมพอสมควร

SOUND DESIGN | จังหวะดนตรีและเสียงคำรามที่สมจริง (7.6)
บทเพลงที่ผสานวัฒนธรรมและเสียงเครื่องยนต์ที่หนักแน่น
เนื่องจากเป็นเกมที่อิงกับเทศกาลดนตรี เพลงประกอบส่วนใหญ่จึงเป็นแนว Electronic ที่มีความสนุกและเร้าใจ แต่มีการผสมผสานดนตรีญี่ปุ่นเข้ามาด้วย สถานีวิทยุอย่าง Gacha City Radio มีการใส่เพลง J-Pop และเพลงจากอนิเมะดัง (เช่น Idol ของ YAOSOBI) พร้อมผู้ดำเนินรายการที่พูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งช่วยสร้างมู้ดได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่ไม่มีเพลงแนว Eurobeat ให้เราได้ฟังขณะลงเขา (แต่เราก็มักจะเปิดฟังจากที่อื่นอยู่แล้ว) เพลงที่โดดเด่นที่สุดในภาคนี้คือ 'Enchanting Stranger' ของ Milk Talk ที่เปิดตอน Intro แต่ก็แอบเสียดายที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเพลงหน้าเมนูหลัก เพราะเพลงหน้าเมนูของภาคนี้อาจจะยังไม่ติดหูเท่าภาค 4 หรือ 5 ในความเห็นส่วนตัวของผม เสียงเครื่องยนต์ในภาคนี้ได้รับการปรับจูนใหม่ให้มีความแน่น นุ่มลึก และมีไดนามิกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาขับผ่านอุโมงค์หรือเล่นในมุมมอง Cockpit ซึ่งทำออกมาได้น่าประทับใจ แม้รถ Muscle Car บางคันอาจจะยังไม่เหมือนของจริง 100% แต่โดยรวมถือว่าทำได้ดีมาก