Capcom ออกมาฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ หลังสามารถทำยอดขายซอฟต์แวร์เกมในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตลอด 47 ปีของบริษัท โดยถือเป็นการสานต่อความสำเร็จจากปีปฏิทิน 2026 ที่ทางค่ายได้ปล่อยตัวเต็งรางวัล Game of the Year ออกมาถึง 3 เกม ได้แก่ Resident Evil Requiem, Pragmata และ Onimusha: Way of the Sword ซึ่งล้วนได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม
อย่างไรก็ตาม รายได้หลักในครึ่งปีงบประมาณนี้กลับไม่ได้มาจากเกมใหม่ แต่มาจากผลงานระดับตำนานที่เคยวางจำหน่ายไปแล้วเกือบสิบปีก่อน โดย 3 อันดับแรกตกเป็นของ Monster Hunter World (ปี 2018) ที่กวาดยอดขายรวมไปแล้วถึง 30.83 ล้านชุด ตามมาด้วย Resident Evil 2 Remake (ปี 2019) ที่มียอดขาย 20.38 ล้านชุด (โค่นแชมป์เก่าอย่าง Resident Evil 5 ที่ทำไว้ 19.75 ล้านชุดลงได้สำเร็จในเดือนกรกฎาคม) และอันดับที่สามคือ Resident Evil 7: BioHazard (ปี 2017) ที่ 18.87 ล้านชุด ในทางกลับกัน เกมภาคล่าสุดอย่าง Monster Hunter Wilds ที่วางจำหน่ายไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 กลับไม่ติด 10 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงกระแสตอบรับที่ไม่สู้ดีนักจากปัญหาเสียงวิจารณ์ของผู้เล่น แม้ค่ายจะปรับลดราคาเกมลงแบบถาวรแล้วก็ตาม

รายงานทางการเงินยังระบุด้วยว่า ยอดขายส่วนใหญ่ในครึ่งปีแรกนี้เป็นรูปแบบดิจิทัลดาวน์โหลดสูงถึง 92.4% แบ่งเป็นแพลตฟอร์ม PC 57.1% และคอนโซล 35.3% ในขณะที่ยอดขายแบบแผ่นเกม (Physical) หดตัวลงเหลือเพียง 7.6% เท่านั้น ซึ่งลดลงเล็กน้อยจาก 93.3% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026
นอกจากฝั่งวิดีโอเกมแล้ว ความสำเร็จนี้ยังเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับกระแสตอบรับที่ดีของภาพยนตร์ดัดแปลงสองเรื่องล่าสุด ทั้ง Resident Evil ผลงานกำกับของ Zach Cregger ที่ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดของซีรีส์ และ Street Fighter ที่เปิดตัวอันดับหนึ่งบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศในสุดสัปดาห์แรก ขณะที่ผู้บริหารอย่าง Yoshikazu Shimauchi ก็ได้บอกใบ้ถึงความเป็นไปได้ในการสร้างภาคต่อของ Pragmata หลังเกมทำยอดขายได้น่าประทับใจ ผนวกกับ Onimusha ที่ทำยอดขายทะลุ 1 ล้านชุดตั้งแต่วันแรก จึงพูดได้เต็มปากว่าปี 2026 คือปีทองของ Capcom อย่างแท้จริง
ที่มา IGN