รีวิว Onimusha Way of the Sword - การหวนคืนสังเวียนที่สมการรอคอยของนักรบอสูร

แชร์เรื่องนี้:
รีวิว Onimusha Way of the Sword - การหวนคืนสังเวียนที่สมการรอคอยของนักรบอสูร

กว่า 8 ปีที่นักรบอสูร ได้หายไปจากโลกใบนี้ โดยแทบไม่มีข่าวคราวปล่อยออกมาเลยว่าจะมีภาคใหม่หรือไม่ แล้วยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แฟนโอนิมูฉะก็ต่างคิดว่า ซีรีส์นี้คงเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ถูกแคปคอมลอยแพไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่แล้วความคิดดังกล่าวก็ถูกทำลายไปครับ เพราะในท้ายที่สุดแล้วภาคใหม่แกะกล่องจาก Capcom ก็ได้ถูกประกาศออกมาในชื่อของ Onimusha Way of the Sword ที่ทำให้แฟนๆ Onimusha ทั่วโลกรอคอยที่จะได้เล่นมัน และแน่นอนว่ารวมถึงตัวผมเองด้วย แล้วการรอคอยนี้จะคุ้มค่าสมการรอคอยหรือเปล่าอ่านได้ในบทความนี้

STORY | ตำนานบทใหม่ของนักรบอสูร (8.4/10)

เรื่องราวของ Onimusha ภาคนี้ถูกเซ็ตติ้งอยู่ในญี่ปุ่นยุคศักดินา โดยตัวเอกอย่าง มิยาโมโตะ มูซาชิ ซามูไรพเนจรได้ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย ตั้งเป้าหมายที่จะเดินบนเส้นทางแห่งดาบ ด้วยการท้าดวลผู้มีความสามารถและขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผัน มูซาชิได้พบกับคู่ปรับอย่าง ซาซากิ กันริว ทั้งสองเตรียมจะดวลกัน แต่กลับถูกฝูงสัตว์ประหลาดเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า "เก็นมะ" ซุ่มโจมตีจนเสียชีวิต มูซาชิตื่นขึ้นมาในขุมนรก และถูกชายปริศนาชุดขาวบังคับใส่ปลอกแขนอสูร ไว้ที่แขนของตน ก่อนจะส่งเขากลับไปยังโลกมนุษย์โดยไม่เต็มใจมากนัก มูซาชิใช้พลังของปลอกแขนเอาชนะพวกเก็นมะได้ แต่ก็ต้องห่อเหี่ยวใจเมื่อเสียงปริศนาในปลอกแขนเตือนว่าหากเขาพยายามที่จะถอดปลอกแขนออก เขาจะต้องพบกับจุดจบ แต่หากอยากพบคำตอบก็ต้องตามหาชายที่ชื่อ ทาคามูระ เมื่อมูซาชิได้พบกับ ทาคามูระ และลูกศิษย์ของเขาอย่าง โอคุนิ มูซาชิก็ได้พบว่าตัวของทาคามูระเอง ก็ครอบครองปลอกแขนอสูรเช่นกัน ทำให้มูซาชิ ได้รู้ว่าผู้ครอบครองปลอกแขนนั้นคือนักรบปีศาจ โอนิมูฉะ และเขาเองก็ต้องออกต่อสู้กับเหล่าเก็นมะ และจัดการกับชายผู้ที่ส่งเขากลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง และหาคำตอบว่าเหตุผลใดกัน เขาถึงยังมีชีวิตอยู่

พูดตามตรงว่าตอนแรกที่ผมเห็น Onimusha Way of the Sword เปิดตัวมาครั้งแรก ผมเองนั้นไม่ได้คาดหวังกับเนื้อเรื่องของเกมมากครับ แต่พอหลังจากที่ได้เล่นเองแล้ว ผมก็เริ่มซึมซับกับเนื้อหาของเกม แล้วแบบเฮ้ย Capcom ทำเนื้อหาได้ดีขนาดนี้เลยเหรอ มันมีความตื้นลึกหนาบางระหว่างเรื่องราว ที่ค่อยๆ เคลียร์ปมกันไป ค่อยๆ เฉลยมาทีละอย่างสองอย่าง ถึงแม้ว่าการเล่าเรื่องนั้นจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายนัก เพราะมันเล่าแบบเส้นตรง ไม่จำเป็นจะต้องอ่านเอกสารเลยก็สามารถรู้เรื่องราวทั้งหมดของเกมได้แบบไม่ยากเย็นนัก แต่ถ้าหากนำไปเทียบกับภาคเก่าๆ ผมก็รู้สึกว่า ในภาคนี้นั้นมีเนื้อหาที่ดีกว่าค่อนข้างเยอะ คือมันไม่ใช่แค่ว่า เกิดสงคราม เพราะคนอยากมีอำนาจ แล้วเราไปปราบแค่นั้น แต่มันมีอะไรลึกกว่านั้นอีกมาก ทำให้ตลอดการเล่นนั้น ผมแทบอยากจะรีบเล่นให้จบเร็วๆ เพราะว่าอยากรู้ว่าเรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

อีกหนึ่งสิ่งดีงามของเนื้อหาภายในเกมก็คือตัวละครสมทบทั้งหมด ทั้งตัวฝั่งฝ่ายอธรรมและธรรมะ โดยฝั่งของมูซาชิก็จะมีตัวเสริมอย่าง Shizuka สาวโอนิที่อยู่ในปลอกแขน ที่ทำหน้าที่ได้ดีมากๆ บทจะไม่ได้จืดเหมือนกับภาคก่อนๆ เรียกได้ว่าชิซูกะนั้นไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบไก่กาที่มาอธิบายพลังโอนิเท่านั้น แต่เธอยังมีบทบาทสำคัญ และการเติบโตของตัวเธอเองอย่างเห็นได้ชัด และความเพื่อนหญิงพลังหญิงที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของเธอก็ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ ซึ่งอันนี้ต้องบอกก่อนว่าคาแรกเตอร์ของมูซาชิเนี่ย เป็นคนที่กวนตีนสุดๆ มีการหยอดมุกตลกตลอดทาง แซะนั่นแซะนี่ และมันยิ่งดีขึ้นไปอีกที่ชิซูกะจะเป็นคนคอยขัดมุก ตบมุก ขัดความกวนตีนของมูซาชิอยู่พอสมควร ทำให้เราได้เห็นหลายๆ แง่มุมของตัวละครได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าตัวละครอื่นๆ ภายในเกมก็ยังมีอีกมากมายทั้ง โอคุนิ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเดินเรื่องสำคัญภายในเกม ที่เธอเองก็มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องราว หรือทาคามูระ โอนิมูฉะที่คอยพร่ำสอนมูซาชิถึงการใช้ชีวิตเองก็มีบทบาทสำคัญในการเค้นเรื่องราวของเกมได้เป็นอย่างดีด้วยครับ เรียกได้ว่าตัวละครฝั่งธรรมะของเกมภาคนี้นั้นไม่มีตัวละครไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลังเลย ทุกตัวนั้นถูกผลักดันไปข้างหน้าพร้อมกับเนื้อหาของเกมอยู่ตลอดเวลาครับ ส่วนทางด้านฝั่งอธรรม แต่ละตัวนั้น ถึงแม้ว่าแรงขับจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายนัก แต่ต้องบอกเลยว่าสิ่งที่ทำให้มันเจ๋งก็คือ คาแรกเตอร์ของแต่ละตัวละครที่เรียกได้ว่าจัดจ้าน และน่าจดจำแทบทุกตัว โดยเฉพาะ ซาซากิ กันริว ที่เป็นคู่ปรับของมูซาชิ ที่เรียกได้ว่ามีความโรคจิต จิตหลอน เหมือนโดนตัวไหนมาสักตัว ความหมกมุ่นอยู่กับชัยชนะของเขาเองก็เป็นแรงขับที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ส่วนชายชุดขาวที่เป็นตัวละครสำคัญเอง ถึงแม้ว่าเป้าหมายจะดูธรรมดา แต่ตัวคาแรกเตอร์เองก็โดดเด่นมากๆ มันโดดเด่นจนกลายเป็นตัวละครโปรดของผมในเกมภาคนี้เลย หรือจะเรียกว่าเป็นตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดในปีนี้เลยก็ว่าได้ครับ

แน่นอนว่า ไม่ว่าบทของเรื่องจะส่งมากแค่ไหน แต่ถ้าหากนักแสดงทำออกมาได้ไม่ดี เมสเซจที่จะส่งมายังคนดูอาจจะได้แบบไม่ครบถ้วนครับ ดังนั้นการแสดง Mocap นั้นถือว่าเป็นสิ่งตัดสินเลยก็ว่าได้ และ Onimusha Way of the Sword ก็ถือว่าทำออกมาได้ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะมูซาชิ ที่ได้ต้นกำเนิด และภาพลักษณ์ตัวละครมาจากนักแสดงหนังซามูไรในตำนานอย่าง Toshiro Mifune ที่การแสดงออกถึงสีหน้าท่าทางของตัวละครนี่คือ เห็นแล้วโคตรกวนตีน เรียกได้ว่าบางจังหวะการแสดงสีหน้านี่ ทำผมฮาแตกไปได้หลายครั้งเลยทีเดียว ทำให้มันเป็นหนึ่งในเกมที่มีการแสดงสีหน้าตัวละครได้ดีที่สุดเกมนึงเลยครับ ส่วนที่ผมใช้คำว่าใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบนั่นก็เป็นเพราะว่า ความเล่นแบบ Over acting หน่อยๆ ที่บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันเยอะไป แต่สำหรับผมเองนั้นชอบมากครับ เพราะมันเข้ากับธีมความเป็นญี่ปุ่นสุดๆ ไปเลย แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อติเลยครับ เพราะว่ามันก็ยังมีบางฉากหรือ NPC บางตัวที่เกิดอาการงับปากไม่ทันตามบทพูดอยู่บ้าง แต่ถ้าเล่นกันแบบชิลๆ โดยที่ไม่ต้องไปโฟกัสก็ถือว่าโดยรวมทำออกมาได้ดีอย่างมากเลยครับ

แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักของเกมนั้น จะทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แต่สิ่งที่อาจจะรู้สึกเซ็งเล็กน้อยก็คือเหล่าเนื้อเรื่องเสริม ที่หลายๆ ครั้งนั้นมันดูไม่ค่อยน่าสนใจเสียเท่าไหร่ครับ โดยเฉพาะพวกเควสต์เสริมต่างๆ นี่คือ เหมือนทำไปงั้นๆ ไม่ได้มีความใส่ใจเลยแม้แต่น้อย โดยส่วนมากมันก็จะเป็นเรื่องราวเดิมๆ ของชาวบ้าน ที่ไม่ได้มีชั้นเชิงในการเล่าเอาเสียเลย แบบ คือภารกิจส่วนใหญ่ บ้านโดนบุกโจมตีอ่ะ ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วยค่ะ เราไปปราบแค่นั้น พูดตามตรงคือถ้าผมจะไม่เก็บ 100% นี่คือผมข้ามหมด ไม่มานั่งเล่นแน่นอน เพราะมันเสียเวลา ทำให้หลังๆ ในการทำเควสต์เหล่านี้คือผมกด Skip หมดเลย ไม่อ่านเนื้อเรื่องแล้ว เพราะสุดท้ายเนื้อเรื่องมันก็ซ้ำๆ กันไปซะหมด กดรับมา ไปทำจบ รับรางวัล แค่นั้นพอ จะมีก็แต่เควสต์ของมูราซากิ ที่จะช่วยส่งเสริม World Building ให้กับเกม และเรื่องราวเสริมอื่นๆ เท่านั้นครับ

GAMEPLAY |คอมแบทสุดท้าทายที่ผสานของเก่าและของใหม่ (8.5/10)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกชอบในซีรีส์ Onimusha นั้นก็คือเรื่องของเกมเพลย์นี่แหละครับ ที่แต่ละภาคนั้นมันถูกจริตผมไปเสียหมด ยกเว้นก็แต่ภาค 4 ไว้ภาคนึง พอมาเป็นภาคนี้ รูปแบบคอมแบทของเกมจะเป็นคล้ายๆ เดิมและมีการอัปเกรดเพิ่มขึ้น ส่วนรูปแบบการเล่น การดำเนินเรื่องและการสำรวจนี่เปลี่ยนไปมากเลยครับ โดยรูปแบบการเล่นจะเป็นรูปแบบของ Hub base ที่มอบอิสระในการเดินสำรวจให้เราค่อนข้างเยอะ และจะแบ่งแผนที่ออกเป็นโซนๆ โดยโซนหลักจะเป็น Eastern Kyoto ครับ ในช่วงแรกขอบเขตในการเดินสำรวจของเราจะมีค่อนข้างจำกัด เดินได้แค่ในโซนแคบๆ เท่านั้น แต่พอเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปก็จะมีการเปิดโซน รวมถึงรูปแบบของพลังใหม่ที่ได้มาของเราเองนั้น ก็จะเป็นตัวช่วยเปิดโซนด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งอันนี้จะเป็นเพียงอย่างเดียวที่จะคล้ายๆ กันในภาคเก่าครับ เอาตามตรงถ้าถามผม รูปแบบใหม่นี้มันก็โอเคครับ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราเดินสำรวจฟาร์มของ หรือแม้กระทั่งฟาร์ม Souls จากเก็นมะได้ด้วย แต่บางครั้งมันก็จะมีความหงุดหงิดอยู่บ้าง เพราะเหล่าศัตรูนั้นจะเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ แต่เกมก็ได้ทำการแก้เกมตรงนี้ด้วยการใช้ Checkpoint Respawn ของเกมแนว Souls มาใช้ คือถ้าเราไม่กดคุยจุดเซฟ ศัตรูก็จะไม่เกิดครับ แต่มันก็ไม่ได้ทำแบบสมบูรณ์ 100% นี่แหละ คือถ้าเอาไปเทียบกับเกม Souls คือเราต้องกด Rest ก่อนศัตรูถึงจะเกิด แต่พอเป็นเกมนี้กลับกดคุยปุ๊บศัตรูเกิดเลย คือบางครั้งผมแค่จะเข้าไปดูของอัปเกรดเฉยๆ อ่ะ ว่ามันขาดอะไรบ้าง แต่กลายเป็นว่ามันทำศัตรูเกิดใหม่เฉยเลยครับ บวกกับตามฉากของเกมที่ของที่มีให้เก็บมันซ้ำๆ ไปซะหมด ที่เดี๋ยวไปว่าที่การอัปเกรดอีกทีนึง

ระบบคอมแบทของเกมภาคนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งดีงามเลยครับ โดยมันเป็นการผสมผสานระหว่างของเก่าและของใหม่เข้ามาได้เป็นอย่างดี โดยมันใช้รูปแบบการต่อสู้แบบ Sekiro ครับ คือมีหลอด Stamina และเลือดแยกกัน โดยจุดประสงค์หลักก็คือการทำให้เลือดศัตรูหมดนั่นแหละ แต่ถ้า Stamina หมดก่อน เราก็จะสามารถใช้ท่า Execute ศัตรูให้ลดเลือดได้ ซึ่งการลด Stamina ก็สามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีปกติ การแพร์รี หรือ Deflect ก็สามารถลด Stamina ได้ทั้งหมดครับ ทีนี้ ไอ Stamina ตรงนี้กับการสู้ศัตรูแต่ละตัวก็อาจจะต้องวางแผนด้วยครับ คือบางตัวการโจมตีเข้าเลือดไปเลยอาจจะได้ผลที่ดีกว่าครับ ทีนี้แล้วเราจะเลือกได้ยังไงใช่ไหม คือในภาคนี้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในเรื่องของอาวุธด้วยครับ คือในภาคก่อนๆ อาวุธภายในเกมมันจะแยกเป็นชิ้นๆ ให้สลับมาใช้ได้เลย แต่ในภาคนี้จะใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า Oni Armament หรืออาวุธพิเศษนั่นเอง ที่จะต้องใช้เกจพิเศษเพื่อใช้งานอาวุธเหล่านั้น และอาวุธเหล่านั้นเองนี่แหละ ที่มีความสามารถที่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น The Two Celestial ที่เมื่อใช้แล้วจะทำดาเมจเข้าทั้ง Stamina และ เลือดเล็กน้อย แต่จะสร้างวิญญาณสีเหลืองในการเพิ่มเลือดให้ด้วย, Earth Shaker ค้อนคู่ที่เมื่อใช้แล้วจะทำดาเมจมหาศาลเข้า Stamina และ The Flashing Void หอกที่แทงเข้าเลือดมหาศาล แต่เข้า Stamina แบบนิดหน่อยครับ แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ที่ต้องคิดคือตอนสู้กับบอสเท่านั้นแหละครับ

ถัดมาคือเรื่องของแพตเทิร์นศัตรู ที่ผมบอกเลยว่าผมชอบมากๆ อันนี้คือสิ่งที่จะแตกต่างจากเกมอย่าง Sekiro อยู่พอสมควรครับ โดยการโจมตีของศัตรูนั้นจะมีรูปแบบหลักๆ อยู่ทั้งหมด 4+1 อย่างด้วยกัน ตั้งแต่ฟันธรรมดา ท่า Unarmed ท่า Grab และท่า Unavoidable Attack ครับ โดยสองอย่างแรกอย่างฟันธรรมดาและ Unarmed นั้น เราจะสามารถกระทำการได้ 5 อย่างคือป้องกันปกติ Parry Deflect หลบและ Issen ครับ โดยจะมีแค่ 3 ท่าที่จะให้ประโยชน์กับเราคือ Parry และ Deflect ที่จะลดค่า Stamina ของศัตรู และเพิ่ม Reflex Gauge สำหรับการหลบ ส่วนการโจมตีด้วย Unarmed เกมจะแนะนำให้เราหลบ เพราะการป้องกันและ Parry นั้นเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่การหลบจะเพิ่ม Reflex Gauge ให้นั่นเอง ส่วนท่า Grab นั้นเราจำเป็นจะต้องสวนด้วยการกดหลบเท่านั้น ถ้าเผลอไป Parry เราก็จะโดนศัตรูจับครับ และสุดท้ายคือ Unavoidable Attack ที่จะเป็นท่าใหญ่ของศัตรู ที่เราจำเป็นจะต้องทำการรับด้วยการ Parry เท่านั้น ไม่งั้นโดนดาเมจแน่นอน และแน่นอนครับว่าทั้งหมดนี้สามารถใช้สุดยอดท่าอย่าง Issen ได้ทั้งหมดเลย โดย Issen จะเป็นท่าโกงที่อยู่กับซีรีส์นี้มาช้านาน เพราะมันสามารถสวนศัตรูได้ทุกท่า ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบอสหรือเป็นอะไรก็ตามที แต่ช่องว่างในการกด Issen นั่นก็ยากมากๆ ด้วยเช่นกัน ถ้ากดพลาดก็จะเสียเลือดอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ถ้าเราใช้ตัวเลือกอื่นก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยมากกว่า กระนั้นการใช้ Issen ก็ส่งผลดีกับเราอย่างมหาศาล เพราะมันเป็นท่าที่ดาเมจแรงเอามากๆ และยังทำให้ศัตรูที่โดนท่านี้ไป ออก Souls สีเหลืองสำหรับเพิ่มเลือด และศัตรูแต่ละตัวเองก็จะมีท่าที่มีช่องว่างให้กด Issen ได้อยู่ครับ เหมือนเป็นตัวเลือกที่ให้ผู้เล่นได้แลกกับศัตรู คือ High Risk High Reward ครับ ถ้าทำได้ก็ได้เท่ ได้ดาเมจมหาศาล ถ้าโดนก็คือเจ็บหนัก บอกเลยว่าระหว่างเล่นนี่คือผมตายเพราะพยายามจะทำ Issen อย่างบ่อยเลยครับ อ่ออีกอย่างที่ต้องชมก็คือศัตรูเหล่าเก็นมะ กี้ๆ ทั้งหลายนี่แหละ ที่มันจะมีความสามารถพวกนี้เกือบทั้งหมด ตาม Progress ของเกมที่พัฒนาไปด้วย ทำให้เราไม่ได้รู้สึกว่าเก่งขึ้นอยู่ฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายศัตรูนั้นก็เก่งขึ้นด้วยเช่นกันครับ อันนี้อีกนิดนึงคือผมต้องชื่นชมแอนิเมชันบางอย่างที่ทริกเกอร์ระหว่างเล่นด้วย คือการใช้ท่าแพร์รีหรือท่าอะไรก็ตามแต่ในสถานที่และสถานการณ์ที่แตกต่างกันบางสถานการณ์ มันจะทริกเกอร์แอนิเมชันพิเศษออกมาด้วย พูดตามตรงว่าตอนเล่นรอบแรกนี่ผมไม่ค่อยได้เจออะไรพวกนี้เลย แต่พอเล่นรอบสองนี่ว้าวพอสมควร ยกตัวอย่าง อย่างผมถีบเก็นมะตัวนึงไปตรงที่ตากผ้า เก็นมะตัวนั้นมันโดนผ้าคลุมหัวเฉยเลยครับ 5555

แน่นอนว่าการต่อสู้ของเกมนี้ก็จำเป็นจะต้องมีบอสด้วยครับ และอันนี้น่าจะเป็นอันที่ผมบ่นหนักที่สุด เพราะว่ามันมีการรียูสของบอสค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เรียกได้ว่าแทบทุกตัวนี่เราจะเจอสองสามรอบหมด ใช้แล้วใช้อีกแบบไม่บันยะบันยัง คือต้องบอกก่อนว่าผมชอบดีไซน์บอสภาคนี้หลายๆ ตัวมาก และคาแรกเตอร์แต่ละตัวก็ค่อนข้างจัดจ้านในย่านนี้ แต่พอมันใช้ซ้ำบ่อยๆ ผมก็รู้สึกเอียนไปนิดนึง แต่ก็ยังมีข้อดีที่การเจอแต่ละครั้งนั้น บอสก็จะมีการอัปเกรดตัวเองมาพอสมควร ไม่ใช่แค่รียูสแล้ว +1 เท่านั้น แต่มันจะมี Element บางอย่างที่ทำให้เรารับมือกับบอสเหล่านั้นได้ยากขึ้นอยู่บ้างนั่นเองครับ และอีกหนึ่งอย่างที่ผมว่าดีไซน์ออกมาได้ค่อนข้างดีเวลาเราสู้กับบอสก็คือ เวลาที่เรากด Execute บอสนั้น เกมจะให้เราทำการเลือกจุดที่จะโจมตีครับ ซึ่งตรงนี้มันจะส่งผลกับค่าตอบแทนที่เราจะได้มา เช่นบางจุดอาจจะทำดาเมจเข้าเลือดได้เยอะมากๆ หรือบางจุดอาจจะฟันแล้วได้วิญญาณสีฟ้า และสีม่วงมาใช้เป็นทุนต่อท่าใหญ่ในรอบถัดไป หรือบอสบางตัวเองก็มีการโจมตีที่เป็นจุดการตัดอวัยวะเลยก็มี แต่อันนี้ก็น่าเสียดายนิดนึงครับ ไอที่มีให้ตัดนี่ ทั้งเกมมันมีแค่ตัวเดียวเลย คือไหนๆ พี่จะทำระบบตัดมาแล้ว พี่ไม่ทำมาให้มันเยอะๆ หน่อยวะ แล้วไอตัวที่ว่านี่คือเอาอวัยวะมันมาใช้เป็นอาวุธโจมตีได้อีกนะ โคตรเท่ครับบอกเลย อ่อ จริงๆ ตอนผมลอง Demo เกมนี้ครั้งแรกผมกังวลเรื่องความง่ายของเกมมากๆ คือตอนเทสต์รู้สึกว่ามันจะสนุกหรอวะถ้ามันจะง่ายขนาดนี้ แต่พอเล่นเกมจบผมบอกเลยครับว่าไม่! ไม่จริงเลยครับ ที่มันง่ายก็แค่เฉพาะต้นเกมเท่านั้นแหละ พอเข้าสู่กลางเกมสู้กับบอสลากยาวไปจนถึงจบเกม ใครใจไม่แข็งจริงก็ลดระดับลงมาได้ครับ เพราะบอกเลยสำหรับผมนี่คือมันยากจริง บอสนี่เหมือนสู้กับบอสใน Sekiro ยังไงอย่างงั้นเลยครับ

รูปแบบภารกิจในภาคนี้สำหรับผมรู้สึกว่ามันเล่นง่ายไปนิดนึงครับ ในแง่ของเกมเพลย์ในภาคนี้จะเป็นแพตเทิร์นอยู่พอสมควร คือเราจะได้รับภารกิจนึงมา ซึ่งส่วนมากจะเป็นภารกิจเคลียร์พื้นที่ พอหลังจากเคลียร์พื้นที่เสร็จ เราก็จะได้ไปสู้กับเก็นมะ ระดับบอส พอปราบบอสเสร็จ เราจะได้ความสามารถอะไรมาสักอย่างที่ทำให้ Progress ต่อไปได้ พอเสร็จแล้วเราก็จะเข้าสู่ Loop ซ้ำคือ กลับมาเคลียร์พื้นที่ ไปสู้บอส แล้วได้พลังเปิดพื้นที่ ไปเคลียร์พื้นที่ เป็นรูปแบบนี้จนแทบจะจบเกม คือในแง่นึงผมก็เข้าใจแหละ เพราะว่ามันก็เป็นเหมือนจังหวะพักหายใจให้เราได้หายเหนื่อยจากการสู้บอสได้อยู่บ้าง แต่ผมเองก็คาดหวังความซับซ้อนให้มันมากกว่านี้หน่อยครับ

มาถึงเรื่องของการอัปเกรดตัวละคร ที่ถูกเปลี่ยนแปลงจากภาคออริจินัลอยู่พอสมควรครับ ในภาคนี้จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Red Souls เหมือนกับในภาคก่อนๆ ขนาดนั้นแหละ แต่การอัปเกรดทั้งหลายจะมีวาไรตี้มากกว่าเดิมอยู่พอสมควร อย่างการอัปเกรดพวกอุปกรณ์สวมใส่นี่ไม่ใช้ Red Souls เลย แต่จะใช้ของที่หาได้ตามฉากแทน อย่างดาบก็เป็นพวกเหล็กต่างๆ ชุดก็จะเป็นพวกผ้าทั้งหลาย หรือปลอกแขนโอนิ ก็จะใช้ของที่ได้จากการเคลียร์พื้นที่เป็นต้นครับ ส่วน Red Souls นั้นก็จะมีหน้าที่สำคัญคือเป็นค่าเงินในการซื้อของอัปเกรดไอเทมเหล่านี้แทน แต่การอัปเกรดพวกความสามารถต่างๆ ของ มูซาชิ เองก็จะผสมกันระหว่างไอเทมทั่วไปและ Red Souls อยู่ ส่วนตัวผมเองก็มองว่ามันก็ช่วยเพิ่มความซับซ้อนในการอัปเกรดอยู่พอสมควร ทำให้เราต้องมานั่งคิด เพราะบางครั้งไอเทมบางอย่างมันก็ใช้อัปเกรดของได้มากกว่า 1 อย่าง แล้วเราจะอัปเกรดอะไรก่อนดี หรือ Red Souls ที่มีนี่เราจะเอาไปซื้อของอัปเกรดอะไรดีนั่นเองครับ

เหมือนผมจะชมไปเยอะ แต่ก็มีเรื่องให้บ่นด้วยเหมือนกันครับ นั่นก็คือเรื่องของ Quality of life ในเกมนี้ ที่ดูรวมๆ เหมือนจะทำดี แต่ถ้ามองดีๆ มันน่าจะสามารถทำได้ดีมากกว่านี้ครับ อย่างแรกเลยคือการเดินทางในภาคนี้ เราจะสามารถ Fast Travel ได้ผ่านจุดเซฟ จากจุดนึงไปจุดนึง แต่หลายๆ ครั้ง จุดเซฟแต่ละจุดมันจะกระจายอยู่รอบๆ เมือง ในระยะทางที่ห่างกันพอสมควรครับ แทนที่เกมจะให้เราสามารถกดวาร์ปไปได้เลย จากจุดไหนก็ได้ แต่มันกลับบังคับให้เราเดินไปที่จุดเซฟจุดนึงก่อน เพื่อที่จะวาร์ปไปอีกจุดนึง คือโอเคแหละ ในเชิงความสมเหตุสมผลของเกมมันก็เข้าใจได้อยู่ แต่พอเป็นแบบนี้มันก็ลดความสะดวกสบายพอสมควรครับ และอีกอย่างที่อยากจะบ่นนิดนึงคือเรื่องแผนที่ภายในเกมครับ หลายๆ พื้นที่ภายในเกมมันจะเป็นรูปแบบเส้นตรง ผ่านทางแคบๆ ที่เราจะต้องไปต่อ ทำให้หลายๆ ครั้งเราจำเป็นจะต้องเปิดปิดแผนที่เพื่อดูทางไปต่อว่า เอ๊ะ เราหันหน้าถูกทางหรือยังนะ หรือตรงข้างหน้านี้เราไปได้หรือเปล่า คือเกมมันก็มี Navigation ในการนำทางแหละครับ แต่พอเข้าสู่ภารกิจแล้ว Navigation ตรงนี้จะถูกตัดออกให้ไม่สามารถใช้งานได้ ถ้าแก้ตรงนี้ได้ เกมจะเล่นสบายกว่านี้อีกเยอะเลยครับ อ่อ แล้วก็บ่นนิดนึงในฐานะแฟน ไม่ได้มีผลต่อคะแนนคือ ผมเสียดาย Puzzle ในเกมที่มันหายไปเลย อย่างภาคเก่าๆ จะมีพวกกล่อง Puzzle อะไรพวกนี้ให้ทำค่อนข้างเยอะ และผมก็ Enjoy มันมากๆ ภาคนี้พวก Puzzle ต่างๆ จะไปตกอยู่ในแมปแทน ซึ่งมันก็ไม่ได้ท้าทายอะไรเลยครับ

PERFORMANCE | งานภาพมาตรฐาน RE-Engine ไร้บั๊กกวนใจ (9.0/10)

Onimusha Way of the Sword เลือกใช้เอนจินเกมคู่บุญของทาง Capcom ที่ใช้ในเกมใหม่ๆมาตลอดอย่าง RE-Engine ที่ขึ้นชื่อเรื่องการ Optimize ที่ดีมาตลอดอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้เอาไปใช้ในเกมที่แผนที่มันใหญ่แบบ Open World นะครับ ซึ่งก็ตามคาดว่าทำงานภาพออกมาได้ตามมาตรฐานของเอนจินนี้ มีการใส่ Ray Tracing เข้ามาแต่ไม่ถึงขั้น Path Tracing งานภาพกราฟิกโดยรวมถือว่าสวยตามมาตรฐานของเอนจินเกม แต่เอาตรงๆก็ไม่ได้สวยจนว้าวมากอะไรขนาดนั้นทั้งๆที่ปรับสุดทุกอย่าง Texture บางฉากดูคุณภาพต่ำกว่าปกติด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละครับ โดยรวมมันสวยอยู่แล้วแค่ไม่ได้ว้าวจนเป็นที่จดจำอะไรมาก สเปกขั้นต่ำก็ไม่ได้กินอะไรมากมายขอแค่ CPU I5-8400 ขึ้นกับการ์ดจอ GTX 1660 ขึ้นไปก็เล่นได้แล้วซึ่งผมมองว่าสเปกคอมทั่วไปที่ใช้กันในปัจจุบันน่าจะสูงกว่าขั้นต่ำพอสมควรแล้วครับเล่นได้สบายๆ แน่นอน เรียกได้ว่ามันถูกออปติไมซ์มาได้เป็นมาตรฐานของเกมอยู่แล้วนั่นแหละ

ทางด้านงานดีไซน์ของเกมนี้ถือว่าทำออกมาได้ถูกใจแฟนเกมนี้อย่างผมมากๆ ครับ ต้องบอกเลยว่าเรื่องที่น่าชื่นชมมากที่สุดก็คือดีไซน์ของศัตรู ที่ทำมาได้ถึงกึ๋นความเป็น Onimusha เอามากๆ มันผสมผสานระหว่างความน่าขยะแขยงและความเท่ศัตรูหลายๆ ตัวได้เป็นอย่างดี คือบางตัวก็เน้นไปที่ความน่าขยะแขยงไปเลย บางตัวก็เน้นไปที่ความเท่ แล้วก็ยังมีศัตรูหลายๆ ตัวที่ผสมผสานทั้งสองอย่างไว้ด้วยกัน อย่าง Rasho-Gan บอสแรกๆ ที่เราได้เจอนี่ก็ออกแบบได้ดีมาก รวมถึงฉากดีไซน์ของเมืองก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่จะมีบางจังหวะที่มันรู้สึกเหงาๆ บ้าง หรือบางจุดที่เก็นมะ กับชาวเมืองอยู่ใกล้กันสุดๆ ที่อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างครับ ส่วนเรื่องฉากนี่ผมมองว่าภาพรวมมันจะดูจืดๆ ไปเสียหน่อย โดยเฉพาะฉากเกียวโตนี่แหละ ที่จื๊ดจืด น่าจะเป็นเพราะว่ามันเล่นอะไรมากไม่ได้ แต่พอเป็นฉากรองอื่นๆ อย่าง แล็บใต้ดินของโดเกียวนี่คือออกมาดูดีมากๆ มีความน่ากลัวและหลอนเต็มไปหมด แต่กลับกลายเป็นว่ามันมีฉากว้าวๆ แบบนี้ค่อนข้างน้อยนั่นแหละนะ

แต่สิ่งที่อยากติในแง่ของงาน Design ก็คือการเลือกใช้สีระหว่างหลอด Stamina กับหลอดเลือดนี่แหละครับ ผมไม่ชัวร์ว่าคนอื่นรู้สึกเหมือนกันไหม แต่เกมนี้เลือกที่จะใช้หลอด Stamina เป็นสีแดง และหลอดเลือดเป็นสีเหลือง ทำให้ระหว่างการเล่นของผมในช่วงแรกนั้นเกิดความรู้สึกสับสนมาก เพราะบางทีก็คิดว่าไอหลอดแดงมันคือเลือด แต่ก็พอจะเดาได้แหละที่เขาใช้สีแบบนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของดีไซน์และคู่สีของเกมที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก แต่จริงๆ ถ้ามันสลับกันได้ก็คือจบเลยนะ น่าจะดูง่ายกว่านี้เยอะ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้การเล่นลำบากมากครับ เพราะพอเล่นไปเรื่อยๆ มันก็พอจะปรับตัวให้ชินอยู่ได้บ้างนั่นเอง

ส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของบั๊ก ผมพูดตามตรงว่าตลอดเกือบ 50 ชั่วโมงที่ผมเล่นมานี่คือผมไม่เจอบั๊กเลยแม้แต่อย่างเดียว ขนาดบั๊กแอนิเมชันที่น่าจะเจอได้ทั่วไปก็ยังไม่เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ เรียกได้ว่ารอบนี้ Capcom เขาปรุงมาได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ นั่นแหละครับ

SOUND DESIGN | ดาบปะทะเหล็กที่ดุดันและเสียงพากย์ที่คู่ควร (9.6/10)

ในส่วนของดนตรีประกอบนั้น ต้องบอกว่าตัวเกมทำออกมาได้ค่อนข้างดีและเข้ากับบรรยากาศยุคศักดินามากครับ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกขัดใจอยู่บ้างคือในบางฉากหรือบางจังหวะที่ต้องต่อสู้พัวพันกับศัตรูจำนวนมาก ดนตรีประกอบกลับเงียบหายไปเฉยๆ จนทำให้รู้สึกเหงาๆ และขาดความอลังการไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งแม้ผู้พัฒนาอาจจะอยากให้เราโฟกัสกับเสียงการต่อสู้ แต่ในแง่ความรู้สึกมันทำให้ความกดดันของฉากนั้นลดทอนลงไปเล็กน้อยครับ

แต่สิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดและทำมาได้ถึงกึ๋นความเป็น Onimusha เอามากๆ ก็คือเรื่องของ Sound Effect ครับ โดยเฉพาะเสียงดาบที่ทำออกมาได้ "ดิบ โหด และหนักแน่น" สะท้อนสไตล์การต่อสู้ที่ดุดันของมูซาชิได้เป็นอย่างดี ยิ่งเวลาที่เรากด Perfect Parry หรือสวนกลับได้สำเร็จ เสียงเหล็กกระทบกันมันจะดังกังวานและสะใจสุดๆ ควบคู่ไปกับเสียงเอฟเฟกต์ตอนดูดวิญญาณดังซ๊วบๆ และการกรีดร้องของพวกเก็นมะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์อันน่าขนลุกของซีรีส์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างไร้ที่ติเลยก็ว่าได้

สำหรับเสียงพากย์นั้น ถ้าอยากได้อรรถรสสูงสุดผมแนะนำให้เปิด เสียงพากย์ญี่ปุ่น เลยเพราะผมลองเทสต์แล้ว คือความอินระหว่างเสียงพากย์ภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นนั้น แตกต่างกันแบบคนละขั้ว นักแสดงอย่าง Yoshimasa Hosoya ที่มาพากย์เป็นมูซาชิคือใส่อารมณ์ได้ทรงพลังและสมบทบาทมาก ส่วนทางด้านเสียงพากย์อังกฤษนั้นถือว่าทำได้ตามมาตรฐานครับ แต่อาจจะมีบางจุดที่ชวนสะดุดอยู่บ้าง เพราะบางตัวละครดันใช้สำเนียงตะวันตก ซึ่งพอนำมาอยู่ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นเมืองโบราณของญี่ปุ่น มันเลยแอบดูขัดกับบริบทและทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง

หมวดหมู่ หัวข้อย่อย คะแนน
Story (8.4/10) วิธีเล่าเรื่อง 7/10
ความเข้ากันกับเนื้อเรื่อง 8/10
Character Development 8/10
ความเป็นธรรมชาติของบทพูด 9/10
การแสดง/สีหน้า (Motion Capture) 10/10
Gameplay (8.5/10) Innovative (ระบบใหม่) 8/10
Quality of Life (QoL) 7/10
Core Gameplay 10/10
Content 10/10
Replayability 8/10
Level Design 8/10
Performance (9/10) คุณภาพของกราฟิก 8/10
ประสิทธิภาพในการแสดงผล 8/10
การออกแบบงานศิลป์ (Art Style) 9/10
บั๊ก 10/10
Sound Design (9.6/10) คุณภาพเสียงประกอบ (ดนตรี) 9/10
คุณภาพเสียงประกอบ (เอฟเฟกต์) 10/10
เสียงพากย์ 10/10
Verdict (คะแนนรวม) 8.8/10

Onimusha: Way of the Sword

8.8 / 10 คะแนน

ถ้าหากคุณเป็นแฟน Onimusha ที่รอคอยซีรีส์มานานแสนนาน ผมเชื่อว่าคุณไม่ต้องดูรีวิวนี้คุณก็ซื้อเล่นอยู่แล้ว แต่ถ้าหากคุณไม่ใช่ แล้วกำลังมองหาเกมดีๆ สักเกมที่มานั่งเล่นยาวๆ ได้ ต้องบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีมากๆ ในปีนี้ ผมเล่นเกมนี้ด้วยความคาดหวังที่เต็มเปี่ยม และมันก็สามารถตอบสนองความคาดหวังของผมได้เกือบ 100% ความสนุกในการเล่นตลอด 33 ชั่วโมงต่อเนื่อง มันแทบไม่มีจังหวะให้ผมเซ็งแล้วอยากจะปิดเกมเลย แม้แต่นาทีเดียว มันมีแต่ความรู้สึกว่า ผมอยากที่จะเล่นมันต่อไปเรื่อยๆ อยากรู้เรื่องราว อยากเจอบอสใหม่ๆ นี่ถือเป็นอีกหนึ่งครั้งที่ Capcom สามารถตอบรับความคาดหวังของแฟนเกมเอาไว้ได้ และพัฒนาเกินมาตรฐานของตัวเองได้เป็นอย่างดีครับ

แชร์เรื่องนี้:
Meltdown
Meltdown

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง