สื่อข่าวต่างประเทศ PC Gamer นำเสนอประเด็นน่าสนใจจากงาน Game Developers Conference (GDC) เมื่อ Aaron Keller ตำแหน่ง Game Director ของเกม Overwatch ได้ออกมาพูดถึงบทเรียนครั้งใหญ่ในการพัฒนาเกม โดยเขายอมรับว่าการตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบเกมจาก 6v6 มาเป็น 5v5 ในยุคของ Overwatch 2 (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อกลับเป็น Overwatch แล้ว) ถือเป็นการตัดสินใจที่สร้างประเด็นถกเถียงรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกม
การตัดผู้เล่นออกหนึ่งตำแหน่งทำให้รูปแบบการเล่นของ Hero shooter เกมนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะผู้เล่นตำแหน่ง Tank ที่ต้องเผชิญกับการปรับแก้ระบบครั้งใหญ่ ตัวละครอย่าง Orisa ต้องเปลี่ยนจากแนวหน้าที่คอยตั้งรับ มาเป็น Tank ที่สามารถไล่สังหารศัตรูได้ดุดันไม่แพ้ตัวละครสาย Damage hero สิ่งนี้นำไปสู่การเรียกร้องอย่างหนักจากแฟนเกมดั้งเดิมที่หลงรักระบบ 6v6 โดยมีการตั้งกระทู้ถกเถียงกันอย่างดุเดือดทั้งบน Reddit และ Twitter

จุดผิดพลาดสำคัญที่ Aaron Keller ยอมรับคือ การที่ทีมงานนิ่งเฉยต่อกระแสดังกล่าวนานเกินไป "เรารออย่างน้อยหนึ่งปีเต็มกว่าจะออกมาพูดถึงประเด็น 5v5 เทียบกับ 6v6 อย่างจริงจัง โดยแอบหวังว่าบทสนทนาเหล่านี้จะค่อยๆ เงียบหายไปเอง เราควรจะรับฟังให้เร็วกว่านี้" การรอคอยที่ยาวนานนี้เองที่เขายอมรับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ "ทำให้เราสูญเสียความเชื่อใจ"
จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2024 ทางค่าย Blizzard ถึงได้ออกมาเขียน Blog โพสต์พูดถึงข้อดีข้อเสียของทั้งสองระบบ ซึ่งนำไปสู่การเปิดทดสอบโหมด 6v6 แบบจำกัดเวลา และถูกบรรจุเป็นโหมดถาวรในที่สุด แม้ปัจจุบันโหมด 6v6 จะกลายเป็นโหมดที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับสองของเกม แต่ Aaron Keller ก็เปิดเผยข้อมูลว่า ยอดผู้เล่นในโหมดนี้ก็ยังมีอัตราการลดลงอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากโหมดอื่นๆ ซึ่งทีมงานเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะนำ Data ส่วนนี้ไปจัดการอย่างไรต่อ และการมีเอกลักษณ์หลักของเกมถึงสองรูปแบบอาจไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพของเกมในระยะยาว

บทเรียนครั้งนี้ทำให้ทีมพัฒนาหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ Experimental modes เพื่อทดสอบสิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้เรียนรู้จากการสังเกตเกมคู่แข่งแนว Live service อย่าง Marvel Rivals โดยในช่วงท้ายของการบรรยาย Aaron Keller ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า
Overwatch ไม่จำเป็นต้องถูกสร้างใหม่ แก่นแท้ของเกมต่างหากที่ต้องได้รับการทำความเข้าใจ ปกป้อง และปล่อยให้วิวัฒนาการไป สิ่งที่เปลี่ยนสถานการณ์ของเราไม่ใช่ฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่ง แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีที่เรารับฟัง วิธีที่เราลงมือทำ และวิธีที่เรานำเสนอตัวตนอย่างสม่ำเสมอ
Aaron Keller
ที่มา PC Gamer