Perfect World Games ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายเกมยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของเกมระดับเรือธงตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Neverness to Everness (NTE) เกมแนว Urban Open-World RPG สไตล์อนิเมะ ที่สามารถทำรายได้รวมทั่วโลกผ่านหลัก 1,400 ล้านหยวน (ประมาณ 207 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้สำเร็จ ภายในระยะเวลาการเปิดให้บริการเพียงแค่ 2 เดือน (นับตั้งแต่วันเปิดตัววันที่ 29 เมษายน จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026)
ตามรายงานคาดการณ์ผลประกอบการครึ่งปีแรกของบริษัทที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่าแพลตฟอร์มหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกม NTE มากที่สุดคือ PC และ Android ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่แพลตฟอร์มอื่นๆ ก็สร้างสถิติที่น่าประทับใจเช่นกัน โดยตัวเกมสามารถทำยอดรายได้ทะยานขึ้นสู่ Top 5 บนระบบปฏิบัติการ iOS ทั้งในตลาดประเทศจีนและตลาดโลกในหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และยังสามารถคว้าอันดับ 1 บนชาร์ตดาวน์โหลดของ PlayStation Store ในประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศได้อีกด้วย
แม้ว่ารายได้จากการปฏิบัติการของเกม NTE จะอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก แต่ทาง Perfect World Games คาดการณ์ว่าผลประกอบการโดยรวมในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2026 นี้จะยังคงแสดงตัวเลขขาดทุนสุทธิ (Net loss) อยู่ที่ประมาณ 80 ล้าน ถึง 120 ล้านหยวน (ประมาณ 12 ล้าน ถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สาเหตุหลักมาจากความเหลื่อมล้ำทางบัญชีระหว่างค่าใช้จ่ายและรายรับ เนื่องจากบริษัทได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับแคมเปญการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในช่วงสัปดาห์เปิดตัวและการเปิดทดสอบ Global Open Beta ในช่วงเดือนเมษายน ทว่าทางบริษัทคาดว่าตัวเลขผลกำไรที่แท้จริงจากการดำเนินงานของเกม NTE จะเริ่มถูกสะท้อนและรับรู้ในรายงานงบการเงินอย่างเป็นทางการตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นสถานะทางการเงินของบริษัทได้อย่างแข็งแกร่ง
ตัวเลขรายรับจำนวน 1,400 ล้านหยวนของเกม NTE ในระยะเวลาเพียง 2 เดือนแรกนี้ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างรายได้ของบริษัท โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 25% ของรายได้รวมจากแผนกเกมทั้งหมดของ Perfect World Games ในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา (ซึ่งทำไว้ที่ 5.71 พันล้านหยวน หรือประมาณ 844 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
แม้ว่าธรรมชาติของเกมรูปแบบ Free-to-Play จะมีแนวโน้มที่ยอดรายได้จะค่อยๆ ลดระดับความร้อนแรงลงตามระยะเวลาการเปิดให้บริการ แต่ประสิทธิภาพในการทำเงินในช่วงเปิดตัวครั้งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Neverness to Everness ได้ก้าวขึ้นมาเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับแม่เหล็กที่จะสร้างกระแสเงินสดและผลประกอบการที่มหาศาลให้กับบริษัทในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดเกมสไตล์อนิเมะในปัจจุบัน
ที่มา :automatron