เว็บไซต์ GamesRadar+ ที่ได้เข้าร่วมฟังการเสวนาในงาน Digital Dragons Conference โดยมี Tom Kaczmarczyk ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ IndieBI บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลเชิงธุรกิจสำหรับคนทำเกม ออกมาให้คำแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางการตั้งราคาเกมในปัจจุบัน
ในระหว่างการนำเสนอ Kaczmarczyk ได้เปิดสไลด์หน้าหนึ่งที่ตั้งคำถามสำคัญซึ่งค่ายเกมทั่วโลกกำลังคิดหนักว่า 'การตั้งราคาเกมที่ 69.99 ดอลลาร์ เป็นกลยุทธ์ที่ดีจริงหรือ?' ซึ่งคำตอบที่ปรากฏบนสไลด์ของเขานั้นสั้นและตรงไปตรงมาว่า 'ไม่มีทาง นอกเสียจากว่าคุณคือ Nintendo' ซีอีโอของ IndieBI อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วมันมีกฎเหล็ก (Rule of Thumb) ที่เขามักจะแนะนำให้ลูกค้ารับทราบเสมอ นั่นคือ 'เกมที่ตั้งราคาแพงกว่า มักจะทำเงินรวมได้มากกว่า' ดังนั้นหากผู้พัฒนาลังเลระหว่างราคาที่ถูกกับราคาที่แพง การเลือกตั้งราคาแพงไว้ก่อนมักจะเป็นตัวเลือกที่ดีในเชิงตัวเลข ทว่าในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับยอดขายกลับไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น โดยเฉพาะเมื่อเกมเหล่านั้นต้องเข้าไปแข่งขันกันบนแพลตฟอร์มเปิดอย่าง Steam

สาเหตุที่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Nintendo สามารถตั้งราคาเกมสูงระดับ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐได้อย่างสบาย ๆ โดยไม่มีปัญหายอดขายตก เป็นเพราะ Nintendo มีฐานแฟนคลับที่จงรักภักดีอย่างหนาแน่นมาตั้งแต่เด็ก และที่สำคัญที่สุดคือ Nintendo มี 'ระบบนิเวศแบบปิด' (Closed Ecosystem) เป็นของตัวเอง มีเครื่องคอนโซลและหน้าร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมราคาและแทบไม่ต้องพึ่งพาการจัดเทศกาลลดราคาครั้งใหญ่เพื่อดึงดูดคน ซึ่งต่างจากค่ายเกมทั่วไปที่ไม่มีแพลตฟอร์มของตัวเอง
Kaczmarczyk ให้คำแนะนำแก่ผู้พัฒนาเกมรายอื่น ๆ ว่า หากคุณไม่ใช่ Nintendo คุณต้องเตรียมแผนการทำ 'ส่วนลดก้อนโต' (Chunky Discounts) เอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ มิฉะนั้นผู้เล่นจะมีทางเลือกมากมายในการเอาเงินไปซื้อเกมอื่นที่ราคาถูกกว่าบน Steam ซึ่งคำแนะนำที่ดูย้อนแย้งแต่ใช้ได้จริงของเขาก็คือ ให้ค่ายเกมเลือกตั้งราคาสินค้าไว้ให้สูงในตอนแรก จากนั้นให้วางโครงสร้าง 'แผนการลดราคาที่ดิ่งชันและรวดเร็ว' (Steep Discount Debt Evolution) เนื่องจากกลยุทธ์นี้จะสร้างแรงกระตุ้นและแรงกระเพื่อมต่อยอดขายได้ดีกว่า แถมยังช่วยสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำกลับคืนมาสู่ค่ายเกมในช่วงที่ตัวเกมยังอยู่ในกระแสและเป็นที่ต้องการของผู้เล่น

ที่มา GamesRadar+