ล่าสุดเว็บไซต์ GameSpot รายงานว่า PNP Games ร้านค้าปลีกเกมอิสระสัญชาติแคนาดา ได้เป็นแกนนำในการตั้งแคมเปญล่ารายชื่อบนเว็บไซต์ Change.org ภายใต้หัวข้อ "Don’t Kill the Disc" เพื่อส่งเสียงสะท้อนของแฟนเกมทั่วโลกไปยังผู้บริหารของ Sony ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้ร่วมลงนามทะลุ 220,000 รายชื่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในระยะเวลาไม่กี่วัน
Jade Pearce ประธานบริหาร (CEO) ของ PNP Games ได้เปิดเผยผ่านการสัมภาษณ์ว่า อุตสาหกรรมแผ่นเกมนั้นค้ำจุนตำแหน่งงานนับพันตำแหน่งและธุรกิจขนาดเล็กอีกจำนวนมาก ตั้งแต่หน้าร้านค้าปลีก, ผู้จัดจำหน่าย, โรงงานผลิต, คลังสินค้า ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ รวมถึงตลาดแผ่นเกมมือสองและกลุ่มนักสะสม การตัดระบบแผ่นดิสก์ออกไปจึงเป็นการทำลายกลไกเศรษฐกิจท้องถิ่น บีบให้ผู้บริโภคไร้ทางเลือก และโยนสิทธิ์ขาดในการควบคุมราคาหรือการเข้าถึงเกมไปอยู่ในมือของเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งทำให้เกมเมอร์หลายคนเริ่มออกมาประกาศว่า หากอุตสาหกรรมคอนโซลจะมุ่งหน้าสู่ระบบดิจิทัลล้วนที่ผู้ซื้อไม่ได้สิทธิ์เป็นเจ้าของเกมอย่างแท้จริง พวกเขาก็พร้อมที่จะย้ายหนีไปประกอบคอมพิวเตอร์ PC แทน
นักวิเคราะห์สะกิดเตือนใจ "ความจงรักภักดีของคุณไม่มีค่าอะไรในสเปรดชีต"
อย่างไรก็ตาม Mat Piscatella นักวิเคราะห์จากสถาบัน Circana ได้ออกมาให้ความเห็นเชิงเตือนสติกลุ่มแฟนเกมอย่างตรงไปตรงมาว่า ความจงรักภักดีหรือความรักที่ผู้เล่นมีให้กับแบรนด์หรือแฟรนไชส์เกมนั้นไม่มีความหมายใดๆ ในเชิงธุรกิจ โดยเขาระบุว่าคุณจะรักระบบนิเวศของเกมที่คุณชอบขนาดไหนก็ได้ หรือจะคิดว่าความรอยัลตี้ที่สะสมมาหลายปีจะได้รับการตอบแทนกลับมา แต่ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้รักคุณตอบ และคุณเป็นเพียงแค่ตัวเลขตัวหนึ่งบนตารางบัญชีสเปรดชีตของพวกเขาเท่านั้น
Piscatella ระบุเพิ่มเติมว่า ด้วยแนวโน้มราคาของเครื่องคอนโซลยุคถัดไปอย่าง PlayStation 6 และเครื่อง Project Helix ของฝั่ง Xbox ที่คาดการณ์ว่าอาจพุ่งสูงถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่านั้น ทำให้ผู้ผลิตคอนโซลจำเป็นต้องรีดกำไรสูงสุดในส่วนที่ทำได้ ซึ่งการตัดงบประมาณฝั่งแผ่นดิสก์ออกไปคือทางเลือกที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มส่วนต่างกำไรเพื่อชดเชยต้นทุนการผลิตเครื่องที่สูงลิ่ว
เผยตัวเลขส่วนต่างกำไร เหตุผลที่ดิจิทัลล่อใจจน Sony ไม่คิดจะถอย
ข้อมูลเชิงลึกจากการวิเคราะห์ตัวเลขรายได้ระบุชัดเจนว่า สำหรับการขายเกมรูปแบบแผ่นดิสก์ดั้งเดิมในราคา 70 ดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นเกมในเครือของตนเอง (First-party) ทาง Sony จะได้รับเงินไปประมาณ 45.50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 65% เนื่องจากอีก 30% ต้องแบ่งให้ร้านค้าปลีก และอีก 5% เป็นค่าผลิตแผ่น ส่วนกรณีที่เป็นเกมจากค่ายอื่น (Third-party) วางจำหน่ายแบบแผ่น ทาง Sony จะได้รับค่าลิขสิทธิ์แพลตฟอร์มเพียงแค่ราวๆ 15% เท่านั้น
ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิทัลผ่านหน้าร้านค้า PlayStation Store หากเป็นเกม First-party ทาง Sony จะได้รับเงินไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 100% จำนวน 70 ดอลลาร์สหรัฐโดยไม่ต้องแบ่งให้ใคร และหากเป็นเกมจากค่ายคู่ค้าอื่นหันมาขายในรูปแบบดิจิทัลร้อยเปอร์เซ็นต์ Sony ก็จะได้รับค่าธรรมเนียมในฐานะเจ้าของสิทธิ์แพลตฟอร์มทันที 30% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 21 ดอลลาร์สหรัฐต่อทุกๆ การขายเกมหนึ่งกล่อง
ด้วยตัวเลขส่วนต่างที่ห่างกันมหาศาลขนาดนี้ Serkan Toto จากสถาบัน Kantan Games จึงมองว่า Sony จะไม่มีวันเปลี่ยนใจจากนโยบายนี้อย่างแน่นอน เขาระบุว่าทางค่ายรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่ากระแสตอบรับบนโลกออนไลน์จะออกมาดุเดือดขนาดไหน และพวกเขาก็แค่กำลังนั่งรอให้พายุลูกนี้พัดผ่านไปเท่านั้น เพราะสมมติต่อให้มีคนร่วมใจกันยกเลิกสิทธิ์สมาชิก PlayStation Plus เพื่อประท้วงถึง 500,000 คน มันก็คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1% จากฐานสมาชิกทั้งหมด 50 ล้านคน ซึ่งไม่มากพอจะทำให้ระบบหลังบ้านของ Sony หันมาทบทวนหรือเปลี่ยนแนวทางใหม่เลย เนื่องจากระบบดิจิทัลนั้นทำเงินให้มหาศาลและคุ้มค่าเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปได้
ที่มา GameSpot