รีวิว Pragmata

ในช่วงนี้ต้องบอกว่าเป็นขาขึ้นของค่ายเกมที่เรารักอย่าง Capcom ก็ว่าได้ เกมดีๆ ออกมาเพียบแบบไม่ได้หยุดพัก หนึ่งในนั้นก็คือเกมพ่อเลี้ยงเดี่ยวกับหุ่นยนต์แอนดรอยด์สุดแสนที่จะน่ารัก ถึงแม้ว่าตัวเกมจะมีการเลื่อนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่เหล่าเกมเมอร์ก็ตั้งหน้าตั้งตาคอยกันแบบสุดๆ ตลอดมา และในที่สุดเกมมันก็ออกมาแล้วครับ ถึงแม้ว่าเราจะรีวิวช้าไปนิดก็เถอะ
STORY | โครงเรื่องสูตรสำเร็จที่ขับเคลื่อนด้วยเคมีตัวละคร (6.4)
วิกฤตการณ์บนดวงจันทร์
ในอนาคตอันใกล้ มนุษยชาติได้ค้นพบ "Lunafilament" แร่มหัศจรรย์บนดวงจันทร์ที่สามารถจำลองสิ่งต่างๆ ได้แทบทุกชนิดโดยใช้เทคโนโลยีพิมพ์สามมิติ จึงมีการก่อตั้งศูนย์วิจัยและเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในชื่อ The Cradle ขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากแร่นี้ แต่จู่ๆ การสื่อสารทั้งหมดจากสถานีก็ถูกตัดขาดลงไปดื้อๆ ทีมสืบสวนจากโลกจึงจำเป็นจะต้องเข้ามาสืบดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเราจะได้รับบทเป็นหนึ่งในทีมวิศวกรชื่อ Hugh Williams เราถูกส่งตัวไปตรวจสอบความผิดปกติ แต่เมื่อเดินทางไปถึง กลับเกิดเหตุแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์อย่างรุนแรงจนฐานทัพพังทลาย ฮิวจ์พลัดหลงจากทีมและได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่เขาติดอยู่ข้างในและกำลังจะสิ้นใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตราย ฮิวจ์ก็ได้รับการช่วยเหลือจากแอนดรอยด์เด็กหญิงปริศนาในชื่อว่า D-I-03367 ซึ่งยาวเกินไป ฮิวจ์ไม่อยากเรียก เลยได้ตั้งชื่อใหม่ให้กับเธอว่า "ไดอาน่า" ทั้งสองได้ร่วมมือกันเพื่อเอาชีวิตรอด โดยไดอาน่าจะใช้ความสามารถพิเศษในการแฮ็กเพื่อหาจุดอ่อนและเปิดเผยตำแหน่งของเครื่องจักรศัตรู ในขณะที่เราใช้ทักษะการต่อสู้เพื่อปกป้องเธอ ระหว่างที่ทั้งคู่ออกสำรวจศูนย์วิจัยเพื่อค้นหาวิธีติดต่อกลับไปยังโลก ความผูกพันของทั้งสองก็เริ่มก่อตัวขึ้น โดยฮิวจ์เริ่มมองข้ามความเป็นเครื่องจักรของไดอาน่า และค่อยๆ ดูแลเอาใจใส่เธอราวกับเป็นลูกสาวแท้ๆ

พล็อตเรื่องที่คาดเดาได้และ Lore ที่ยังไม่สุด
Pragmata เป็นเกมเล่าเรื่องแบบเส้นตรง ไม่ได้ซิกแซกเนื้อหาอะไรมากเท่าไหร่ ว่าก็ว่า สำหรับผมเนื้อหามันค่อนข้างที่จะเดาทางได้ง่ายครับ จะเรียกว่าคลีเชเลยก็ได้เช่นกัน เรามาในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งมีชีวิตปริศนา ค่อยๆ หาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เอาจริงคือพี่จะไม่ใส่อะไรไปเพิ่มหน่อยเหรอ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายก็คือ World Setting ของเกมนั้นไม่ได้ทำมาลึกอย่างที่คาดหวัง ซึ่งตรงนี้ผมเดาเอาว่า Capcom คงไม่ได้วางแผนให้มันเป็นแฟรนไชส์ระยะยาวตั้งแต่แรก ตัว World Setting เลยออกมาในลักษณะนี้ พวกเอกสารต่างๆ ภายในเกมส่วนมากก็เป็นแค่การทำงานบนดวงจันทร์นั้นเขาทำยังไง มีปัญหาอะไรบ้าง แต่ไม่ได้ลงลึกไปถึงความลึกลับของ Lunafilament เสียเท่าไหร่ ซึ่งก็ถือว่าน่าเสียดายอยู่พอสมควรครับ
Space Dad และเจ้าหนูจำไม
ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นตัวที่ไม่ได้เป็นจุดเด่นของ Capcom มากนัก แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมและไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครเอกทั้งสองตัวอย่างฮิวจ์และไดอาน่าครับ ที่เรียกว่าเคมีเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เหมือนไร้ซึ่งเจเนอเรชันแกป ฮิวจ์จะรับบทเป็นคุณพ่อจำเป็นที่ต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูจำไมที่อยากจะรู้ไปซะทุกเรื่อง และฮิวจ์ก็สามารถทำหน้าที่นั้นได้ดีมากๆ จนสงสัยว่าพี่ไม่มีหลุดเลยเหรอไง ทำให้ตอนนี้ชาวเน็ตก็ยกให้ฮิวจ์กลายเป็น Space Dad ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนไดอาน่าเองก็ทำออกมาได้ดีเอามากๆ เรียกได้ว่าไดอาน่าเป็นเด็กจริงๆ มากกว่าเด็กที่เป็นหุ่นยนต์แอนดรอยด์เสียอีก ทำให้หลายๆ ครั้งระหว่างการเล่นนี่ผมลืมไปเลยว่าไดอาน่าเป็นหุ่นยนต์ จนกระทั่งน้องพูดเลขฐาน 2 มานี่แหละ ก็แอบหลอนอยู่เหมือนกัน
การเติบโตของตัวละครที่ขาดหาย
สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายมากที่สุดคือเรื่องของการเติบโตของตัวละครทั้งสองนี่แหละครับ ถึงแม้ว่าฮิวจ์และไดอาน่าจะมีเคมีที่เข้ากันอย่างเหลือเชื่อ แต่ตัวละครทั้งสองกลับแทบไม่ได้เติบโตระหว่างการดำเนินเรื่องเลย ของไดอาน่ายังพอมีบ้าง แต่ของฮิวจ์นี่เรียกได้ว่าช่วงต้นเขาเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นไปจนจบ เราพอจะได้รู้เรื่องราวของเขาในอดีตบ้าง แต่พอมันไม่ได้มีคอนฟลิกต์ของตัวละครเลย ก็ทำให้มันแอบดูจืดไปสักเล็กน้อยครับ

GAMEPLAY | แอ็กชันชูตติ้งที่ผสานพัซเซิลแบบเรียลไทม์ (8.0)
ระบบ Hacking: หัวใจหลักของการต่อสู้
หนึ่งในจุดเด่นของ Pragmata คงหนีไม่พ้นเรื่องเกมเพลย์ครับ ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นการกรุยทางและนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม หลายคนที่อาจจะเคยเห็นเทรลเลอร์หรือได้สัมผัสจากเดโมมาแล้ว โดยหลักแล้ว Pragmata เป็นเกมแอ็กชันยิงแบบมุมมองบุคคลที่สามเป็นหลัก แต่จะผสมผสานเข้ากับระบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเกมนี้โดยเฉพาะ ซึ่งระบบแฮ็กนี้จะเรียกว่ามินิเกมระหว่างสู้ก็ได้ แต่ผมขอเรียกมันว่าเป็นพัซเซิลแบบเรียลไทม์ไปเลยครับ ถึงแม้ว่าคอมแบทหลักของเกมจะยังเป็นการโจมตีศัตรูด้วยอาวุธปืนระยะไกลอยู่ และเราใช้แค่ระบบนี้สู้ก็ได้ แต่นั่นคือการทำให้เกมมันยากโดยไม่จำเป็น ระบบ Hacking ของ Diana นั้นจะช่วยเปิดจุดอ่อนให้กับศัตรูภายในเกมครับ ทุกครั้งก่อนเราจะเข้าทำการโจมตีศัตรู เราจะต้องทำการ Hack ศัตรูเสียก่อน พอมันเปิดจุดอ่อนมาแล้วเราก็สามารถยิงย้ำไปที่จุดอ่อนเพื่อสร้างดาเมจเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลได้ ซึ่งการแฮ็กแต่ละครั้งมันก็วัดกึ๋นของผู้เล่นพอสมควรว่าจะเลือกจัดการศัตรูอย่างไร บางครั้งเราจำเป็นจะต้องดูว่า เราจะลากโหนดแบบไหนให้คุ้มที่สุดในแต่ละสถานการณ์ไป ศัตรูเยอะ เราสมควรจะลากโหนดสั้นๆ ดีไหม แล้วค่อยๆ เก็บไปทีละตัว หรือว่าจะโลภมากแฮ็กพร้อมกันทุกตัวแล้วซัดทีเดียวเลย และแน่นอนว่าบางครั้งถ้าเราโลภมากเกินไปในการแฮ็กก็อาจจะทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์คับขันได้ด้วยเช่นกัน จริงๆ ถ้าเรามองดูแบบคร่าวๆ จะรู้สึกว่าเกมมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายนัก แต่รูปแบบศัตรูนั้นช่วยเสริมสร้างตรงนี้อย่างมหาศาลครับ ศัตรูแต่ละตัวจะมีวิธีต่อกรที่แตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าพื้นฐานแล้วเราจะสามารถกำจัดมันได้ด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด อย่างการแฮ็กแล้วก็ยิงทิ้งก็เถอะ แต่ภายในเกมนั้นจะมีศัตรูหลากหลายประเภทที่มีความสามารถพิเศษแตกต่างกันไป บางตัวบินและคอยยิงสนับสนุนแบบช้าๆ หรือบางตัวตัวใหญ่เบิ้มและมีความสามารถในการป้องกันการแฮ็ก เราเลยจำเป็นที่จะต้องทำลายเสาสัญญาณที่บล็อกการแฮ็กไปเสียก่อน บางตัวอาจจะอ่อนแอมากแต่ก็มีความเร็วมหาศาลและหลบการโจมตีได้ยาก และยิ่งในฉากหลังๆ ศัตรูหลายตัวก็จะมีโหนดป้องกันการแฮ็ก ที่เมื่อเราแฮ็กไปโดนแล้วเราจะสะดุดด้วย ศัตรูเหล่านี้ถ้าเราเจอตัวเดียวมักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก แต่ในช่วงหลังๆ ของเกมนั้นมันเป็นการผสมศัตรูที่หลากหลายเข้ามา ทำให้เราต้องวางแผนในการเล่นอยู่มากโขเลยทีเดียวครับ

การอัปเกรดที่ลุ่มลึก
ระบบอัปเกรดตัวละครของเกมนี้ถือว่าออกแบบมาได้ค่อนข้างดีครับ เนื่องจากมันเป็นเกมยิงมุมมองบุคคลที่ 3 จึงอาจจะไม่ได้ต้องการความซับซ้อนอะไรมาก เราสามารถอัปเกรดความสามารถต่างๆ ได้ หลักๆ ก็จะมี 3 อย่างคืออัปเกรดชุดของฮิวจ์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเลือดและพลังป้องกัน อัปเกรดปืนหลักหรือ Primary Unit เพิ่มความแรง ค่าสตัน จำนวนกระสุน และลดรีคอยล์ และสุดท้ายคือ Hacking ของไดอาน่า ที่จะช่วยเพิ่มแฮ็กดาเมจที่ทำกับศัตรู และเพิ่มระยะเวลาการเปิดจุดอ่อนของศัตรูครับ ซึ่งการอัปเกรดนี้จะถูกเรียกว่า Firmware Update ซึ่งก็เข้ากับธีมอย่างมากเลยทีเดียว นอกจากการอัปเกรดเฟิร์มแวร์แล้วเรายังสามารถอัปเกรดความสามารถอื่นๆ ได้อีกด้วย ทั้งอาวุธเสริมต่างๆ ระบบแฮ็กกิง โหมดการแฮ็ก ความสามารถเฉพาะตัวของฮิวจ์ และการอัปเกรดเฉพาะจุดของชุดฮิวจ์ครับ ซึ่งการอัปเกรดอย่างหลังนี่ช่วยอัปเกรดความสนุกของเกมได้มหาศาลเลยทีเดียว โดยเฉพาะ Hacking Nodes ที่จะเป็นไอเทมใช้แล้วหมดไป ระหว่างการแฮ็ก ทำให้เราสามารถออกแบบการต่อสู้ได้มากมายมหาศาล อย่างเซ็ตที่ผมจะใช้อยู่บ่อยๆ ก็คือ Multi Hacking ที่สามารถทำให้เราแฮ็กศัตรูตัวนึงแล้วสามารถกระจายการแฮ็กไปหาศัตรูตัวอื่นๆ รอบๆ ได้สูงสุด 5 ตัว ใช้คู่กับ Confuse ที่ทำให้ศัตรูที่โดนโหนดนี้หันมาโจมตีกันเอง และอันสุดท้ายอย่าง Heat ที่ทำให้เกจ Heat หรือเกจสตันของศัตรูเร็วขึ้น ถ้าผมใช้สามอย่างนี้พร้อมกันในจังหวะชุลมุนที่ศัตรูเยอะๆ มันจะทำให้ศัตรูทุกตัวที่โดน Multi Hacking หันมาโจมตีกันเอง และทำให้ติดสตัน ช่วยเปิดช่องว่างให้กับผมในการที่จะจัดการศัตรูเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น นอกจากรูปแบบการเล่นที่ผมเพิ่งบอกไปนี้ มันยังมี Hacking Node อีกหลายอันที่สามารถคอมโบกันได้ครับ เช่น Expose กับ Decode เอาไว้สู้กับบอสเป็นต้น การใส่ Hacking Node หลายๆ อันก็ดูจะไม่ค่อยมีข้อเสียใช่ไหมครับ แต่ต้องไม่ลืมว่า Node เหล่านี้นั้นเป็นรูปแบบใช้แล้วหมดไป บางครั้งผมเอา Multi มาด้วย แต่เจอศัตรูตัวเดียว ผมก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงหลบโหนดที่ผมเอามาเองด้วยในบางครั้ง ซึ่งมันทำให้ผมสนุกขึ้นมากๆ เพราะมันก็เป็นเหมือนกับความท้าทายไปในตัวด้วย
คลังแสงอาวุธที่ต้องพลิกแพลง
ทางด้านอาวุธของเกมนี้จะมีหลักๆ อยู่ทั้งหมด 4 รูปแบบด้วยกัน ซึ่งจะเป็นปืนหลัก หรือ Primary Unit ที่ช่วงท้ายๆ จะมีให้เลือกสองแบบ และยังมีอีกสามอันที่เราพกไปได้ด้วยคือ Attack Unit เป็นอาวุธความรุนแรงสูง Defense Unit เป็นอาวุธสายป้องกันเช่นการยิงบาเรียเป็นต้น และ Tactical Unit อาวุธพิเศษที่ใช้ตามสถานการณ์ ซึ่งผมชอบโหมดนี้เป็นพิเศษเพราะมันใช้คู่กับ Hacking Node แล้วสนุกมาก เช่นปืน Hacking Mine ที่จะทำการยิงกระสุนพิสัยกว้าง ซึ่งตามปกติแล้วมันจะไม่ทำดาเมจจนกว่าเราจะทำการแฮ็กตัวกระสุนเอง วิธีที่ผมจะทำบ่อยๆ คือผมยิง Hacking Mine ทิ้งไว้สักนัดสองนัด แล้วทำการแฮ็กกระสุนตัวเอง พร้อมกับ Multi Hacking ผสมกับ Freeze ที่ทำให้ศัตรูหยุดนิ่ง ทำให้ศัตรูที่อยู่ในวงกระสุน Hacking Mine โดนระเบิดจนตัวตายไปในที่สุดครับ นอกจากนี้ก็จะมีปืนหลายๆ แบบให้เลือกใช้ตามสถานการณ์ไป และเนื่องจากว่าอาวุธหลายๆ อย่างในนี้เป็นอาวุธที่ใช้แล้วหมดไป ทำให้หลายๆ ครั้งมันจะมี Element ของความเป็น Survivor อยู่ด้วย คือเราต้องพลิกแพลงแผนจากอาวุธที่เรามี ผสมกันแล้วเอาออกมาใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดครับ
Quality of Life ที่เป็นมิตรกับผู้เล่น
เรื่องให้ชมคงยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ สิ่งหนึ่งที่ดีเยี่ยมของเกมนี้คือ Quality of Life ครับ ทุกอย่างอัดแน่นมาให้อย่างพรั่งพร้อมแล้ว อย่างที่ผมว่าไปก่อนหน้านี้ว่าอาวุธจะมีหลากหลายรูปแบบซึ่งเราสามารถจัด Loadout ของเราได้ด้วย ก่อนออกไปเราจะเอาอะไรไปบ้าง ทั้ง Hacking Node ปืน หรือโหมดการแฮ็ก ซึ่งต่อให้เราลืมเกมก็จะเตือนเราเสมอว่า "เอ้ย นายยังเติมช่องว่างไม่หมดนะ นายสามารถเอาไปได้อีก เอาไหม" ซึ่งบอกเลยว่าตรงนี้ดีมากๆ ครับ เพราะผมขี้ลืม แล้วเกมก็ไม่ปล่อยให้ผมลืมจริงๆ จะติดก็แค่นิดเดียวมันน่าจะจัด Loadout หลายๆ แบบได้ แต่เกมจะอนุญาตแค่ให้ใส่ Loadout ล่าสุดที่เราเคยจัดเอาไว้เท่านั้น นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเรื่องของแมป ที่ในเกมจะแบ่งออกเป็นโซนๆ ที่เราสามารถเคลื่อนที่ไปในแต่ละโซนได้ผ่าน Hub ของเรา และก่อนที่จะไป เกมจะบอกให้ด้วยว่าแต่ละโซนนั้นเราเก็บของไปทั้งหมดกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำให้เราแทบจะไม่พลาดของในแมปเลย ยกเว้นแต่ของสำหรับเก็บ Achievement เท่านั้นครับ

การออกแบบด่านและคุณค่าในการเล่นซ้ำ
ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องแมปแล้ว ทางด้าน Level Design ของเกมก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีเช่นเดียวกัน โดยแต่ละโซนของเกมนั้นจะมีธีมเป็นของตัวเองไปเลย อย่างด่านที่เป็น Time Square ก็จะมีความหม่นๆ หน่อยจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้น รวมถึงความที่มันเป๊ะเกินไปจากการใช้ AI และเทคโนโลยีสามมิติในเกม และแต่ละด่านก็จะมีความลึกอยู่ในระดับนึง แต่ก็ไม่ถึงกับลึกแบบหลงทางขนาดนั้น แถมเกมก็ยังช่วยเราในการหาของด้วย หากเราอัปเกรด Abilities Object Scan มาด้วยก็จะยิ่งง่ายมากขึ้นไปอีก ทำให้ความท้าทายของเกมอยู่ในระดับที่โอเค เล่นสนุกสนานได้ นอกจากนี้แล้ว Element แบบ Resident Evil ก็ยังโผล่ในเกมนี้ด้วย อย่างการ Re-visit ด่านเก่าๆ ที่เคยผ่านไปแล้ว เพราะมีการปลดล็อกความสามารถใหม่ของตัวละครเรา ทำให้การกลับไปเล่นด่านเก่าๆ ก็สนุกใช้ได้ เพราะนอกจากหาของแล้ว พอตัวละครเราเก่งขึ้น ก็เหมือนเป็นการผ่อนคลายในระดับนึงครับ และช่วงท้ายๆ เกมก็จะตึงมือมากขึ้นถึงแม้ว่าเราจะอัปเกรดตัวละครไปไกลแล้วก็ตาม อย่างสุดท้ายในเกมเพลย์ที่อยากจะขอพูดถึงนั่นคือ Replayability ครับ ที่ถึงแม้ว่าตัวเกมจะเป็นการเล่าเรื่องแบบเส้นตรง ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร แต่ทีมงานก็แก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างดี โดยการใส่ Element หลายๆ อย่างเข้ามาตอนจบเกม ทั้งการสู้บอสซ้ำในรูปแบบที่ยากขึ้น หรือการเก็บชาเลนจ์เฉพาะที่จะปลดล็อกฉากจบพิเศษ พูดตามตรงว่าหลังจากจบเกม ผมยังกลับมาวนเล่นมันซ้ำๆ อยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะเก็บ Achievement ไปแบบ 100% แล้วก็ตามทีครับ

PERFORMANCE | กราฟิกนวลตาบน RE Engine (8.4)
ความงดงามของโลกไซไฟแบบ Contrast
Reach the Moon Engine หรือ RE Engine เป็นของคู่กันกับ Capcom มาอย่างช้านาน ความสวยงามของเกมก็ยังคงได้มาตรฐานอยู่เช่นเดิม ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นภาพแบบ Realistic เหมือนกับเกมอื่นๆ ก็ตาม แต่ภาพนวลๆ ในรูปแบบของไซไฟก็ถือว่าเหมาะเอามากๆ ทั้งแสงสีต่างๆ ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี อย่างพวก Lunafilament ที่ตามฉากอาจจะยังสร้างไม่เสร็จแล้วเป็นแสงที่เหมือนกับทำค้างออกมาก็ช่วยเสริมสร้างอารมณ์ของเกม Sci-fi ได้ดีครับ เสริมไปกับความเละเทะของฉากที่มันดูรุนแรงแต่แปลกแยก ให้เรารู้สึกเหมือนทั้งโลกนั้นมันอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นจริงกับเรื่องแต่งนั้น เป็นสิ่งที่ผมน่าจะชอบมากที่สุดแล้ว แล้วที่จะข้ามไปไม่ได้เลยคือเหมือน Pragmata เขาพยายามที่จะชูเรื่องฟิสิกส์ผมของไดอาน่ามากๆ ผมว่าใครที่เล่นมันครั้งแรกก็ต้องชื่นชมในส่วนนี้นี่แหละครับ คือมันออกมาดูดีและสวยงามอย่างที่มันจะเป็นแล้วนั่นแหละ
Optimization ที่ยอดเยี่ยมและบั๊กประปราย
ต้องบอกว่าตัวผมเองนั้นเล่นบน PC ระดับกลางค่อนไปทางสูง และทำการปรับภาพทั้งหมดในระดับดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้บนจอ 4K ก็ต้องพูดว่าตัวเกม Optimize มาได้อย่างดี ตลอดทั้งการเล่นนั้นผมไม่เจอปัญหาเฟรมเรตตกเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้กระทั่งตอนที่เกมมีศัตรูโผล่ออกมาเยอะแยะยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เอฟเฟกต์ Particle อลังการงานสร้างสุดๆ ก็ไม่มีแม้แต่อาการ Stutter ของเกมเลย ก็ต้องบอกว่าทีมงานนั้นปรับแต่งเกมออกมาได้อย่างดีจนแทบจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลยครับ และถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เปิด Ray Tracing หรือ Path Tracing แต่ก็ต้องบอกว่าภาพของเกมนั้นสวยงามมากเพียงพอแล้ว แต่ถ้าใครอยากเปิดให้มันสุดกว่านี้น่าจะต้องแรงกว่าเครื่องผมหน่อย เพราะผมไม่ไหวจริงๆ แต่เรื่องของบั๊ก ก็ต้องพูดกันตามตรงว่าผมยังเจออยู่บ้าง บางครั้งอาจจะเป็นอาการเกม Crash ซึ่งตั้งแต่เล่นมาก็มีแค่ครั้งเดียว เป็นแค่ตอนเข้าเกมแล้วค้างเท่านั้น จึงไม่ได้ส่งผลกับการเล่นเท่าไหร่นัก ส่วนบั๊กในส่วนอื่นๆ ผมก็มีนิดหน่อย ตรงที่จะเข้าไปเก็บของในด่าน Warehouse ในตอนที่เกมเพิ่งออก ผมไม่สามารถดันกล่องๆ นึงได้ แต่พอหลังจากแพตช์ปล่อยมาเขาก็แก้ตรงนี้เรียบร้อยแล้วครับ

SOUND DESIGN | ไดนามิกของดนตรีที่ควบคุมอารมณ์ (9.3)
เพลงประกอบที่หลอกล่อความรู้สึก
ถ้าจะพูดถึงเกมไซไฟโลกอนาคตที่มีความลึกลับและน่าจับตามองอย่าง Pragmata สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปในช่วงแรก แต่พอยิ่งสัมผัสและจมดิ่งลงไปกลับกลายเป็นงาน Sound Design และดนตรีประกอบที่ Capcom ดีไซน์ออกมาได้ดีเกินคาด มันไม่ใช่แค่เพลงประกอบฉากอวกาศเวิ้งว้างทั่วไปแบบหนังไซไฟ แต่มันสามารถควบคุมอารมณ์และจังหวะการเล่นของเราได้ พาร์ตของเพลงประกอบในเกมนี้มีเลเยอร์ที่หลอกตาและหลอกหูเราอยู่พอสมควร ในช่วงเวลาปกติหรือตอนที่เราอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอย่าง Shelter ดนตรีจะให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ผสมผสานเสียงสังเคราะห์ที่ให้กลิ่นอายของไซไฟเอาไว้ แต่ถ้าเข้าสู่ฉากต่อสู้ ตัวเกมจะสลับโหมดเข้าสู่บีตอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความหน่วงและจังหวะที่ชวนโยก ทำให้อะดรีนาลีนในร่างกายสูบฉีดอย่างรวดเร็ว ถือเป็นไดนามิกที่ตัดกันอย่างรุนแรงแต่ลงตัวกับฉากแอ็กชันสไตล์ของ Capcom ครับ นอกจากความเดือดในฉากต่อสู้แล้ว ทีมพัฒนายังฉลาดมากในการใช้ดนตรีเพื่อปั่นหัวและดึงอารมณ์ร่วมของผู้เล่น ในคัตซีนสำคัญๆ หรือฉากเนื้อเรื่องที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวของฮิวจ์และไดอาน่า ตัวเกมจะเลือกตัดเสียงสังเคราะห์ออกแล้วแทนที่ด้วยเสียงเปียโนที่ออกแนวหม่นๆ หน่อย เพื่อสร้างความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือความอบอุ่นท่ามกลางวิกฤตออกมาได้ค่อนข้างดี
การดีไซน์เสียงแฮ็กกิงที่สะใจ
อีกอย่างที่ผมค่อนข้างชอบ จนทำให้ต้องหยิบยกมาชม คือการดีไซน์เสียงในจังหวะการเล่น โดยเฉพาะตอนที่เราต้องใช้ทักษะพิเศษในการแฮกระบบศัตรู หรือการเปิดใช้งานกลไกไฮเทคบางอย่าง ตัวเกมจะทำเสียงบรรยากาศทั้งหมดให้ดรอปลงไป ให้เราโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั่นเอง แต่ความพีคจะอยู่ตรงที่ เมื่อเราแฮ็กหรือทำคอมโบนั้นเสร็จสิ้น เสียงทั้งหมดจะระเบิดโผล่กลับมาในระดับความคมชัดสูงสุดทันที จังหวะการกระแทกของเสียงที่กลับมาแบบเต็มร้อยนี้ มันช่วยส่งเสริมความรู้สึกสะใจเอามากๆ ทำให้ทุกการโจมตี ทุกการปิดฉากศัตรู มีน้ำหนัก สะใจ และสร้างความสะท้อนกลับมา
งานพากย์เสียงที่เป็นธรรมชาติ
ทางด้านเสียงพากย์ของสองตัวละครหลักอย่างฮิวจ์และไดอาน่า โดยส่วนตัวแล้วผมเลือกเสียงพากย์ภาษาอังกฤษ ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะไดอาน่า ที่ให้เสียงโดยคุณ Grace Saif นี่ถือว่าสุดยอดมากๆ เพราะเธอสามารถพากย์เสียงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติโคตรๆ เอาจริงๆ ตอนแรกผมนึกว่าเขาเอาเด็กมาพากย์ไดอาน่าจริงๆ ด้วยซ้ำครับ โดยรวมแล้วงานเสียงของ Pragmata ทำออกมาได้ใกล้เคียงกับคำว่าเพอร์เฟกต์มากๆ เลยทีเดียว