รีวิว 007 First Light

เป็นเวลากว่า 14 ปีที่ซีรีส์ James Bond ฉบับวิดีโอเกมหายไปจากสารบบ ทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นใหญ่อย่างภาค 007 Legends ในปี 2012 ที่แฟนๆ อยากลืมการมีตัวตนของมัน จนกระทั่งในปี 2020 IO Interactive ผู้สร้างเกมซีรีส์ HITMAN ได้ประกาศคว้าลิขสิทธิ์การทำเกม James Bond อย่างเป็นทางการ พวกเขาใช้เวลาปรุงอาหารจานนี้กว่า 6 ปี หวังจะพาซีรีส์เกมสายลับเจ้าเสน่ห์กลับมาผงาดอีกครั้ง ตัวเกมจะออกมาสมการรอคอยหรือไม่ รีวิวนี้มีคำตอบครับ
STORY | จุดเริ่มต้นของตำนานฉบับตีความใหม่ (8.6/10)
James Bond คนใหม่ในยุค 2000s
หลังจากที่ Daniel Craig อำลาบทบาท James Bond ไปในปี 2021 เหล่าแฟนๆ สายลับดับเบิลโอก็ได้แต่เพียงคาดเดาและเชียร์อยู่ในใจว่าอยากให้ใครมารับบทเป็น 007 คนใหม่ ตัดมาที่ 007 First Light ทาง IO Interactive ได้ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ใช้โมเดลนักแสดงจากภาพยนตร์มาทำเหมือนภาคเก่าๆ ของซีรีส์ หลังจากเฟ้นหาอยู่นาน บทบาทนี้ก็ตกไปอยู่กับ Patrick Gibson นักแสดงหนุ่มวัย 31 ปีชาวไอริช ที่เป็นที่รู้จักจากบทบาท Dexter Morgan วัยหนุ่ม เรื่องราวของ 007 First Light จะเล่าถึง James Bond วัยหนุ่มอายุเพียง 20 กลางๆ ในช่วงก่อนที่เขาจะเข้ามารับรหัส 007 ตั้งแต่ยังเป็นทหารจนโดนทาบทามเข้าสู่โปรแกรมดับเบิลโอ เพื่อสร้างสายลับระดับพระกาฬขึ้นมาอีกครั้งหลังจากโปรแกรมนี้ถูกยุบไป ถึงจะบอกว่าเล่าเรื่องก่อนที่บอนด์จะเป็น 007 ก็จริง แต่ในภาคนี้เป็นการเขียนเรื่องราวขึ้นใหม่โดยอิงจากนิยายต้นฉบับของ Ian Fleming นำมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยที่ว่า หาก James Bond เกิดและโตมาในยุค 2000s โลกของสายลับและ MI6 นี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งผมมองว่าทีมงานทำออกมาได้ร่วมสมัยและมีกลิ่นอายจากภาพยนตร์ James Bond ได้อย่างลงตัว ใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์ซีรีส์นี้รับรองว่าฟินขั้นสุดได้แบบง่ายๆ เลยครับ ตัวเกมมี Easter Egg จากภาคเก่าๆ มาให้หายคิดถึงกันเพียบ ถึงแม้ว่าหลายๆ ฉากจะดูเวอร์เกินจริงแบบหนังฮอลลีวูดจ๋าไปบ้าง อย่างเช่นศัตรูหรือตัวร้ายในเกมมักจะทิ้งจังหวะที่สามารถสังหารบอนด์ได้ไปแบบโง่ๆ งงๆ แต่อย่างที่บอกครับ เสน่ห์ของ James Bond มันก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว สไตล์หนังป๊อปคอร์นนั่นแหละครับ

ทีมนักแสดงคุณภาพที่เปี่ยมเสน่ห์
สิ่งที่ผมอยากชมสุดๆ เลยคือเหล่านักแสดง (Cast) ที่มารับบทบาทตัวละครต่างๆ ภายในเรื่อง โดยเฉพาะ Patrick Gibson เขาถ่ายทอดบทบาท James Bond วัยหนุ่มออกมาได้สุดยอดมาก ภาพจำของ James Bond ที่เราคุ้นเคยในภาพยนตร์มักจะเป็นชายวัยกลางคนที่ผ่านประสบการณ์โชกโชน แต่ใน 007 First Light เราจะได้เห็นเขาในมุมที่เป็น Rookie มือใหม่สุดๆ ที่ได้รับการทาบทามมาร่วมโปรแกรมฝึกสายลับ ได้พบเพื่อนร่วมการฝึกหลายคนและสนิทสนมด้วย หนึ่งในนั้นคือ Cressida สาวผมบลอนด์สุดไวฟุที่ขโมยหัวใจผมได้ตั้งแต่แรกเห็นนอกจากนี้ยังมีหัวหน้าผู้ฝึกสอนสุดโหด John Greenway ที่รับบทโดย Lennie James (หรือ Morgan Jones จาก The Walking Dead), M หัวหน้า MI6 ที่รับบทโดย Priyanga Burford ซึ่งมาในมาดสาวแกร่งผู้แบกรับองค์กรไว้ทั้งองค์กร, Alastair Mackenzie ในบท Q อัจฉริยะนักประดิษฐ์ที่แก่แต่หล่อชิบหาย, Kiera Lester ในบท Eve Moneypenny ที่ครั้งนี้ถูกตีความให้เป็นสายเนิร์ดคอมพิวเตอร์ขั้นเทพที่คอยช่วยเหลือบอนด์ในทุกสถานการณ์ และที่ขาดไม่ได้คือสาวบอนด์ในภาคนี้อย่าง Miss Roth สายลับปริศนาที่บังเอิญมาเจอกับบอนด์ รับบทโดย Noémie Nakai (นากาอิ โนเอมิ) นักแสดงลูกครึ่งญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส ที่ตกผมได้ตั้งแต่แรกเห็นไปอีกคน

การตีความคาแร็กเตอร์และรายละเอียดที่เคารพต้นฉบับ
เหล่านักแสดงนี่แหละครับที่ถ่ายทอดบทบาทให้ 007 ยุคใหม่ดูสนุก ร่วมสมัย และคงกลิ่นอายความเป็นภาพยนตร์ไว้ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นตัว James Bond ที่เก่งในทุกด้าน และความหัวกบฏของเขาที่เป็นจุดเด่น เราก็จะได้เห็นความคิดและจุดยืนของเขาในเรื่องนี้ อีกหนึ่งรายละเอียดที่ทีมงานเก็บได้ดีเลยก็คือรอยแผลเป็นบนใบหน้าของบอนด์ที่มีในต้นฉบับงานเขียนของ Ian Fleming แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในฉบับภาพยนตร์ภาคไหนเลย ถือเป็นรายละเอียดที่พวกเขาเก็บและเคารพต้นฉบับได้ดีทีเดียว การถ่ายทอดบทบาทบอนด์ของ Patrick Gibson ผมรู้สึกได้ถึงฟีลลิงของ Roger Moore ที่มีความขี้เล่น หยอดมุกสไตล์อังกฤษ ชอบเล่นคำ และชอบมองหางตาบ่อยๆ แต่เวอร์ชันนี้จะเป็นในรูปแบบของคนยุคใหม่ที่โตมาในยุค 2000s แล้ว ถึงแม้จะขี้เก๊กชิบหาย แต่ทำออกมาได้ดีจนผมชอบ จึงไม่แปลกที่ในเกมจะได้ตกสาวไปตั้งหลายคน นอกจากนี้บทบาทของตัวละครอื่นๆ ก็ดีไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น John Greenway หัวหน้าครูฝึกที่ไม่ชอบหน้าเราเลยในตอนแรก แต่ระหว่างการเล่นเราก็จะได้เห็นเขาเปิดใจกับบอนด์มากขึ้น หรือสาวบอนด์อย่าง Miss Roth ที่มีความเป็นปริศนาสูงมาก อ่านความคิดไม่ได้ ชอบโผล่มาในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและแข็งแกร่งสุดๆ ไม่แพ้บอนด์ ให้อารมณ์คล้ายๆ Madeleine Swann ในซีรีส์ภาพยนตร์ของ Daniel Craig หรือถ้าเปรียบเทียบในวงการเกมก็คงเหมือน Leon กับ Ada ใน Resident Evil ก็ว่าได้ครั แต่ถ้าจะหาข้อเสียของเนื้อเรื่อง ก็อาจจะเป็นเรื่องตัวร้ายของเกมที่ดูเป็นแพตเทิร์นเดิมๆ ไปหน่อย ไม่ค่อยน่าจดจำสำหรับผม เล่นจบมาผมยังจำชื่อเต็มตัวร้ายไม่ได้ด้วยซ้ำว่าชื่ออะไรและมีอะไรเป็นจุดเด่น แต่เล่าเยอะไม่ได้เดี๋ยวมันจะสปอยล์ครับ แนะนำให้ไปลองเล่นกันเอง

การนำเสนอแบบ Cinematic ที่ไร้รอยต่อ
การเล่าเรื่องของภาคนี้จะเน้นไปที่ฉาก Cinematic สลับกับ Gameplay อย่างลื่นไหลแทบไม่มีฉากโหลด ซึ่งเป็นอะไรที่ลงตัวและสนุกต่อเนื่องมากๆ ในหลายๆ ฉากเราจะมีคำตอบให้เลือกตอบกับสถานการณ์ตรงหน้าด้วย ซึ่งแม้คำตอบพวกนี้จะไม่ได้ส่งผลกับเนื้อเรื่องหรือจุดจบอะไรมาก แต่มันเปิดโอกาสให้เราได้รับรู้สิ่งต่างๆ ของสถานการณ์หรือบุคคลตรงหน้า หรืออาจจะมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นได้เช่นกัน

โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องของ 007 First Light เป็นการนำ James Bond มาตีความใหม่ให้อยู่ในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว แฝงไปด้วยกลิ่นอายความเป็นภาพยนตร์อย่างเต็มพิกัด การเล่าเรื่องเหมือนได้ดูหนังเรื่องยาวที่เรามีส่วนร่วมได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนคลับเจมส์ บอนด์มาก่อนก็สามารถเล่นเกมนี้ได้โดยไม่งุนงง แต่ถ้าคุณเป็นแฟนบอนด์อยู่แล้ว First Light จะทำให้คุณฟินจนหลงรักและนับให้มันเป็นภาพยนตร์บอนด์ภาคใหม่ไปเลยก็ได้ บทบาทของนักแสดงในภาคนี้มีเสน่ห์มาก และถ้า Patrick Gibson จะต่อยอดไปเป็นเจมส์ บอนด์คนที่ 7 ฉบับภาพยนตร์ ผมก็คงไม่ติดอะไรแล้วครับ แต่ผมว่าเขาคงอยู่ที่วิดีโอเกมต่อไปแหละ เพราะภาคต่อมีแน่ๆ เนื่องจาก IO วางแผนจะทำเกม 007 เป็นไตรภาคอยู่แล้วหากผลตอบรับดี
Gameplay | ไม่ได้โดดเด่นจนเป็นลายเซ็นของตัวเองแต่สนุกก็พอแล้ว (6.7/10)
จาก HITMAN สู่โลกของ 007
ระบบการเล่นของ 007 First Light ถูกตั้งข้อสงสัยมาตั้งแต่ตอนประกาศคว้าลิขสิทธิ์แล้วครับ เพราะ IO Interactive ทำเกม HITMAN มาก่อน ถ้านำมาใช้กับ 007 มันจะรอดหรือเปล่า คือถ้าเอาการลอบเร้นมาใช้ยังไงมันก็เข้ากันครับ แต่ซีรีส์ 007 มันไม่ได้ใช้การลอบเร้นเป็นตัวชูโรงขนาดนั้น มันต้องมีคิวบู๊ ต้องมีระเบิดอลังการ ต้องขับรถหรูไล่ล่ากัน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายทีมงานอยู่พอสมควร เพราะเกม HITMAN แทบไม่มีอะไรพวกนี้เลย แต่พอเกมออกมา ยอมรับตรงๆ เลยว่าทำได้ดีกว่าที่ผมคาดหวังไว้พอสมควร ตอนแรกผมจินตนาการไว้ว่ามันคงไม่ต่างกับ HITMAN มากนัก เผลอๆ อาจเอาโมเดลเกม HITMAN มาทำเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ แน่นอนว่ามันยังมีกลิ่นอายเกม HITMAN เข้ามาเป็นระบบการเล่นหลัก คือการเข้าถึงเป้าหมายได้หลากหลายทางเลือก เช่น แอบฟังคนคุยกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือของสำคัญอยู่ที่ไหน เราสามารถใช้ Gadget สุดล้ำในการสร้างสถานการณ์ต่างๆ ได้ เช่น ยิงช็อตตาให้ศัตรูมองไม่เห็นชั่วขณะเพื่อเดินผ่านจุดที่ห้ามเข้า และเราจะมีดวงตาพิเศษที่ฝังไว้ในตัวบอนด์สำหรับสแกนมองเห็นพื้นที่โดยรอบและแฮ็กจุดต่างๆ ได้ อารมณ์คล้ายๆ เกม Watch Dogs สิ่งที่เพิ่มเข้ามาแล้วผมชอบมากคือระบบการ "บลัฟ" เมื่อลอบเร้น หรือก็คือการแถนั่นแหละครับ ว่าเราเข้ามาทำอะไร สามารถโม้ว่าเป็นพนักงาน หรือบอกว่าหัวหน้าสั่งมาให้ตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้ศัตรูในละแวกนั้นยอมปล่อยผ่านเราไปได้ช่วงเวลาหนึ่ง แต่การบลัฟนี้ใช้ไม่ได้ตลอดนะครับ ต้องดูจังหวะดีๆ และแน่นอนว่าความเป็น HITMAN เราก็จะได้เจอกับตรรกะแปลกๆ ตามฉบับเกมนี้ผสมเข้ามาอยู่บ่อยๆ เช่น การที่ยามจะเดินทิศทางเดิมตลอด หรือการล่อความสนใจที่กดกี่ครั้งศัตรูก็จะเดินไปดูทุกครั้ง เป็นต้น


ฉากแอ็กชันที่รวดเร็วและเร้าใจ
ทางเลือกที่หลากหลายนี้อาจจะไม่ได้เยอะเท่า HITMAN นะครับ เพราะ First Light มีการเฉลี่ยฉากบู๊กับฉากลอบเร้นทำภารกิจให้ออกมาเท่าๆ กัน การยิงปืนทำออกมาได้ลื่นไหลกว่า HITMAN เยอะมากและสนุกสุดๆ ส่วนมากบอนด์จะพกแค่ปืนพกกระบอกเดียวและมีกระสุนไปน้อยนิด เมื่อถึงฉากบู๊เราจึงจำเป็นต้องยิงและเก็บปืนของศัตรูมาใช้อยู่ตลอดเวลา ทำให้การเล่นโดยเฉพาะฉากดวลปืนนั้นเราต้องทำตัวสมาธิสั้นครับ เพราะจะอยู่เฉยกับที่รอศัตรูเรียงหน้ามาให้ยิงไม่ได้ เราต้องขยับอยู่ตลอดเวลา วิ่ง ยิง เก็บปืน แล้วยิงต่อ ข้อดีคือมันจะรู้สึกเร็วและมันส์มาก เราจะได้เห็นฉากเท่ๆ ระหว่างดวลปืนเยอะมาก มีทั้งการยิงปลดอาวุธ ยิงขาให้สตัน ผสมผสานกับการต่อสู้ระยะประชิดที่ลื่นไหลพอสมควร สามารถจับศัตรูลากไปโขกสิ่งของได้ มีการเคาน์เตอร์ มีหลบหลีก อาจจะไม่ได้ลื่นไหลถึงขีดสุด แต่ผมค่อนข้างเอนจอยกับมัน ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพชัดๆ หมวดการบู๊ล้างผลาญนี้มีความเป็น Uncharted อยู่พอสมควร แม้จะไม่ลื่นไหลเท่า แต่ก็อยู่ในจุดที่น่าพอใจและเอนจอยได้ไม่น้อยเลย

ระบบขับรถและการออกแบบฉาก
ที่ขาดไม่ได้สำหรับซีรีส์ 007 คือการขับรถครับ และนี่เป็นครั้งแรกของ IO Interactive ที่ทำระบบขับรถด้วย ซึ่งเอาตรงๆ ผมว่ามันยังทำออกมาได้ไม่ค่อยดีนักแต่พอรับได้ ปัญหาหลักๆ คือวงเลี้ยวในการบังคับรถมันไปเยอะเกินไป ทำให้บังคับยาก (แต่อันนี้ผมใช้เมาส์กับคีย์บอร์ดเล่นนะครับ) บางฉากที่ต้องขับเรือยิงกับศัตรู เรือศัตรูก็ดันขับช้ากว่าจนไปอยู่ด้านหลัง ทำให้เราไม่ได้ยิง เป็นต้น การออกแบบฉากทำออกมาได้ค่อนข้างโอเค ไม่ยากเกินไปที่จะหาว่าต้องไปตรงไหนต่อ มีความสร้างสรรค์ฉบับเกม HITMAN ในการสำรวจหาความเป็นไปได้ หรือในฉากบู๊เราจะเห็นชัดเจนเลยว่าตรงนี้มันยิงกันแน่ๆ หลักๆ คือมันจะวางพวกถังแก๊สให้เรายิงระเบิดไว้เยอะมาก เพื่อให้คงคอนเซปต์ระเบิดภูเขาเผากระท่อมนั่นแหละครับ ซึ่งสนุกดี ได้เห็นฉากระเบิดมันส์ๆ ไปพร้อมกับการสาดกระสุน

Tutorial ที่ไร้รอยต่อและโหมดเสริม
สิ่งที่ผมอยากชมมากที่สุดคือความต่อเนื่องระหว่างฉากเล่าเรื่องที่ตัดมาเป็น Gameplay ได้อย่างลื่นไหล นี่เป็นหนึ่งในเกมที่ทำฉาก Tutorial ออกมาได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นมาเลยครับ มันเป็นการผสมผสานที่ให้บอนด์เข้าไปฝึกโปรแกรมสายลับผ่านการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ แล้วตัดมาให้เราบังคับเล่นอย่างต่อเนื่องแบบไวๆ ไม่มีเลยครับที่จะมาเล่ายืดยาวว่าทำแบบนี้ช่วยอะไร หรือมี Text ใหญ่ๆ มาอธิบายวุ่นวาย คือมันมีอธิบายแหละครับ แต่ในการเล่าเรื่องมันสอนให้เราทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เป็นการผสมผสาน Story กับ Gameplay ได้อย่างแนบเนียนและสนุกมาก การทำช่วง Tutorial ที่ปกติมักจะน่าเบื่อให้ออกมาเร้าใจขนาดนี้ ผมชื่นชมทีม IO Interactive จริงๆ

ระบบการเล่นถ้าจะเทียบให้เห็นภาพชัดๆ มันคือการนำ HITMAN กับ Uncharted มาผสมรวมกัน (อาจจะมี Watch Dogs บ้างนิดหน่อย) มองในมุมข้อเสีย มันอาจจะเป็นเกมที่ไม่ได้มีจุดเด่นของตัวเองชัดเจน เพราะเป็นการหยิบยืมระบบหรือภาพจำของหลายๆ เกมดังในตลาดมาประยุกต์ใช้ แต่การมีเนื้อเรื่องที่แบกรับไว้ บวกกับความโด่งดังของซีรีส์ มันกลับกลมกล่อมจนทำให้เรามองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้ แม้ Gameplay จะไม่ได้สุดทางไหนสักทางจนเป็นภาพจำ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสนุกและสะกดเราให้อยู่กับมันไปจนจบเกมได้อย่างยาวๆ นอกจากนี้ยังมีโหมด Tac-Sim สำหรับคนที่อยาก Replay ฉากต่างๆ เพื่อทำ Challenge ในการสังหารศัตรูเหมือนของ HITMAN ซึ่งทางค่ายก็เตรียมซัพพอร์ตเกมนี้อีกยาวๆ ผ่านโหมดนี้นี่แหละครับ แต่ส่วนตัวผมไม่ได้อินกับโหมดนี้เท่าไหร่นัก
Performance| กราฟิกที่สวยงามและรอคอยการอัปเกรด (8.4/10)
เอนจิน Glacier กับงานภาพที่ลื่นไหล
พูดคำว่า HITMAN ไปตั้งกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ ซึ่งผมก็จะพูดอีกครับ เพราะ 007 First Light ใช้เอนจิน Glacier ของทาง HITMAN ในการพัฒนา และอย่างที่ผมบอกว่า Gameplay มันออกมาดีกว่าที่คิดก็เพราะเอนจินนี้แหละครับที่ออกแบบมาเพื่อเกมลอบเร้นโดยเฉพาะ งานภาพของเกมถือว่าสวยในระดับมาตรฐานเกมสมัยนี้ ไม่ได้สวยเวอร์วังแต่มองแล้วเพลิดเพลินและน่าจดจำ แต่ก็มีบางฉากที่แสงเงาดูแปลกๆ จนภาพดูลอยๆ ไปบ้าง สาเหตุนั้นผมเดาว่าเกมนี้น่าจะทำมาเพื่อรอรองรับระบบจำลองแสง Ray Tracing อยู่พอสมควร ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ใส่เข้ามาตั้งแต่ Day One แต่ทาง IO Interactive บอกว่าจะอัปเดตเข้ามาให้ทีหลังในช่วงซัมเมอร์ปีนี้ครับ (แต่พวกพี่ๆ โปรโมตซะอย่างดีว่าเกมนี้จะใช้ Path Tracing ที่เป็นขั้นกว่าของ Ray Tracing แบบเต็มรูปแบบ) อีกอย่างหนึ่งที่เป็นข้อดีในแง่การตลาดคือ มันจะเป็นภาพจำให้คนเล่นเวอร์ชันแรกไปก่อน พออัปเดต Path หรือ Ray Tracing เข้ามา แล้วภาพมันยกระดับขึ้นไปอีกขั้นจริงๆ มันก็จะชวนให้คนกลับมาเล่นซ้ำหรือดึงคนมาซื้อเพิ่มได้ในภายหลัง

การปรับแต่งและการเล่นที่ไร้ปัญหา
แต่ก็นั่นแหละครับ การไม่ใส่ Ray Tracing เข้ามาตั้งแต่แรกมันก็มีข้อดี คือเกมไม่กินสเปคเวอร์แน่นอน รองรับการ Upscaling และ Frame Gen เต็มรูปแบบ ใครที่สเปคผ่านขั้นแนะนำก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรในการเล่นเลย ผมเล่นจนจบเกมไม่เจอบั๊กอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากพฤติกรรม NPC แปลกๆ นิดหน่อยตามสไตล์เกม HITMAN น่ะครับ แต่ผมก็มีเรื่องแอบบ่นนิดหน่อยตรงหน้า Setting ของเกม โดยเฉพาะหมวดตั้งค่าภาพมันไม่มี Preset ให้เลือกว่าจะปรับแบบ Low, Medium, High และการเลือกปรับแต่ละหัวข้อมันต้องกด Drop Down ลงมาทีละอัน ซึ่งแอบยุ่งยากไปหน่อย

SOUND DESIGN | บทเพลงแห่งสายลับที่ปลุกเร้าทุกอารมณ์ (9/10)
ดนตรีประกอบที่เคารพต้นฉบับ
ปกติผมจะไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องเพลงในหลายๆ เกมที่รีวิว แต่สำหรับ 007 First Light ผมว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ใช้เสียงเพลงในการนำเสนอได้ดีโคตรๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟรนไชส์นี้มีสูตรโกงความโด่งดังและความเป็นตำนานอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงเพลงธีมจากภาพยนตร์หลายๆ ภาคที่น่าจดจำ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถหยิบมาใส่เฉยๆ ได้เลย ทั้งธีมหลักของซีรีส์หรือเพลงประกอบจาก On Her Majesty's Secret Service ถูกนำมามิกซ์ใหม่โดยคู่หูดูโอ้ The Flight (ที่เคยทำเพลงให้ Gotham Knights และ Assassin's Creed Shadows) ซึ่งทำออกมาได้ตื่นเต้นเข้ากับการเล่าเรื่องเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพลงธีมหลักที่รีมิกซ์ใหม่ให้เร้าใจขึ้น ต้องขอชม IO Interactive ที่เลือกใช้เพลงในจังหวะต่างๆ ได้ดีเยี่ยม ตอนที่เพลงอันคุ้นเคยดังขึ้นระหว่างเล่นนี่ผมขนลุกเลยครับ
เพลงเปิดสุดอลังการและเสียงประกอบฉากแอ็กชัน
อีกหนึ่งจุดเด่นของซีรีส์ James Bond คือเพลงเปิด (Title Sequence) ซึ่งภาคนี้เล่นใหญ่จัดเต็ม โดยนำ David Arnold นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังที่อยู่คู่ James Bond มาหลายภาคกลับมาทำเพลงเปิดให้อีกครั้งกับบทเพลง First Light ขับร้องโดย Lana Del Rey ที่เธอมีความใฝ่ฝันอยากร้องเพลงให้ซีรีส์นี้มาตลอด และก็เป็นจริงในภาคนี้ เพลงโคตรดี โคตรเท่ มู้ดเยี่ยมจริงๆ เปิดฟังแล้วอยากจะหยิบสูทมาใส่เดินไปทั่วเลยด้วยซ้ำ
พวกเสียงประกอบต่างๆ เช่น เสียงปืน เสียงระเบิด ทำได้ตามมาตรฐานเกมในปัจจุบัน สนุก สะใจ เอนจอย แต่ไม่ได้โดดเด่นจนฝังลึกในใจอะไรขนาดนั้น เปรียบเทียบง่ายๆ มันคือเสียงตามหนังบู๊แอ็กชันที่เราดูกันนั่นแหละครับ ส่วนเรื่องเสียงพากย์ก็ไม่ต้องห่วง เพราะเกมนี้ใช้ Motion Capture ให้นักแสดงเล่นไปพร้อมกับการให้เสียง คุณภาพเสียงพากย์และอารมณ์จึงออกมาเหมือนภาพยนตร์อยู่แล้ว จะมีแค่ NPC บางตัวเท่านั้นที่อาจจะดูแปลกๆ ไปบ้าง