รีวิว The Adventures of Elliot The Millennium tales - กลิ่นอาย Zelda ในโลก HD-2D อันงดงาม

แชร์เรื่องนี้:
รีวิว The Adventures of Elliot The Millennium tales - กลิ่นอาย Zelda ในโลก HD-2D อันงดงาม

ในช่วงหลังๆ มานี้เราจะเห็นเกมแนว Pixel Art ภาพสวยๆ ในโลกที่มีแสงสีงดงาม ออกมาค่อนข้างเยอะ โดยที่เราจะรู้จักเกมภาพสไตล์ประมาณนี้ว่าเกมแนว HD-2D ที่มีโลกอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งสีและงานภาพเป็นสิ่งที่โดดเด่นจนไม่สามารถมองข้ามได้ เอาจริงๆ ตัวผมเองชอบอาร์ตสไตล์แบบนี้เอามากๆ ตั้งแต่ Octopath เป็นต้นมาก็รู้สึกว่า เออ งานของค่าย AAA อย่าง Square ก็สามารถหาทางนำเสนองานแบบนี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม และเมื่อปีที่แล้วหลายคนก็ตื่นเต้นไปกับการเปิดตัวเกม HD-2D ใหม่ ที่จะไม่ใช่เกมสไตล์ JRPG แต่เปลี่ยนเป็นเกมแอ็กชันเต็มตัวกันไม่มากก็น้อย และผมเองก็รอเล่นมันมานานมาก แล้วเกมนี้จะสมการรอคอยหรือไม่ รีวิวนี้มีคำตอบครับ

STORY | มหากาพย์ข้ามเวลาที่เดาทางง่ายและคู่หูช่างจ้อ (6.2/10)

เรื่องราวของเกมนี้เกิดขึ้นใน อาณาจักรฮูเธอร์ (Kingdom of Huther) โดยมีตัวเอกคือ Elliot นักผจญภัยใจดี ที่ดูทรงจะเหมือนลูกเสือมากกว่า Elliot โตในสถานเด็กกำพร้า เขาเติบโตขึ้นมาโดยตั้งเป้าเป็นนักผจญภัยอย่างจริงจัง เพื่อหาเงินเลี้ยงเด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี่แหละ Elliot พร้อมช่วยเหลือชาวเมืองในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่ภารกิจเล็กๆ อย่างการตามหาหวีที่หายไปของภรรยาผู้ล่วงลับ ตามหาแมว ช่วยหาของ ไปจนถึงภารกิจกู้โลก จุดเริ่มต้นของมหากาพย์กอบกู้โลกเกิดขึ้นเมื่อพระราชาทรงมอบหมายให้ Elliot ไปสำรวจซากปรักหักพังโบราณที่เพิ่งถูกค้นพบ ทว่าเหตุการณ์กลับบานปลายเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับวายร้ายลึกลับที่มีความสามารถในการเดินทางข้ามกาลเวลา เพื่อหวังจะข้ามเวลาไปเปลี่ยนอดีต เพื่อปรับเปลี่ยนอนาคต Elliot จึงต้องออกเดินทางข้ามเวลาไปใน 4 ยุคสมัย พร้อมกับ Faie แฟรี่คู่หูช่างจ้อ ที่พูดมากฉิบหาย แบบพูดไม่หยุด เพื่อหยุดยั้งแผนการร้ายนี้ แม้ว่า Elliot จะเป็นคนซื่อๆ ที่เดินไปบอกทุกคนรวมถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ดื้อๆ ว่า "เฮ้ย ผมมาจากอนาคตนะ" แถมไม่มีใครทักท้วงเรื่องความน่ากลัวของการเปลี่ยนแปลงอดีตเลยแม้แต่คนเดียว แต่เขาก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับอุปสรรคทุกอย่างด้วยรอยยิ้มและความมองโลกในแง่ดี เพื่อไม่ให้ครอบครัวที่เชื่อว่าเขาเป็น นักเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ต้องผิดหวัง

Elliot รับภารกิจจากพระราชา

เอาจริงๆ ตอนที่ The Adventure of Elliot ปล่อยตัวอย่างออกมาแล้วผมไปหาข้อมูลว่าเกมนี้ทีมไหนเป็นคนทำ แล้วผมก็ได้พบว่าทีมที่ทำคือ Team Asano ใน Square ที่มีผลงานเด่นๆ อย่าง Octopath Traveller และ Bravely Default ทั้งภาคต้นฉบับและ HD Remastered ผมก็คาดหวังทันทีเลยว่า เนื้อเรื่องแม่งต้องถึงแน่ๆ เพราะทั้งสองเกมนั้นก็มีความดาร์กแฟนตาซีที่กล้าเล่นพอสมควร แต่พอเล่น Elliot แล้วโทนของเกมกลับเป็นตรงกันข้ามไปเลย คือความดาร์กของเกมที่คาดหวังเรียกว่าแทบไม่มีเลยครับ ซึ่งถามว่าผิดไหมก็ต้องบอกว่าเกมมันไม่ได้ผิดเลย แค่เลือกนำเสนอในแนวทางนี้เท่านั้น ถ้าใครที่คาดหวังอยากได้ความดิบแบบ Octopath หรือว่า Bravely Default แบบผมก็อาจจะต้องผิดหวังไปบ้าง

เนื้อเรื่องของ Elliot จะมีการปูปริศนาหลายๆ อย่างเอาไว้ตั้งแต่ต้นเกม ทั้งที่มาของ Elliot ต้นกำเนิดราชวงศ์ พลังเวทมนตร์ต่างๆ ในเกม หรือแม้กระทั่งเรื่องราวของ Faie แฟรี่ที่เป็นคู่หูของเรา แต่ตัวเกมกลับมีการเฉลยน้อยมาก ถ้าหากคุณเล่นเกมจบแบบธรรมดา ถ้าคุณอยากรู้เรื่องราวที่ถูกปูเอาไว้ทั้งหมดของเกม คุณจำเป็นจะต้องจบแบบ True Ending เท่านั้นครับ ถามว่าการทำแบบนี้มันผิดอะไรไหม ก็ต้องบอกว่าไม่เลย แต่พอการจบแบบธรรมดาที่เรียกว่ามันไม่เฉลยอะไรเลยเนี่ย ผมก็รู้สึกว่ามันเกินไปหน่อยครับ อย่างน้อยปมหลักๆ ของเรื่องก็สมควรจะเฉลยหน่อยนึง แต่นี่คือมันไม่ได้บอกอะไรเลย บังคับให้เราไปเล่นแบบ True Ending มากกว่าแทน การเล่นแบบจบแบบธรรมดาเราได้เรียนรู้น้อยมาก สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ World Setting ของเกมในแต่ละยุคสมัยมากกว่านั่นแหละครับ

Elliot ผจญภัยกับ Faie

สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดของเกมนี้ก็คงหนีไม่พ้น Faie นี่แหละครับ ที่ใครเห็นแล้วก็คงพอรับรู้ได้ว่ามันมาจาก Fairy Navi ใน Zelda แน่ๆ เพราะอะไรใช่ไหมครับ เพราะแม่งพูดมากโคตรๆ คือในหลายๆ จังหวะการทำเควสต์ย่อยของเกม เฟย์ก็จะมีการออกความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์อยู่บ้าง ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่ความถี่ในการพูดของเฟย์มันช่างบ่อยและน่ารำคาญเอามากๆ ถึงแม้ว่าตัวเกมมีตัวเลือกให้ปรับ ให้เฟย์พูดน้อยลง แต่ก็ต้องพูดว่ามันแทบไม่ได้ช่วย สำหรับผมแล้ว การที่มีคู่หูคอยพร่ำไปเรื่อยมันไม่ได้ผิดอะไร แต่พอระหว่างการเล่นแล้ว เฟย์มักจะเป็นตัวละครตัวเดียวที่พูดอยู่นี่แหละที่เป็นปัญหา หลายๆ ครั้ง เฟย์จะถาม Elliot ว่าอันนั้นมันคืออะไร หรือสงสัยอะไรบางอย่าง ตัวของ Elliot เองก็ไม่เคยตอบเฟย์เลยแม้แต่ครั้งเดียว จริงๆ ก็ตอบตาม Cutscene เนื้อเรื่องนั่นแหละ แต่ระหว่างการเล่นนี่ไม่มีเลย คือเค้าอาจจะคิดว่าเฟย์มันเป็นแฟรี่ที่ไม่มีคนเห็นตัว มีแค่ Elliot คนเดียวที่มองเห็น Elliot เลยไม่ตอบหรือเปล่า ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ เพราะหลายๆ ครั้ง ในเกมที่เป็น Cutscene Elliot ก็เลือกจะตอบเฟย์และเฉลยคนอื่นไปว่าอ๋อ นี่แฟรี่อ่ะ นายมองไม่เห็นหรอก โอเค มันอาจจะเป็นข้อยกเว้นเฉพาะในบางตัวละครผมก็พอจะโอเคอยู่ แต่พี่ ให้ Elliot ตอบเฟย์นอกเมืองที่มีแต่มอนสเตอร์ไม่ได้เรอะ

การข้ามเวลาถือเป็นจุดเด่นของเกมนี้ แต่น่าเสียดายที่การเล่าเรื่องไม่ได้ช่วยรักษาแผลอะไรให้กับเกมเลย โครงเรื่องในช่วงเริ่มต้นนั้นเป็นสูตรสำเร็จที่เดาทางได้หมด ที่ปรึกษาผู้ทรยศหวังฮุบราชบัลลังก์ ย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อแย่งชิงอาวุธในตำนาน จริงอยู่ว่าวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่หลายเรื่องก็เริ่มต้นจากพล็อตที่ธรรมดาไม่ต่างจากนี้ แต่ปัญหาของเกมนี้อยู่ที่ จังหวะในการเล่า ตลอดการผจญภัยส่วนใหญ่ เนื้อเรื่องหลักจะย่ำอยู่กับที่ และจะคืบหน้าผ่านการเดินทางสำรวจย่อยๆ ของ Elliot เท่านั้น ในท้ายที่สุด มันต้องรอจนกระทั่งบทสรุปแรกที่ถูกจงใจใส่เข้ามาให้รู้สึกขมขื่นจบลง

ประตูวาร์ป

การเดินทางข้ามเวลา การแก้ไขอดีต มันควรจะสร้างความตื่นตาตื่นใจในเรื่องของ ผลลัพธ์ที่ตามมา เรื่องของปัจจุบันที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ภายใต้รอยเท้าของผู้ที่ไปเปลี่ยนแปลงช่องแคบแห่งกาลเวลา ลองนึกถึงเกมอย่าง Steins;Gate หรือการหักมุมบางช่วงใน Chrono Trigger ที่ซึ่งการกระทำเพียงเล็กน้อยจะส่งผลสะท้อนต่ออนาคต ตามทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกนั่นแหละ แต่สำหรับเกมนี้ แทบไม่มีอะไรที่ส่งผลสะท้อนกลับมาจริงๆ เลย ยกเว้นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง ที่ผมขอละเว้นไว้ไม่สปอยล์ตรงนี้ อดีตยังคงเป็นเพียงฉากหลังที่ไร้ชีวิต และการเดินทางข้ามเวลาก็เป็นเพียงข้ออ้างในการออกแบบ Level Design เท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวผมไปว่าต่อในด้านของเกมเพลย์ครับ

Gameplay | แอ็กชันผจญภัยสไตล์ Zelda ที่สนุกแต่ดันเจี้ยนซ้ำซาก (8.5/10)

เราเห็น HD-2D กันมาตั้งเยอะแยะ ในยุคสมัยนี้ และเกมเหล่านั้นมักจะเป็นเกม Turn Based RPG กันเต็มไปหมดเลย ซึ่งก็น่าจะสามารถพูดได้แหละว่าภาพ HD-2D นั้นมันดูเหมาะกับบรรยากาศเกม Turn-based เอามากๆ แต่รอบนี้กับ The adventure of Elliot มันกลับไม่ได้เป็นอย่างรุ่นพี่ของมัน แต่กลับเปลี่ยนเกมเพลย์ให้เหมือนกับ Zelda ยุค 2D มากกว่า ซึ่งอันนี้ทีมงานผู้พัฒนาเค้าก็ออกมาพูดเองเลยว่าตัวเกมนั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก Zelda นั่นแหละครับ ตัวเกมจะเป็น Action ที่เราสามารถใส่อาวุธได้สองแบบพร้อมๆ กัน แต่จะมีอาวุธให้เลือกมากถึง 7 แบบ ก็จะมีตั้งแต่ดาบ หอก ธนู บูมเมอแรงอะไรพวกนี้ ซึ่งอย่างที่ว่าไปเราสามารถใช้ได้พร้อมกันถึงสองอาวุธด้วยกัน และการโจมตีก็จะมีแค่สองแบบเท่านั้นคือ โจมตีธรรมดา และ ชาร์จโจมตีครับ พูดกันตามตรงถึงแม้ว่าวาไรตี้ของอาวุธจะมีมากมาย แต่การที่มันสามารถโจมตีได้แค่สองแบบก็ดูน่าเบื่อไปสักเล็กน้อยครับ คือสองแบบที่ว่ามันก็มีแค่แบบนั้นเลย ใช้ดาบก็ใช่ว่ากดฟันรัวๆ แล้วมันจะต่อคอมโบให้ มันก็แค่ฟันไปด้านหน้าเฉยๆ ถ้าชาร์จโจมตีก็จะเป็นการยิงคลื่นดาบไปข้างหน้าเท่านั้น แต่มันก็ทดแทนด้วยอีกระบบนึงที่เรียกว่า Magicite ที่แน่นอนว่าถูกหยิบยืมมาจากเกมอื่นด้วยเช่นกัน ว่าง่ายๆ มันก็คือการ Modification ให้กับอาวุธชิ้นนั้นๆ นั่นแหละครับ เช่นของธรรมดาทั่วไปอย่าง เพิ่มพลังโจมตี ลดเวลาการชาร์จ ติดคริบ่อยขึ้น จนไปถึง Magicite สำหรับคอมโบกันเอง เช่นใช้ Magicite ที่ทำให้ปาบูมเมอแรงแล้วสตันศัตรู จะได้มีเวลาไปชาร์จค้อนที่ใส่ Magicite ชาร์จโหดๆ มาโจมตี คือโดยพื้นฐานมันก็สร้างสรรค์แหละครับ แต่สำหรับผมช่วงกลางๆ เกมถึงท้ายเกมมันแทบไม่มีประโยชน์เลย เพราะเมื่อเราปลดความสามารถในการแพร์รีศัตรูมาได้แล้ว เราก็แค่แพร์รีแล้วฟันๆ มันก็จบไป ตายเร็วกว่าคอมโบ Magicite เยอะ แถม Magicite นี่ถ้าได้ดาวต่ำๆ มาจากการสุ่ม ประสิทธิภาพมันก็ไม่ได้ดีอีกต่างหาก

ระบบ Magicite

แม้ว่าระบบคอมแบทจะไม่ได้หวือหวามาก เกมก็จะช่วยเสริมความอยากฟาร์มของเราไปเล็กน้อย ด้วยการเพิ่มระบบ Chain Combo ขึ้นมาครับ ซึ่งคอมโบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าต่อคอมโบอะไรแบบนี้ แต่มันเป็นระบบที่ถ้าเราสามารถปิดมอนสเตอร์โดยที่ไม่โดนดาเมจได้ เราจะได้คอมโบมา ซึ่งคอมโบเหล่านี้จะเป็นตัวคูณดรอปเงินจากมอนสเตอร์ให้เราครับ โดยมันจะเริ่มตั้งแต่ 1 ดาว เมื่อเราจัดการมอนสเตอร์ได้ 5 ตัวโดยที่ไม่โดนโจมตีเลย ไป 2 ดาวที่ 15 ตัว และสูงสุดอยู่ที่ 3 ดาวที่ 30 ตัวครับ เอาจริงๆ ระบบนี้ผมค่อนข้างเพลินมาก เพราะมันเป็นเหมือนการชาเลนจ์ไปในตัวว่าเราจะสามารถลากคูณดรอปนี้ไปดาวยาวถึงกี่ตัวกัน แต๊ แต่ แต่ แต่ มันก็ดันมาทำให้ผมเซ็งตรงที่มันสามารถเชนได้สูงสุดแค่ 99 ตัวเท่านั้น อันนี้ผมก็ไม่ค่อยเก็ตว่าเค้าจะทำแคปไว้ทำไมนะ ทำไมไม่ปลดล็อกให้สามารถลากไปเรื่อยๆ ได้เลย

เก็บคอมโบ

นอกจากการโจมตีด้วยอาวุธทั่วๆ ไปแล้ว ตัวเกมจะมีการโจมตีอีกแบบ หรือเรียกว่าเป็นตัวซัพพอร์ตก็ได้ อย่าง Faie ครับ ในเกมนี้เราสามารถใช้ Faie ในการช่วยเหลือเราได้ตลอดทั้งการเล่น และมันจำเป็นมากๆ เพราะมันใช้ในการผ่าน Puzzle บางอย่างของเกมด้วย Faie จะมีความสามารถ 5 อย่างด้วยกัน ก็อย่างเช่นไฟที่เอาไว้จุดคบเพลิง หรือ Sprint ที่เอาไว้วิ่งเร็วครับ ซึ่งความสามารถทั้งหมดก็จะสามารถอัปเกรดได้ผ่านการชาเลนจ์ใน Shrine คล้ายๆ กับ Zelda นั่นแหละ แล้วมันก็จะอัปความสามารถเหล่านั้นเป็นเลเวล 2 อย่างไฟตอนแรกก็แค่ทำให้ศัตรูติดไฟเฉยๆ แต่พออัปเกรดแล้ว เวลาเรากดให้ Faie หยุดใช้ไฟ มันก็จะระเบิดออกมาเป็นต้น ว่ากันตามตรง ระบบความสามารถของ Faie นี่ผมรู้สึกชอบเป็นพิเศษ เพราะมันสามารถพลิกแพลงสถานการณ์ได้หลายอย่าง อย่างเช่นท่าพายุที่ในเกมเค้าจะแนะนำว่าเอาไว้ดูดศัตรูกับไหที่วางอยู่ตามฉากมาชนกันเพื่อสร้างดาเมจ แต่พอเราเล่นและลองไปเรื่อยๆ เราจะรู้ว่ามันสามารถทำได้เยอะกว่านั้นเยอะ เช่นถ้าผมเจอศัตรูจำนวนมากๆ ผมมักจะวางระเบิดเอาไว้ แล้วเอาพายุดูดศัตรูกับระเบิดผมไปรวมกัน ทำให้เคลียร์ศัตรูได้เร็วมากๆ หรือไม่ก็ดูดศัตรูลงเหวไปเลยก็ทำได้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็นั่นแหละ บางสกิลก็แทบจะไม่มีประโยชน์ในการช่วยเหลือการต่อสู้เลย หรือจะเรียกว่า สกิลอื่นๆ มันดีเกินไปก็ได้

พลังของ Faie

Base ของเกมจะเป็นเกมโลกเปิดผจญภัยที่เราสามารถเดินทางไปมาใน 4 ยุคสมัยได้ โดยแผนที่ทั้ง 4 นั้นเรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกันทุกประการ มีต่างกันเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น จะมีที่เปลี่ยนหลักๆ ก็เป็นแค่เมืองหลักเท่านั้นเองครับ ซึ่งสำหรับผมตรงนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดของฝั่งเกมเพลย์แล้ว คือในเชิงการเล่าเรื่องแล้วมันก็แทบจะไม่ได้ส่งผลอะไร แต่พอเป็นด่านหรือดันเจี้ยนที่มีการรียูสใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก ยิ่งเกิดปัญหาสำหรับผม คือไม่ใช่ว่าดันเจี้ยนมันจะเหมือนเดิมทุกอย่าง 100% เลย แต่ก็น่าจะเรียกได้ว่าแต่ละดันเจี้ยนมันแทบไม่เปลี่ยนไปเลยครับ คือดันเจี้ยนหลักๆ 1 ดันเจี้ยนก็จะมีบอสประจำดันเจี้ยนอยู่ 1 ตัว ซึ่งผมก็คาดหวังว่าเอ้อ มีทั้งหมด 4 ยุค แต่ละยุคมันคงจะมีบอสที่แตกต่างกันไปแหละ จะได้เพิ่มวาไรตี้ใน Revisit สถานที่เดิมซ้ำๆ หน่อย แต่พอถึงเวลาจริง ไม่ครับ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีบอสไม่ซ้ำนะ แต่มันไม่มีบอสเลย คือผมยกตัวอย่างดันเจี้ยนไฟละกัน จะมีอยู่ 1 ยุคที่เราสามารถผจญภัยดันเจี้ยนได้จนกระทั่งเจอบอส จบบอสก็ได้ของรางวัล แต่แล้วอีก 3 ยุคที่เหลือมันกลับไม่ให้เราผจญภัยในดันเจี้ยนเดิมซ้ำเลย คือมันจะต้องมีอุปสรรคอะไรสักอย่างในการปิดดันเจี้ยนนั้นๆ ไป กลายเป็นว่า เราสามารถเข้าไปได้แค่เพื่อเก็บกล่องอะไรพวกนี้เท่านั้นเองครับ ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าไม่ใช่พวกสายเก็บของครบ 100% นี่ก็แทบจะไม่มีความจำเป็นจะต้องไปลงดันพวกนี้ซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 2 เลยด้วยซ้ำครับ นี่รวมถึงพวกมอนสเตอร์หน้าเมืองในแต่ละยุคที่ผมคาดหวังว่าจะมีความแตกต่างกันสักหน่อย แต่มันก็เป็นมอนสเตอร์ชุดเดิมๆ ที่เราเจอหน้านั่นแหละ เพียงแค่ว่ามันเก่งขึ้น หรือไม่ก็ Reposition ของมอนสเตอร์เท่านั้นเอง จะมีแค่มอนสเตอร์บางตัวเท่านั้น ที่บางยุคอาจจะไม่มี แต่รวมๆ แล้วมันดันซ้ำกันอย่างเหลือเชื่อครับ

สิ่งหนึ่งที่ต้องชมของเกมนี้เลยคือ Quality of Life ครับ ซึ่งในเกมนี้นั้นเรียกได้ว่าอัดแน่นมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Fast Travel การดูเควสต์หรืออะไรพวกนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะ Magicite ที่เราจำเป็นจะต้องไปสุ่มกับพ่อค้านี่แหละ คือพวก Magicite ที่เราได้มาซ้ำ และเป็นระดับต่ำกว่าที่เรามีอยู่ ตัวเกมจะทำการย่อยมันให้กลายเป็นเศษ Magicite โดยอัตโนมัติไปเลย ทำให้เราสามารถเล่นเกมได้อย่างสะดวกเอามากๆ แต่ก็จะมีติเล็กน้อยที่เป็นส่วนที่ผมค่อนข้างรำคาญเลยครับ นั่นก็คือการแจ้งเตือนเมนูบางอย่าง คืองี้ครับ ในช่วงต้นของเกมหลังจากที่ Elliot จะได้เจอกับ Faie แล้ว เราจะปลดล็อกความสามารถในการฟื้นคืนชีพให้กับ Elliot ระหว่างที่เล่นอยู่ ด้วยการจ่ายเงินเป็นมูลค่า 200 ทอง แล้วก็ลุยดันเจี้ยนได้ต่อเลย ซึ่งตอนที่ตายครั้งแรก เกมก็จะขึ้นไกด์เตือนขึ้นมาว่า นี่นะ คุณสามารถคืนชีพ Elliot ได้ด้วยเงิน 200 ทองเท่านั้น คุณจะคืนชีพหรือไม่ หรือว่าจะกลับไปเกิดใหม่ ซึ่งมันก็ถือเป็นเรื่องปกติใช่ไหมครับ แต่ถ้าคุณปิดไกด์นั้นแล้ว แล้วเลือกที่จะไม่คืนชีพ เมื่อคุณตายใหม่อีกครั้ง ไกด์มันก็จะขึ้นมาบอกอีกรอบครับ ซึ่งมันจะเป็นแบบนี้กับทุกไกด์ ถ้าคุณไม่ได้ลองทำดู ไกด์ก็มาวนเวียนให้คุณกดปิดอยู่นั่นแหละ คือตอนผมเล่น ผมไม่อยากเสียทองไง ผมเลยไม่อยากกดชุบชีวิต แล้วพอผมตายใหม่ซ้ำๆ มันก็ขึ้นเตือนอยู่นั่น จนสุดท้ายผมก็ต้องยอมจ่ายไป 200 เพื่อให้ไกด์มันเลิกขึ้นมาอีก เพื่อที่รอบหน้าผมจะได้โหลดกลับเช็กพอยต์ได้เร็วๆ อารมณ์มันเหมือนผมโดนรีดไถอ่ะครับ เพราะเอาจริงๆ มันขึ้นมาแค่รอบแรกก็พอแล้ว แล้วค่อยให้ผู้เล่นไปเช็กไกด์ในเมนูอีกทีก็ได้ถูกมะ อีกหนึ่งอย่างของ QoL ที่ผมรู้สึกว่ามันน่าจะอัปเกรดได้นิดนึงก็คือเรื่องของเควสต์ย่อยนี่แหละ ที่เวลาเปิด Navigation มันไม่สามารถเปิดหลายๆ อันได้พร้อมๆ กัน ถ้าอยากทำเควสต์ไหนก็ต้องไปเปิดทีละเควสต์ พอทำเควสต์เสร็จก็ค่อยไปเปิดอีกอันต่อ ซึ่งช่วงแรกก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่พอช่วงหลังที่เควสต์เยอะๆ ก็ทำให้รู้สึกรำคาญเล็กน้อยครับ แต่เอาจริงๆ มันก็พอมองข้ามได้แหละเนาะ

Performance | งานศิลป์ HD-2D สุดตระการตาที่สะดุดเพราะหน้าจอโหลด (7.0/10)

The adventure of elliot นั้นใช้ Engine เรือธงที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Unreal Engine 5 ครับ และการรีวิวครั้งนี้ผมก็เล่นมันบนเครื่อง Nintendo Switch 2 ตัวเกมสามารถรันได้ดีทั้งสองโหมด ทั้งโหมด Docking และ Handheld โดยที่จะรันความละเอียด 4K บนโหมด Dock ที่ 60 FPS และ Handheld เป็น Full HD ที่ 60 FPS เท่าๆ กัน ว่ากันตามตรงเกมแบบ HD-2D นี่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเรื่องประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ และเกมก็สามารถรันได้อย่างลื่นไหลจริงๆ แต่ก็จะมีอาการเฟรมดรอปบ้างบนโหมด Handheld หากศัตรูบนหน้าจอเยอะเกินไปครับ ก็ถือว่ายังอยู่ในขั้นที่รับได้ ส่วนทางด้านบั๊กของเกมอะไรพวกนี้ตั้งแต่เล่นมาผมไม่เจอเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถือว่าตัวเกมนั้นสามารถขัดเกลาประสิทธิภาพตรงนี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

เรื่องของงานศิลป์ผมคิดว่าผมคงไม่ต้องพูดอะไรมากมายนัก เพราะ HD-2D มันก็เป็นเครื่องหมายการค้าของ Square อยู่แล้ว ที่มันสามารถรวมกันระหว่างความนอสตัลเจียอย่างภาพ 16-bit เข้ากับฉากหลังอันสวยงามตระการตา และมันก็เข้ากันอย่างมากกับการผจญภัยในรูปแบบของ Zelda Like ได้เป็นอย่างดีเลยครับ

งานภาพแจ่มๆ

ถึงแม้ว่าผมจะชมไปขนาดนี้ แต่หนึ่งในสิ่งที่ร้ายแรงสำหรับผมมากๆ และสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจอยู่ไม่น้อยก็คือ Loading Time ครับ ระยะเวลาในการโหลดฉากมันเยอะเกินไปมากๆ การเข้าดันเจี้ยนหรือปราสาทนั้น จะกินเวลาการเปลี่ยนฉากไปแต่ละครั้งประมาณ 2-3 วินาที ซึ่งบางครั้งผมก็งงว่า พี่จะต้องโหลดเยอะขนาดนี้เลยหรอไง เพราะเอาจริงๆ หลายๆ แมปมันน่าจะทำเป็นส่วนเดียวกันได้เลย คือเวลาเราเข้าบ้านชาวบ้านในเมืองจะไม่มีการโหลดฉากเลย แต่จะเป็นการซูมอิน แล้วเปลี่ยนฉากเป็นบ้าน แต่พอเป็นบางส่วนอย่างปราสาท ที่อาจจะพูดได้ว่าใหญ่หน่อยเนี่ย เกมมันโหลดแล้วโหลดอีก เดินลงบันไดเปลี่ยนฉากนิดนึงก็โหลด คือเอาจริงๆ โหลดได้ไม่ว่า แต่นี่พี่ก็นานไปหน่อย บวกกับบางสถานที่ มันก็ใหญ่พอๆ กับปราสาท อย่างโรงเรียนเวทมนตร์เนี่ย ผมคิดว่าสัดส่วนมันไม่ต่างกับปราสาทเยอะเลย แต่ทำไมมันกลับไม่ต้องโหลดฉาก แต่กับปราสาทมันต้องโหลดด้วย ซึ่งอันนี้แหละที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้วทีมงานน่าจะทำพื้นที่อย่างปราสาทให้ไม่ต้องโหลดได้ หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ปราสาทกับใต้ดินนี่แหละ ที่แบบพื้นที่ใต้ดินก็เล็กนิดเดียว พี่ยังจะให้ผมโหลดอีกหรอ

Sound Design | ดนตรีประกอบสุดไพเราะกับเสียงเอฟเฟกต์ที่แบนราบ (8.3/10)

Square Enix กับดนตรีประกอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงกันไม่ได้ และยิ่งทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบเสียงในเกมนี้ คือทีมเดียวกับที่เคยฝากผลงานไว้ใน Dragon Quest ภาค Remake สไตล์ HD-2D ทำให้ภาคเสียงของเกมนี้มีความหรูหรา ละเมียดละไม และหลอมรวมเข้ากับงานภาพสไตล์ HD-2D ได้อย่างสมบูรณ์ การคุมโทนบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม เพลงประกอบได้รับการแต่งอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองต่ออารมณ์ของแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ เพลงประกอบใน Lava Dungeon ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะมันมีความอบอุ่นและเต็มไปด้วยไดนามิกแบบโคตรดี ไม่ใช่เพียงแค่เพลงระทึกขวัญดาดๆ ทั่วไปเท่านั้น และแน่นอนครับ Square เองก็น่าจะรู้ดีว่าฐานแฟนของพวกเขาชื่นชอบดนตรีแค่ไหน พวกเขาเลยใส่ระบบ Jukebox เข้ามาให้เราด้วย โดยสามารถไปทำชาเลนจ์กับ Faie เพื่อเก็บเพลงแล้วมานั่งเปิดฟังได้ทีหลังครับ

ส่วนทางด้านเสียงประกอบอื่นๆ อันนี้ผมรู้สึกว่ามันยังทำออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในหลายๆ ส่วนครับ เนื่องจากว่ามันเป็นเกมแอ็กชันแล้ว พวกประเภทศัตรูก็ไม่ได้มีเยอะเท่าไหร่ ผมแค่รู้สึกว่าเอ้อ ตอนฟันศัตรูมันสมควรจะมีเสียงที่หลากหลายหน่อยหรือเปล่านะ แบบฟันศัตรูที่เป็นเนื้อ กับฟันศัตรูที่เป็นเครื่องจักรอะไรแบบนี้ แต่เสียงการโจมตีทั้งหลายมันดูแบนๆ ยังไงไม่รู้ครับ บวกกับความสามารถของ Faie ที่น่าจะต้องมีความ Impact เข้าไปในเสียง มันก็ฟังดูแป่วๆ ยังไงไม่รู้ อย่างไอความสามารถระเบิดไฟเนี่ย คือเอฟเฟกต์มันก็ดูรุนแรงอยู่นะ แต่เสียงคือมันแบบ แบบเนี้ย… แต่ทั้งนี้เสียงอื่นๆ อย่างพวกเสียงบรรยากาศก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดีครับ ช่วงนึงของเกมเนี่ยผมลองปิดเสียงเพลงแล้วเปิดแค่เสียงเอฟเฟกต์อย่างเดียว คือมันเหมือนเปลี่ยนไปเป็นอีกเกมเลย เราจะได้รู้ถึงความเหงาในการผจญภัย ความเงียบบางอย่างมันก็ส่งผลกับจิตใจจริงๆ นั่นแหละ

ทางด้านเสียงพากย์ของเกมนี้จะมีด้วยกันอยู่ทั้งหมด 2 เสียงคือเสียงภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นครับ และเนื่องจากช่วงแรกของเกมผมเล่นเป็นภาษาอังกฤษมาแล้ว รู้สึกชินกว่า พอเปลี่ยนไปเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วผมกลับรู้สึกไม่ค่อยชอบยังไงไม่รู้ อ้อ เกมนี้ถึงแม้จะเป็น HD-2D แต่เกือบเป็น Full Voice นะครับ ตัวละครหลักทั้งหมดมีเสียงพากย์เป็นของตัวเองในคัตซีนต่างๆ หมดเลย โดยคนที่พากย์เสียงให้กับ Elliot ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษก็จะเป็นคุณ Phillip Reich ที่เคยพากย์ให้กับตัวละครสมทบใน Persona 5 เวอร์ชันภาษาอังกฤษ กับตัวละครอย่าง Sugimura คู่หมั้นของ Haru ครับ ซึ่งเอาจริงๆ ผมว่าบทบาทมันเปลี่ยนพอสมควรนะ แล้วคุณฟิลลิปเองก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ถ่ายทอดอารมณ์คนดีของ Elliot ออกมาได้ชัดเจนมากๆ ส่วนของ Faie จะได้ Brenna Larsen มาให้เสียง ซึ่งเธอก็ให้เสียงกับ Navia ใน Genshin Impact มาก่อน ด้วยโทนน้ำเสียงสดใสของเธอก็ช่วยทลายความเหงาของเกมออกไปได้เยอะ เรียกว่าอาจจะเยอะเกินไปเสียหน่อยจนน่ารำคาญเลยก็ได้ ซึ่งอันนี้อย่างที่ผมว่าไป มันไม่ได้เป็นความผิดนักพากย์หรอกครับ มันเป็นความผิด Elliot ที่ไม่โต้ตอบเนี่ยแหละ ส่วนตัวละครอื่นๆ สำหรับผมเองก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีตามมาตรฐานเลยครับ

หมวดหมู่ หัวข้อย่อย คะแนน
Story (6.2/10) วิธีเล่าเรื่อง 6/10
ความเข้ากันกับเนื้อเรื่อง 6/10
Character Development 5/10
ความเป็นธรรมชาติของบทพูด 8/10
Gameplay (7.0/10) Innovative (ระบบใหม่) 7/10
QoL 8/10
Core Gameplay 8/10
Content 8/10
Replayability 6/10
Level Design 5/10
Performance (8.7/10) คุณภาพของกราฟิก 8/10
ประสิทธิภาพในการแสดงผล 7/10
การออกแบบงานศิลป์ (Art Style) 10/10
บั๊ก 10/10
Sound Design (8.3/10) คุณภาพเสียงประกอบ (Music Score) 10/10
คุณภาพเสียงประกอบ (Effect) 7/10
เสียงพากย์ 8/10
Verdict (คะแนนรวม) 7.5/10

ใครที่โหยหาความ Nostalgia แบบเก่าๆ แล้วอยากเล่นเกมดีๆ สักเกมที่ไม่ใช่เกม Turn-based RPG ผมมองว่า The Adventure of Elliot the millenium tales นั้นถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีเอามากๆ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาจุกจิกเล็กน้อยอยู่เต็มไปหมด แต่สำหรับผมเองก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ครับ แล้วดูทรง Square Enix ก็น่าจะผลักดันเกมนี้เป็นเกม IP ใหม่ที่มีภาคต่อออกมาอีกแน่ๆ

แชร์เรื่องนี้:
Meltdown
Meltdown

Content Writer