รีวิว The Blood of Dawnwalker - ศึกเลือดแวมไพร์ที่กลางวันดีด กลางคืนดูด

แชร์เรื่องนี้:
รีวิว The Blood of Dawnwalker - ศึกเลือดแวมไพร์ที่กลางวันดีด กลางคืนดูด

ผลงานเกมแอ็กชัน RPG จากสตูดิโอใหม่ ที่มาในธีมแวมไพร์สุดเท่ และยืนยันด้วยชื่อผู้กำกับมากฝีมือ ที่เคยผ่านผลงานอย่าง The Witcher 3 มาแล้ว ผลงานเกมใหม่ครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าจับตามองมากๆ ทั้งธีมเกมที่น่าสนใจ เนื้อเรื่องที่น่าดึงดูด ผมรอเกมนี้มาตั้งแต่ช่วงเปิดตัว หวังว่ามันจะดีเหมือนหน้าฉาก และแล้วเกมนี้ก็วางจำหน่าย และผมเองก็ได้เล่นมันจนจบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณแผ่นเกมจากร้าน Immerziv ด้วย แล้วเกมนี้จะดีอย่างที่คาดหวังไหม อ่านได้ที่บทความนี้

STORY | โลกแวมไพร์สุดมืดมนและการตัดสินใจที่ไร้ความถูกต้องสมบูรณ์ (8.8/10)

เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 ณ อาณาจักรสมมติสไตล์กอทิกชื่อ Vale Sangora (เวล แซงกอร่า) ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาคาร์เพเทียน Brencis (เบรนซิส) วราคี่ หรือแวมไพร์โบราณ ได้เข้ายึดครองอาณาจักรพร้อมกับเหล่าสาวกในช่วงที่มีโรคระบาดแพร่กระจาย พวกมันยกเลิกระบบภาษีและภาระผูกพันทั้งหมดของประชาชนออกไป พร้อมกับมอบเลือดของเผ่าพันธุ์ตัวเองที่สามารถรักษาโรคระบาดได้เป็นข้อแลกเปลี่ยน ทว่าในขณะเดียวกันพวกมันเองก็คิดค้นระบบภาษีใหม่ขึ้นมา ในชื่อเรียกของ "ภาษีเลือด" โดยบังคับให้ผู้ใหญ่ทุกคนต้องบริจาคเลือดในพิธีกรรมประจำเดือน ซึ่งผู้ที่อ่อนแอและเจ็บป่วยมักจะถูกสังหารทิ้ง การปกครองอันกดขี่นี้สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนที่ต้องตกเป็นทาสของเหล่าวราคี่

เราจะได้รับบทเป็น Coen (โคเอน) ชายหนุ่มธรรมดาๆ คนนึงในเมือง Laslea (ลาสเลีย) ที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายมาแล้ว ด้วยการที่ Lunka (ลุนก้า) น้องสาวของเขาป่วยเป็นโรคระบาด และได้รับการช่วยเหลือจาก เหล่าวราคี่เอาไว้ ถึงแม้ว่าครอบครัวของตนจะถูกช่วยเหลือเอาไว้ แต่ Coen ก็ต้องหวาดระแวง เพราะในพิธีกรรมเก็บภาษีเลือดใกล้จะเข้ามาถึง แม่ของเขากลับป่วยอาการหนัก และมีแววอย่างมากที่จะถูกกำจัด เพราะร่างกายที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ ชาวเมืองบางส่วนยอมก้มหัวให้กับระบบปกครองแบบไม่เป็นธรรมเพราะพวกเขาก็ยังได้รับประโยชน์อยู่ แต่ประชาชนบางส่วนก็ต่อต้านกันเงียบๆ เพราะระบบการปกครองแบบเผด็จการที่ไม่อนุญาตให้มีใครแตกแถว แถมยังพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อของผู้คนด้วยการสร้างศาสนาใหม่ที่บูชาเหล่าวราคี่ให้กลายเป็นพระผู้โปรดแทน เมื่อถึงพิธีกรรมแม่ของโคเอนนั้นก็ตกเป็นเป้า ทำให้พ่อของเขาและเพื่อนๆ ในเมือง Laslea เริ่มทำการก่อกบฏกันเงียบๆ และแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเขาคิด เบรนซิสและเหล่าสมุนวราคี่ของเขาล่วงรู้ถึงแผนการของกลุ่มกบฏและทำการหยุดยั้งด้วยการนองเลือด ผู้คนมากมายถูกสังหารในถ้ำ บ้างก็ถูกเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นความบันเทิง เบรนซิสได้ทำการเปลี่ยน โคเอน ให้กลายเป็นแวมไพร์ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง และอยากที่จะให้โคเอนเป็นผู้สังหารเหล่ากบฏเสียเอง แต่กระบวนการดังกล่าวกลับผิดพลาด Coen ไม่ได้กลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว แต่กลายเป็น "Dawnwalker" หรือผู้ที่ยังเป็นมนุษย์ในเวลากลางวันและกลายร่างเป็นแวมไพร์ในเวลากลางคืน Brencis ได้ทำการเผาเมืองลาสเลียจนราบเป็นหน้ากลอง และทำการปราบโคเอนที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ และตรึงเขาเอาไว้ที่ต้นไม้ เพื่อให้แสงแดดนั้นแผดเผาเมื่อตะวันโผล่ขึ้นบนขอบฟ้า แน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจผิดว่า Coen เสียชีวิตไปแล้ว และได้ทำการลักพาตัวครอบครัวของเขาไปกักขังไว้ที่ปราสาทเพื่อเตรียมใช้เป็นเครื่องสังเวยในพิธีสถาปนาตนเองขึ้นเป็นเจ้าชายซึ่งจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

Coen ฟื้นตัวขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือจาก Anca หมอสมุนไพรในพื้นที่ผู้สอนศาสตร์แห่งแม่มดให้เขาใช้ต่อสู้ในช่วงกลางวันที่พลังแวมไพร์ของเขาถูกหยุดเอาไว้ โคเอนเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อโค่นล้ม Brencis และปลดแอกประเทศแห่งนี้ ระหว่างทางเขาสามารถสร้างพันธมิตรกับกลุ่มต่อต้านต่างๆ เช่น Lacra แวมไพร์ที่ทำงานให้กองกำลังปริศนาเพื่อทำลาย Brencis และ Crake ผู้นำกลุ่มต่อต้านของมนุษย์ที่ต้องการทวงคืนอำนาจให้กับทายาทของกษัตริย์ที่ถูกลอบปลงพระชนม์ นอกจากนี้ Coen ยังได้ค้นพบประวัติศาสตร์ของ Vale Sangora และเรื่องราวของ Augors องค์กรลับที่ใช้ Dawnwalker ในการรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์และแวมไพร์ด้วย

พูดกันตามตรงว่าจุดเด่นที่สุดของ The Blood of Dawnwalker คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของเกม ที่มันผูกโยงเรื่องราวออกมาได้ดีมากๆ การหยอด World Setting เอาไว้ตามภารกิจต่างๆ หรือแม้กระทั่งหนังสือหนังหาทั่วไปที่เราตามเก็บในเมืองก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ คือเรื่องราวบางอย่างในเกมมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักของเกมเลย แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็มีคุณค่าให้ตามเก็บตามอ่าน เพราะความน่าสนใจของมันเอง หรือแม้กระทั่งโครงสร้างบ้านเมืองต่างๆ ที่ถูกวางออกมาก็เข้ากับบรรยากาศของเกม และเล่าเรื่องราวของตัวมันเองได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ทางด้าน Side Quest เองก็ถือว่าภาพรวมทำออกมาได้ค่อนข้างดีพอสมควร โดยหลักๆ แล้วมันจะทำหน้าที่ในการเล่าเรื่องของโลก Dawnwalker เป็นหลัก จะมีไซด์เควสต์บางอย่างเท่านั้นที่จะส่งผลกับเนื้อเรื่องในเกม แต่อย่างที่ว่าไปว่าหน้าที่หลักของเควสต์เหล่านี้นั้นคือการปูบทบาทให้กับผู้เล่นเสียมากกว่า มันเป็นการค่อยๆ หยอดเนื้อหาให้ผู้เล่นไปทีละนิดๆ แล้วให้ผู้เล่นเอาเรื่องราวมาประกอบเอาเอง แม้กระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนเป็น World Setting ของเกมเองนั้น ก็จะมามีผลกับเนื้อหาหลักภายในเกมแบบโต้งๆ เลยด้วย แต่เควสต์ย่อยเหล่านี้ก็เหมือนเป็นดาบสองคมด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่าเควสต์ภายในเกมมันมียิบย่อยอยู่เต็มไปหมด เราก็ไม่รู้ว่าเควสต์ไหนสำคัญไม่สำคัญ มีแต่ต้องทำไปก่อน แถมพอเกมมีข้อจำกัดทางด้านเวลาอีก ทำให้เราไม่สามารถมานั่งเก็บมันครบได้ตั้งแต่ครั้งแรก มีแต่ต้องเล่นซ้ำเท่านั้น แต่ทั้งหมดนี้มันจะไปขมวดปมช่วงท้ายๆ ที่เราเริ่มได้จิ๊กซอว์มาต่อเนื้อเรื่องแบบครบๆ แล้วนั่นเอง

ในอีกภาพหนึ่งของเกมนั้น มันเป็นเกมสไตล์เดียวกับพวก Choice Matter ทั้งหลาย ที่การตอบคำถามระหว่างการทำเควสต์ของเราจะส่งผลกับตัวเกมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม หลายๆ ครั้งระหว่างการเล่น การตอบคำถามก็จะทำให้สร้างเควสต์ย่อยอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน และรวมถึงฉากจบของเกมด้วยเช่นเดียวกัน เท่าที่ตัวผมเองเล่นนั้น ผมเจอฉากจบทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ชัวร์ว่าฉากจบจริงๆ มีด้วยกันกี่แบบ แต่เอาจริงๆ แต่ละแบบที่ผมลองมันก็ไม่ได้รู้สึกว่าต่างกันขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายพอสมควร ไม่ชัวร์ว่าจำเป็นจะต้องเล่นใหม่ตั้งแต่แรกหรือเปล่า เพราะว่าจบแล้วเกมมันดันไม่มีโหมด New Game + ให้เล่นนี่แหละ

หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในเกมนี้ก็คือเรื่องของบทสนทนาของ NPC ภายในเกม ที่ทุกตัวละครนั้นเป็นแบบ Full Voice ทั้งหมด นั่นก็คือมีการพากย์ทั้งหมดนั่นแหละ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะชม แต่สิ่งที่ผมจะชมก็คือ Dialogue ของ NPC ที่ถูกวางเอาไว้แบบดีมากๆ คือตามปกติแล้ว เกมประเภทเดียวกันกับ Dawnwalker จะมีปัญหาพอสมควร ที่เวลาเราเลือกตอบคำถามที่ไม่ได้ส่งผลกับบทสนทนาอันถัดๆ ไป บทพูดมันจะดูแปลกๆ แต่ใน Dawnwalker ไม่ว่าเราจะเลือกตอบคำถามไหนก่อน บทปิดท้ายของ NPC มักจะเป็นการโยนไปสู่บทสนทนาอันถัดไปที่มีให้เลือกเสมอ มันทำให้เรื่องราวของ NPC แต่ละตัวดูเป็นเนื้อเดียวกันมากๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่อาจจะเป็นข้อสังเกตเอาไว้สักนิดนึง สำหรับคนที่เล่น The Witcher 3 มาก่อนก็น่าจะพอเดาทางเกมนี้ได้อยู่พอสมควร เพราะ Setting ของเกมนั้นมันจะออกไปทางเทาๆ ที่ไม่มีขาวดำแบบชัดเจน คือ NPC หลักๆ แต่ละคนก็จะมีด้านแย่ๆ ของตัวเอง และความต้องการของตัวเองเป็นหลักเป็นแหล่งอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะเลือกตอบแบบไหน มันเลยไม่ได้มีผิดมีถูกแบบ 100% นั่นเอง แต่ปัญหาคือนอกจากพวกบทพูดแล้วเนี่ย เกมมันดันมีปัญหาในเรื่องของบรรยากาศเล็กน้อย คือใน Setting ของเกม ชาวเมืองจะค่อนข้างหวาดกลัวเหล่าวราคี่ หรือแวมไพร์เอามากๆ เพราะมันเป็นพวกเผด็จการ หิวเลือด หิวเนื้อสุดๆ แต่พอเป็นพระเอกของเราที่เดินผ่านไปผ่านมาในเมือง แสดงพลังแวมไพร์สุดโหด กระโดดไปโดดมา Reaction ของเหล่า NPC เหล่านั้นกลับดูเฉยเมยแล้วก็มองเหมือนเป็นเรื่องปกติไปซะอย่างนั้น หนักข้อเข้าหน่อยก็พวกเหล่าหมารับใช้เบรนซิสนี่แหละ ที่จริงๆ มันสมควรจะมี Reaction อะไรหน่อยไหมวะ กว่าจะไปมี Reaction ก็ต้องเป็นช่วงหลังแล้ว ที่คนเริ่มรู้จักหน้าค่าตาเรา แต่ช่วงแรกคือแบบ เออก็รู้ว่าไม่รู้จักหน้ากู แต่เห็นพลังกู มึงก็แสดงความกลัว หรือความตื่นเต้นอะไรหน่อยได้แมะ

GAMEPLAY | การบริหารเวลาสุดกดดันและคอมแบทที่ท้าทาย (8.0/10)

Blood of Dawnwalker เป็นเกม RPG สไตล์เดียวกับ The Witcher เลย คือต้องบอกว่าโครงสร้างมันมีความใกล้เคียงกันมากๆ แต่หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เกมนี้นั้นแตกต่างจาก The Witcher ก็คือระบบ Time Limit ว่าง่ายๆ ว่าหลังจากที่ในเกมเราได้กลายเป็นแวมไพร์แล้ว เรามีเวลาแค่ 30 วัน ในการไปช่วยเหลือครอบครัวของตัวเอง โดยจะแบ่งออกเป็นกลางวัน 8 ชั่วโมง และกลางคืน 8 ชั่วโมง โดยที่กลางวันและกลางคืนนั้นจะมีรายละเอียดทางเกมเพลย์ที่แตกต่างกันไปอีกทีนึง ซึ่งเดี๋ยวเราว่ากัน เวลาในเกมนี้ถือเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดภายในเกม เพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามมันจะค่อยๆ กินเวลาคุณไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัปสกิล การคุยกับ NPC การเคลียร์แคมป์ หรือแม้กระทั่งการทำเควสต์ย่อยต่างๆ ก็จะมีการใช้เวลาเป็นพอยต์ในการตัดสินใจเสมอ ว่าง่ายๆ ถ้าบริหารเวลาไม่ดี เราเองนี่แหละที่จะแย่ บางครั้ง เราอยากให้ตัวละครเก่งขึ้น เราก็อาจจะต้องมานั่งคิดว่า ถ้าเราอัปสกิลไปแล้ว เวลาที่จะไปทำภารกิจจะพอไหม หรือแม้กระทั่งการกินยาบัฟต่างๆ เองก็จะถูกนับเป็นเวลาด้วยเช่นกัน เช่นอยู่ได้ 2-3 ชั่วโมง เป็นต้น คือถ้าถามส่วนตัวผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นระบบที่ผมชอบ คือมันบีบบังคับให้เราต้องวางแผนว่าเราจะทำอะไรก่อนหลัง เราจะอัปเกรดตัวเองไหม หรือว่าจะอดทนไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าเวลาจะพอไหม แต่การเล่นในลักษณะนี้เองบางคนก็อาจจะไม่ชอบได้เช่นกัน เพราะหลายๆ ครั้งที่เราอยากให้ตัวละครเราเก่งขึ้น เรากลับไม่กล้าทำให้มันเก่งขึ้น เพราะกลัวจะพลาดเนื้อหาของเกมไปนี่แหละ

ถัดมาคือเรื่องของการสำรวจภายในเกม ตรงนี้ส่วนมากนั้นจะมันจะไม่ได้ Consume เวลาภายในเกม คือเราเดินไปไหนมาไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องไปซีเรียสว่ามันจะทำให้เวลาของเราหมดลงเร็วหรือเปล่า ยกเว้นแต่เดินไปเจอแรนดอมอีเวนต์เข้าให้ แล้วเราเข้าไปทำภารกิจนั่นแหละ และอย่างที่ว่าไปว่าเกมนี้ จะแบ่งเวลาออกเป็นสองช่วง คือช่วงกลางวันและกลางคืน และเราเป็น Dawnwalker ที่ช่วงกลางวันนั้นเราจะไม่สามารถใช้ร่างแวมไพร์ได้ แต่ก็จะเป็นมนุษย์ที่เก่งกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่พอสมควร บวกกับพลังแม่มดที่เราได้เรียนมาก็จะใช้ได้แค่ช่วงกลางวันเช่นเดียวกัน ส่วนช่วงกลางคืน ก็จะเป็นช่วงที่เราสามารถใช้พลังของแวมไพร์ได้อย่างเต็มที่ และทั้งสองช่วงนี้เอง เราก็จะทำภารกิจที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย เช่นตอนกลางวันเราถึงจะไปสำรวจพวกแท่นบูชาได้ คุยกับศพได้ หรือ ร้านขายของต่างๆ หลายๆ ร้านเองก็จะเปิดแค่ช่วงตอนกลางวันเท่านั้น ส่วนตอนกลางคืนก็จะเป็นช่วงเวลาของแวมไพร์ แคมป์สัตว์ป่า หรือแคมป์แวมไพร์ก็จะไปได้แค่ในช่วงนี้ หรือแม้แต่การไต่หอคอยก็ต้องเป็นช่วงเวลากลางคืนเท่านั้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็จะมีบางร้านค้าที่เปิดเฉพาะช่วงกลางคืนด้วย อย่างร้านขายหนังสือแม่มด เป็นต้น

ถึงแม้ว่าผมจะบอกว่า Dawnwalker เป็นเกมสไตล์เดียวกันกับ The Witcher 3 ก็ตาม แต่ต้องบอกเลยว่าสิ่งที่ทำได้ดีกว่าในมุมมองส่วนตัวของผมก็คือระบบ Combat ระบบ Combat ของ Dawnwalker จะมีรูปแบบการต่อสู้คล้ายๆ กับเกมอย่าง Kingdom Come ที่เราจำเป็นจะต้องป้องกันแบบเลือกทิศทางและโจมตีแบบเลือกทิศทางด้วย แต่ว่ากันตามตรง ผมรู้สึกว่าในเกมนี้ ระบบคอมแบทจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และเร็วกว่า Kingdom Come อยู่พอสมควร ในช่วงแรกของการเล่นเราอาจจะรู้สึกงงอยู่หน่อยๆ ว่าจะต้องต่อสู้ยังไง เพราะศัตรูก็มาแบบหลายทิศหลายทางแถมเราต้องกดป้องกันให้ถูกทิศทางอีกต่างหาก แต่พอเริ่มจับทางได้ ต้องบอกเลยว่าระบบคอมแบทของเกมนี้สนุกมากๆ มันมีความท้าทายในการเล่นพอสมควร อันนี้ผมเล่นโหมดยากเกือบสุด เกมก็เลยจะยังบอกอยู่ว่าศัตรูจะตีมาในทิศทางไหน แต่เกมมันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนะ คือถ้าเวลาป้องกันเราไม่ได้กดทิศทาง ศัตรูก็จะยังไม่โจมตีเข้าเลือดเราอยู่ดี เพียงแต่มันจะไปเข้าสตามินาแทน แต่ถ้าเกิดเราบล็อกถูกทิศทางก็จะไม่เข้าทั้งเลือดและสตามินา แต่ถ้าบล็อกผิดทางก็จะโดนดาเมจไปตามระเบียบ เอาจริงๆ ผมรู้สึกว่าคอมแบทมันสนุกและดุเดือดมากๆ ถ้า…. มันสู้กับศัตรูจำนวนไม่เยอะมาก แต่ภายในเกมนั้นเราจำเป็นจะต้องสู้กับศัตรูเป็นจำนวนมากอยู่บ่อยครั้ง ระดับ 5-6 ตัวขึ้นไปตลอดทั้งเกม แทบไม่มีจังหวะไหนเลยที่จะให้เราได้ดวลเดี่ยวกับศัตรู คือไม่ใช่ว่ามันยากหรืออะไรนะ แต่มันทำให้คอมแบทแต่ละครั้งนั้นมันนานเอามากๆ โดยเฉพาะเมื่อศัตรูแต่ละประเภทนั้น Move set มันน้อยเสียเหลือเกิน แถมประเภทศัตรูเองก็น้อยด้วยเช่นกัน มันทำให้เราต้องสู้ซ้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดทั้งเกม โดยเฉพาะบางช่วงของเกมที่มันให้เราสู้กับศัตรูจำนวน 7-8 ตัว ขึ้นไป แบบติดๆ กัน 5-6 ไฟต์ ติดๆ กันที่ว่านี่คือมันเว้นช่องว่างให้หายใจไม่ถึง 10 วินาทีเลย แล้วพอศัตรูมันอึด บวกกับกว่าจะฟันมันได้แต่ละทีเนี่ย ทำให้มันเสียเวลา และรู้สึกเหนื่อยในการต่อสู้แต่ละครั้งเอามากๆ เลย จนมีช่วงนึงคือผมสู้แบบนี้หลายๆ รอบเข้า ผมต้องกดเซฟแล้วปิดเกมไปพักก่อนเลยอ่ะ ไม่ไหวจริงๆ

กระนั้น อย่างที่ผมว่าไปว่าการสู้กับศัตรูแบบ 1 ต่อ 1 มันกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะพวกบอสทั้งหลายของเกม ที่จำนวนมันก็ไม่ได้เยอะอยู่แล้ว เอาจริงๆ ทั้งเกมมันก็มีแค่ 4 ตัวเท่านั้นแหละ โดย 3 ตัวจะเป็นลูกน้องเบรนซิสนั่นเอง ซึ่งการต่อสู้กับบอสในเกมนี้ก็มีหลายวิธี มีตั้งแต่ไล่ทำเควสต์เพื่อให้เราสามารถสู้บอสได้ง่ายขึ้น หรือว่าจะไม่ฟังเรื่องราวของบอสเลย แล้วไปปราบบอสในทันทีก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นอีเวนต์ภายในเกม เพราะบอสแต่ละตัวก็มีหน้าที่ของมันเอง อย่างตอนที่ผมเล่นรันแรกของเกมนี้ ผมก็บังเอิญไปเจอบอสอย่าง Xanthe เข้าให้ ตอนแรกก็งงๆ ว่าเข้าไปคุย เข้าไปเจอมันจะเป็นคัตซีนหรืออะไรแบบนี้หรือเปล่า แต่ไม่ สุดท้ายคือสู้เลย ชนะก็คือปราบบอสตัวนั้นไปเลย แต่ถ้าเราอยากที่จะสู้บอสให้ได้ง่ายขึ้น เราก็สามารถไปปราบแคมป์ของบอสแต่ละตัวได้ ทำให้บอสตัวนั้นๆ เริ่มหงุดหงิดที่เราเข้าไปงุ่มง่ามกับธุรกิจของพวกมัน และบอสเหล่านั้นก็จะเคลื่อนไหวให้เราเห็นได้ชัดในที่สุดเอง พูดตามตรงผมชอบระบบนี้นะ คือตอนแรกเราเป็นแค่แวมไพร์ชั้นปลายแถวที่บอสเหล่านั้นมันก็ไม่ได้รู้จักมักจี่เรามาก่อน แต่ถ้าเราอยากรู้ว่ามันอยู่ไหน เราก็ต้องเริ่มสร้างชื่อเสียงของตัวเองขึ้นมา และคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของบอสเหล่านั้นเอาเอง และหาวิธีต่อสู้กับมันให้ง่ายที่สุดเอา

ถัดมาอีกระบบนึงที่ผมก็ค่อนข้างชอบคือระบบการอัปเกรดตัวละครในเกมนี้ ซึ่งเราจะแบ่งออกเป็นสองอย่าง ก็คือสกิลความสามารถของตัวละคร และอุปกรณ์สวมใส่ละกัน เริ่มกันที่ความสามารถของตัวละครกันก่อน อย่างที่เราได้เกริ่นๆ ไปแล้วว่าการอัปสกิลของเกมนี้จำเป็นจะต้องใช้เวลาที่เป็นทรัพยากรหลักด้วย และที่เหลือก็แน่นอนคือเรื่องของแต้มสกิลที่ได้จากการอัปเลเวลตัวละครและการทำภารกิจ แต่หนึ่งสิ่งที่ผมชอบคือ ไม่ใช่ว่าเราจะอัปเกรดตัวละครของเราได้เลย เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีการพัฒนาตัวละครก่อน โดยมันจะมาจากการอ่านหนังสือสกิลภายในเกม มันจำลองเหมือนกับว่า ตัวของโคเอนเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถทำอะไรได้ในอนาคต พอไปเปิดหนังสืออ่านแล้วก็อ๋อ เราสามารถทำแบบนี้ได้นี่นา แล้วก็เอาแต้มสกิลไปอัปอีกที ทำให้หลายๆ ครั้งเราอาจจะอยากอัปสกิล เราก็ไม่สามารถทำได้ ถ้าเราไม่ไปหาหนังสือมาอ่านก่อน ซึ่งหนังสือเหล่านั้นก็ได้จากการทำภารกิจ หรือไม่ก็ซื้อได้จากร้านค้า คือมันช่วยเพิ่มความ Immersive ให้กับเกมได้ค่อนข้างดี ถ้าอยากได้สกิลแม่มด เราก็ต้องไปทำพวกภารกิจที่มันเกี่ยวกับคาถา ไสยศาสตร์อะไรพวกนี้ ถ้าอยากได้สกิลที่เกี่ยวกับดาบ เราก็ต้องไปบุกแคมป์หรือไม่ก็ไปหาปรมาจารย์ดาบ แต่ถ้าเป็นพวกสกิลแวมไพร์ อันนี้ไม่ต้องอ่านหนังสือ ดูดเลือดไปเรื่อยๆ ความกระหายของโคเอนก็จะปลดล็อกสกิลเหล่านั้นมาให้เอง ส่วนทางด้านการอัปเกรดด้านอาวุธยุทโธปกรณ์พวกนี้ ส่วนตัวผมเองไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ คือในแง่ดีมันก็มี แต่ข้อเสียมันกลับเห็นได้ชัดมากกว่า คือพวกชุด รวมถึงอาวุธของโคเอนนั้น มันจะมีเลเวลประกอบด้วย ซึ่งสิ่งของเหล่านี้มันไม่ใช้เลเวลที่ติดกับอาวุธเลย แต่มันคือเลเวล ที่ตอนเราได้อุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ มา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไปเจอดาบ End Game ในช่วงที่ตัวเอกของเราเลเวล 4 ดาบชิ้นนั้นที่ได้มาก็จะเลเวล 4 ด้วย และถ้าเราเล่นไปเรื่อยๆ ตัวละครของเราเก่งขึ้นมาก็ใช่ว่าอาวุธเทพชิ้นนั้น จะเลเวลอัปตามไปด้วย ว่าง่ายๆ มันหยุดไว้ตรงนั้นนั่นแหละ ถ้าอยากจะให้อาวุธหรือชุดที่ได้มาเก่งขึ้นตามไป เราก็ต้องเสียตังค์ไปอัปเกรดกับพ่อค้าอาวุธอีกที คือผมพอเข้าใจนะว่าทำไมเขาทำแบบนี้ ทีมงานน่าจะไม่อยากให้ผู้เล่นดูไกด์แล้วก็ไปหยิบเอาอุปกรณ์เทพๆ มาตั้งแต่ต้นเกม แต่มันกลายเป็นว่าถ้าคุณบังเอิญไปเจอสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่ต้นเกม คุณก็จำเป็นจะต้องฟาร์มเงินเพื่อหามาอัปเกรดอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่ดีนั่นแหละ มันก็เลยอาจจะมองเป็นข้อเสียได้ อ้อเกือบลืมไปว่าพวกอุปกรณ์เหล่านี้ เราจะสามารถแต่งตัวเป็นชุดกลางวันและกลางคืนได้ เพราะของแต่ละชิ้นก็จะบวกค่าสเตตัสที่แตกต่างกันไป อย่างพวกบวกเลือดตอนเป็นมนุษย์เราอาจจะไม่อยากใส่ช่วงที่เป็นแวมไพร์ถูกไหม และไอระบบนี้เองก็ออกแบบมาได้งงๆ นิดนึง แทนที่เมื่อเราใส่อุปกรณ์สองเซตไปแล้ว มันสมควรจะไปอยู่ในหน้าเฉพาะเลย อาจจะดีกว่า เพราะเอาจริงๆ ผมเคยขายของผิด ตอนกดเร็วๆ แล้วมันพลาดไปโดนอุปกรณ์อีกเซตนึง แล้วต้องซื้อกลับคืนในราคา 10 เท่านี่ช็อกจริงๆ คือเข้าใจแหละว่ามันมีสัญลักษณ์บอก แต่ตอนกดขายมันก็ไม่ถามเลยอ่ะ

ที่เหลือของเกมเพลย์จริงๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว จะมีก็แต่เรื่องที่ทำให้บ่นเล็กๆ น้อยๆ อย่างระบบ Quick Time Event ที่ไม่รู้พี่จะใส่มาเพื่ออะไร แบบกดตัดไม้ ต้องมานั่งกด R2 ทีนึง หรือกดขุดดินก็ต้องมานั่งกด R2 ทีนึง คือมันเล็กๆ น้อยๆ มากๆ จนงงว่าใส่มาทำไม หรือระบบคราฟต์ของที่ส่วนตัวผมมองว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ของที่ใส่เข้าไปใน Quick Slot ได้ก็มีแค่ 4 ช่องเท่านั้น ใส่ยาก็เกือบเต็มหมดแล้ว อ้อ แล้วอีกเรื่องคือไอ Skill Wheel นี่ผมหงุดหงิดสุดละ อัปสกิลมาใช่ว่าจะสามารถใช้ได้ทั้งหมด ต้องมานั่งเลือกใส่อีกว่าเอาอันไหนดี ทั้ง Active และ Passive คือมันไม่ได้แย่นะที่ใช้ได้ไม่ทั้งหมด แต่การออกแบบการใส่ที่มันทำให้งงนี่แหละ ว่าสรุปแล้วอันไหนใช้ไม่ใช้กันแน่

PERFORMANCE | กราฟิกตกยุคและบั๊กที่พร้อมทำลายอรรถรสบน PS5 (5.2/10)

The Blood of Dawnwalker ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วย Unreal Engine 5 หนึ่งใน Engine ที่ขึ้นชื่อว่าภาพสวยงดงาม และแน่นอนว่ามันก็มาพร้อมกับปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน และปัญหากับเกมนี้นั้น มากเป็นพิเศษ Performance ของเกมนี้อยู่ในขั้นวิกฤตเลยก็ว่าได้ กราฟิกภาพที่ดูแล้วก็ค่อนข้างตกยุคพอสมควร แต่เกมกลับกินสเปกอย่างมหาศาล ผมเล่นบน PS5 เครื่องธรรมดา เกมรันได้บนเฟรมเรตประมาณ 30 กว่า มีอาการเฟรมเรตตกบ้างระหว่างการเล่น แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้บ่อยเลยก็คืออาการบั๊ก Texture ที่โหลดไม่ทันอยู่บ่อยครั้ง หรือแม้กระทั่งอาการภาพยืด Texture เบี้ยวนี่ก็คือเต็มไปหมดตลอดการเล่นเลย เรียกได้ว่าหลายจังหวะที่กำลังอินกับเนื้อหาภายในเกม แต่เจอหนวด NPC วิ่งเข้ามาแทงตานี่ก็เสียอรรถรสอย่างรุนแรงเลย

แต่ถึงแม้ว่าผมจะบ่นเรื่องกราฟิกของเกมที่ค่อนข้างตกยุค แต่ก็ต้องบอกว่าหลายๆ จังหวะของเกมก็จะมีมุมสวยๆ ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะฉากธรรมชาติที่ทีมงานบรรจงทำขึ้นมา หรือว่าบรรยากาศตามทางที่ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เรียกได้ว่าถ้าเล่นแบบไม่รีบ เดินดูธรรมชาติไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะงานศิลป์ของเกมที่โดดเด่นมากๆ

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คืออาการบั๊กของเกมนี่แหละ ตลอดทั้งการเล่นของผม ต้องบอกเลยว่า ผมเจอเกมแครชบ่อยจนหงุดหงิด หงุดหงิดจนถึงขั้นเกือบเลิกกลางคัน ทั้งๆ ที่ใกล้จบเกมแล้ว คือช่วงแรกของการเล่นผมแทบไม่เจอการเกมแครชเลย แต่พอมาเป็นช่วง 10 ชั่วโมงสุดท้าย ผมเจอไม่ต่ำกว่า 20 รอบ แล้วระบบเกมหลายๆ ครั้งมันก็ไม่ได้ Auto Save ให้ถี่มาก ทำให้หลายๆ ครั้งผมต้องกลับไปนั่งวนเล่นฉากเดิมๆ ซ้ำอยู่หลายครั้ง แล้วที่ผมพูดนี่คือ ผมไม่ได้เล่นก่อนแพตช์ Day one นะ คือผมเล่นลากยาวมา ตอนนี้ก็คือเกือบเดือนแล้วด้วยซ้ำหลังจากที่เกมออก ทุกครั้งที่เกมแครชผมก็รีพอร์ตพร้อมวิดีโอกลับไปหาอยู่หลายครั้ง ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยังไม่แก้เสียที พูดง่ายๆ ว่าถ้าคะแนนเกมนี้ตกลงไปเยอะ นั่นเป็นเพราะผมเล่นบน PS5 เครื่องธรรมดา ถ้าใครดูรีวิวนี้อยู่แล้วรู้สึกว่าอยากเล่น ผมแนะนำให้เล่นเครื่องอื่นแบบ 100% ไปเลย

SOUND DESIGN | บทเพลงสไตล์ The Witcher กับเอฟเฟกต์เสียงที่เบาบาง (8.0/10)

ทางด้านผลงานเพลงของเกมก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดี ได้ Composer มืออาชีพอย่าง Mikolai Stroinski มาร่วมงาน ซึ่งถ้าใครคุ้นชื่อก็อาจจะไม่ต้องแปลกใจเพราะแกเองก็เคยคอมโพสให้กับ The Witcher 3 Wild Hunt มาก่อน คือบรรยากาศเพลงของเกมมันใกล้เคียงกับ Witcher เอามาก เอาจริงๆ ผมชอบงานเพลงของเกมนี้พอสมควรเลย คือมันไม่ได้ถึงขั้นเป็นแบบเพลง Masterpiece อะไรขนาดนั้น แต่ก็ติดหูอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะพวกเพลง Chants สไตล์บทสวดนี่ทำได้ดีมากๆ

ส่วนทางด้านเสียงเอฟเฟกต์ของเกม ส่วนตัวมองว่ามันดูเบาๆ ไปสักเล็กน้อย คือมันก็พอจะสะใจแหละ แต่พอช่วงที่ผ่านมามันมีเกมที่ทำเสียงเอฟเฟกต์ได้ถึงใจมาเป็นตัวเปรียบเทียบ ก็เลยรู้สึกว่าเกมนี้ดรอปไปพอสมควร ว่าง่ายๆ ว่ามันมีพื้นที่ให้พัฒนาเยอะมากๆ ทั้งเสียงฟันดาบเอย เสียงกรงเล็บเวลาฟัน หรือแม้กระทั่งเสียง Ambient ต่างๆ ภายในเกมที่ดรอปลงพอสมควร

ทางด้านเสียงพากย์ต้องบอกเลยว่าภาพรวมนั้นทำออกมาได้ดีมากๆ คือเสียงพากย์ NPC รองๆ ที่เป็น Full Voice นี่ครบรสครบอารมณ์และทำได้ดีทุกๆ ตัวเลย ถือว่าเป็นตัวแบกของงานพากย์ก็ได้ ไม่ใช่ว่าเสียงพากย์ตัวละครหลักอย่างโคเอน หรือเบรนซิสไม่ดี คือมันดีในระดับมาตรฐาน แต่พอภาพรวมมันได้ NPC เข้ามาช่วยเอาไว้ ทำให้มันออกมาสมบูรณ์เอามากๆ

หมวดหมู่ หัวข้อย่อย คะแนน
Story (8.8/10) วิธีเล่าเรื่อง 9/10
ความเข้ากันกับเนื้อเรื่อง 9/10
Character Development 9/10
ความเป็นธรรมชาติของบทพูด 9/10
การแสดง/สีหน้า (Motion Capture) 8/10
Gameplay (8/10) Innovative (ระบบใหม่) 10/10
Quality of Life (QoL) 8/10
Core Gameplay 7/10
Content 8/10
Replayability 9/10
Level Design 6/10
Performance (5.2/10) คุณภาพของกราฟิก 7/10
ประสิทธิภาพในการแสดงผล 5/10
การออกแบบงานศิลป์ (Art Style) 6/10
บั๊ก 3/10
Sound Design (8/10) คุณภาพเสียงประกอบ (ดนตรี) 9/10
คุณภาพเสียงประกอบ (เอฟเฟกต์) 7/10
เสียงพากย์ 8/10
Verdict (คะแนนรวม) 7.5/10

The Blood of Dawnwalker

7.5 / 10 คะแนน

ถ้าหากคุณชอบเกมสไตล์เดียวกันกับ The Witcher 3 ต้องบอกว่า The Blood of Dawnwalker เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สมมงเอามากๆ มันเสริมแกร่งด้วยเกมเพลย์ที่ติดหนึบมากกว่า แต่ถ้าหากจะเอาไปเทียบชั้นก็อาจจะยังอยู่ในระดับที่ยากพอสมควร เพราะมันดันมาตกม้าตายเรื่อง Performance ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดบอดใหญ่ ถ้าหากทีมงาน Rebel Wolves มีเวลาขัดเกลาเกมมากกว่านี้ มันคงจะออกมาดีกว่านี้ได้ไม่ยาก และถ้าคุณกำลังเล็งที่จะเล่นมันบนเครื่อง PS5 เวอร์ชันปกติ ผมคงต้องบอกคำเดียว ว่าหนีไป

แชร์เรื่องนี้:
Meltdown
Meltdown

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง