เว็บไซต์ Engadget รายงานว่า Epic Games ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ได้ประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่กว่า 1,000 ตำแหน่ง โดย Tim Sweeney ตำแหน่ง CEO ของบริษัทได้ส่งบันทึกภายในถึงพนักงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุว่าการลดลงของการมีส่วนร่วมในเกม Fortnite ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2025 ทำให้บริษัทมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับอย่างมาก จึงจำเป็นต้องทำการลดต้นทุนครั้งใหญ่เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทเอาไว้
Tim Sweeney ระบุเพิ่มเติมว่า นอกจากการปลดพนักงานแล้ว บริษัทยังได้ลดต้นทุนในส่วนของการจ้างเหมา การตลาด และการปิดรับตำแหน่งงานใหม่ ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้กว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับยืนยันว่าการปลดพนักงานในครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาแทนที่แต่อย่างใด หากย้อนกลับไปในปี 2023 ทาง Epic Games เคยปลดพนักงานไปแล้ว 830 คน ซึ่งคิดเป็น 16 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนพนักงานในขณะนั้น หากตัวเลขพนักงานไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก การปลดพนักงานรอบล่าสุดนี้จะคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ของพนักงานทั้งหมดเลยทีเดียว
นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเรื่องของ Fortnite แล้ว บริษัทยังต้องเผชิญกับปัญหาในระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่ช้าลง การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง ยอดขายคอนโซลรุ่นปัจจุบันที่น้อยกว่ารุ่นก่อนหน้า และการแข่งขันแย่งชิงเวลากับสื่อบันเทิงรูปแบบอื่นๆ ขณะเดียวกัน Epic Games ยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการต่อสู้ทางกฎหมายเรื่อง App Store กับทาง Apple ซึ่ง Tim Sweeney เคยระบุว่าใช้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในส่วนของค่าธรรมเนียมทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ทิศทางต่อไปของบริษัทคือการมุ่งเน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับ Fortnite รวมถึงการเร่งพัฒนาเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาในช่วงการเปลี่ยนผ่านจาก Unreal Engine 5 ไปสู่ Unreal Engine 6 สำหรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินชดเชยอย่างน้อย 4 เดือน พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพเพิ่มเติม และการเร่งรัดสิทธิในการซื้อหุ้นของบริษัท
นอกจากการลดขนาดองค์กรแล้ว Epic Games ยังได้ประกาศปิดให้บริการเกม 3 โหมด ได้แก่ Rocket Racing ที่จะปิดตัวในเดือนตุลาคม รวมถึง Fortnite Ballistic และ Festival Battle Stage ที่จะหายไปในวันที่ 16 เมษายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าบางโหมดไม่สามารถดึงดูดและรักษาฐานผู้เล่นจำนวนมากเอาไว้ได้ ซึ่งสอดคล้องกับการประกาศปรับขึ้นราคา V-bucks ก่อนหน้านี้ที่มีการให้เหตุผลเรื่องต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
ที่มา Engadget