Around The Game l HELLDIVERS 2 เกมที่อุปสรรคไม่อาจหยุดยั้งได้

แชร์เรื่องนี้:
Around The Game l HELLDIVERS 2 เกมที่อุปสรรคไม่อาจหยุดยั้งได้

HELLDIVERS 2 ถือเป็น Underdog (ม้ามืด) ที่ Sony ไม่คาดคิดว่าตัวเกมจะประสบความสำเร็จ จากอุปสรรคตลอดระยะเวลาการพัฒนา ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่ Sony ประเมินผู้ที่รักในประชาธิปไตยต่ำเกินไป พิสูจน์ได้จากยอดผู้เล่นในวันที่เกมวางจำหน่ายวันแรกสูงถึงประมาณ 4.6 แสนคนเฉพาะบน Steam พร้อมยังสามารถรักษาฐานผู้เล่นได้อยู่ในระยะเวลาหนึ่ง แต่ภายใต้ความสำเร็จตัวเกมกลับผ่านบททดสอบที่อะไรมาบ้าง และต้องผ่านอะไรมาบ้างจนสามารถยืนหยัดได้ถึงทุกวันนี้ ขออุทิศบทความให้เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องเผชิญกับปัญหา และเป็นแรงผลักดันให้ก้าวข้ามบททดสอบที่เจอ คุณเองก็เป็นได้นะ HELLDIVERS

ก่อนจะเป็น HELLDIVERS 2

HELLDIVERS 2 ถูกพัฒนาโดยทีม Arrowhead Game Studios เป็นเกมภาคต่อของ HELLDIVERS ที่วางจำหน่ายในช่วงต้นของยุคสมัย PS 4 พร้อมลงให้กับเครื่องเกมพกพาอย่าง PS Vita และถือเป็นเกมม้ามืดในเวลานั้นเช่นกัน ถึงแม้จะไม่มีชื่อเสียงหรือถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่ตัวเกมกลับมีแฟนเกมที่เหนียวแน่อยู่จำนวนหนึ่ง ในจุดนี้เองที่ทำให้ทีมงานตัดสินใจพัฒนาเกมภาคต่อหลังเกมภาคแรกวางจำหน่ายได้หนึ่งปี โดยทีมงานวางแผนว่าจะสามารถปล่อยตัวเกมภาคต่อให้ได้ภายใน 3 ปี แต่แล้วทีมงานก็ต้องพบกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด จนทำให้เกมต้องใช้เวลาพัฒนายาวถึง 8 ปี แล้วมันคืออะไรกันละ?

ปัญหาความล่าช้าคาดว่าเกิดจาก Bitsquid Engine ที่ประกาศหยุดสนับสนุนระหว่างที่ตัวเกมพัฒนาได้ประมาณ 2 ปี นั้นเท่ากับว่าทีมงาน Arrowhead จะไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลยในด้าน Engine บัคทุกบัคที่เจอจะกลายเป็นปัญหาของทีมร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการจะเข้าใจ Engine ตัวนั้นๆ ได้อย่างถ่องแท้ ถ้าคุณไม่ได้เป็นทีมพัฒนา Engine จำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษาทำความเข้าใจ ซึ่งคาดว่าช่วงระยะเวลานี้เองที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนา อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า “แล้วทำไมถึงไม่เปลี่ยน Engine ที่ยังมีการสนับสนุนอยู่ล่ะ?”

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณ Johan Pilestedt CEO ของบริษัทในช่วงเวลาพัฒนาเกมตามสื่อต่างๆ หรือ X ของเขาเอง เปิดเผยว่า ทีมงานผูกพันและคุ้นชินกับ Engine ตัวดังกล่าว พร้อมความรู้สึกเสียดายโค้ดเกมที่พัฒนามาถึง 2 ปี จึงเป็นสาเหตุให้บริษัทขอซื้อโค้ดของ Bitsquid Engine มาพัฒนาต่อให้เป็น Engine ของตนเองในชื่อ Autodesk Stingray Engine โดยทาง CEO เองก็ยอมรับว่านั้นเป็นงานที่หนักสำหรับทีมวิศวกรของตน

แต่ถึงแม้ทีม Arrowhead จะทุ่มเทแค่ไหนแต่ในช่วงแรกของการเปิดตัวเกม ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังคงเจอบัคมากอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาตัวละครจมดิน ตัวละครติดในซอกหิน หรือติดอยู่ในซากแมลง ถึงแม้ในปัจจุบันทีมงานจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้เป็นการแก้ไขจาก Engine โดยตรง เช่น ปัญหาตัวละครติดซอกหิน ทีมงานแก้ปัญหาโดยการทำให้ตัวละครของเรา ล้มและไหลหล่นทันทีในจุดที่มีโอกาสติด เป็นการสะท้อนความยากลำบากในการพัฒนาเกมโดยใช้ Engine ที่ตายไปแล้ว

ภาพคุณ Johan Pilestedt ดํารงตําแหน่ง CEO ขณะที่เกมกำลังพัฒนา

ความสัมพันธ์กับ Sony มายังไง?

หากพูดให้เข้าใจง่าย มันคือความสัมพันธ์แบบ “ผู้จ้างงานกับผู้ถูกจ้าง” โดย Sony เป็นผู้จ้าง Arrowhead ให้เป็นผู้ทำเกม HELLDIVERS ทั้งภาคแรกและสองให้กับตน ซึ่งหมายความว่าสิทธิ์ในการใช้ชื่อ HELLDIVERS และโค้ดของตัวเกมทั้งหมดจะเป็นของ Sony แต่ในทางกลับกับความเสี่ยงที่เกมจะไม่ประสบความสำเร็จ ค่าใช้จ่ายในการให้บริการเกม Sony เป็นผู้แบกรับแต่เพียงผู้เดียว แต่นี้เป็นเพียงการอธิบายคร่าวๆ ให้เข้าใจได้ง่าย แต่ในโลกธุรกิจนั้นมีเงื่อนไขการแบ่งรายได้และค่าใช้จ่ายที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น ตามที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ เช่น การแบ่งส่วนแบ่งรายได้ตามยอดขายหรือยอดการเติมเงินภายในเกม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทีมพัฒนาช่วยสร้างรายได้ในทางอ้อม เป็นต้น

ภาพล้อเลียนความความสัมพันธ์ระหว่าง Sony และ Arrowhead Game Studios

บททดสอบหลังวางขาย

โปรโมทน้อยไป

หากจะให้กล่าวถึงความผิดพลาดของ Sony กับเกมเกมนี้สำหรับผมคงจะเริ่มตั้งแต่ก่อนการเปิดตัวเกม เพราะ Sony เลือกจะเปิดตัวเกมอย่างเงียบๆ เพียงแค่เอาเกมขึ้นมาโชว์ในงาน State Of Play ปี 2023 และปล่อยให้เงียบหายไป จนรู้ตัวอีกทีเกมก็ใกล้วางจำหน่ายแล้ว ไม่ได้มีการทุ่มโปรโมทหรือกิจกรรมทางการตลาดเยอะเท่าเกมอื่นๆ อาทิ Spider Man 2, God Of War หรือเกม IP ใกล้ๆ กันอย่าง Horizon ที่มีการโปรโมทให้เห็นอยู่บนหน้าสื่อตลอดเวลา ทั้งที่ผมมองว่าตัวเกมมีศักยภาพเทียบเท่าเกมที่กล่าวๆ มา 

ปัญหา PSN

ถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของตัว เนื่องจากในเวลานั้นผู้เล่นส่วนใหญ่เป็น PC ทาง Sony จึงเล็งเห็นโอกาสที่สามารถต่อยอดได้จากตัวเกม จึงตัดสินใจให้ผู้เล่น HELLDIVERS จำเป็นต้องเชื่อมบัญชี Steam และ PSN เข้าด้วยกัน หรือก็คือเป็นการบังคับให้ผู้เล่นบน PC ทุกคนจำเป็นต้องมีบัญชี PSN ทำให้เกิดเป็นแรงต่อต้านข้อบังคับดังกล่าว ส่งผลให้ตัวเกมมียอดผู้เล่นลดลงอย่างมากเนื่องจากไม่อยากสมัครบัญชี PSN ด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลของ Sony และมีผู้เล่นบางส่วนที่อยู่ในประเทศที่ไม่สามารถสมัครบัญชี PSN ได้ จนภายหลังทาง Sony ได้ออกมาเปลี่ยนแปลงข้อบังคับดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถดึงผู้เล่นให้กลับมาได้เหมือนแต่ก่อน

ภาพผ้าคลุมตัวละครที่นำมาจากกราฟรีวิวแง่ลบ หลังประกาศบังคับผู้เล่นเชื่อมต่า PSN

เนิฟจนหมดสนุก

ช่วงปีแรกของตัวเกมที่ Warbond ยังมีไม่เยอะ ทั้งปืนทั้งอุปกรณ์ยังมีให้เลือกใช้ไม่มาก มันจึงเกิดเป็นเมต้าปืนที่คนชอบใช้เป็นประจำ แต่ทีมงาน Arrowhead กลับเลือกที่จะลดความสามารถหรืออุปกรณ์นั้นๆ แทนที่จะเป็นการเพิ่มความท้าทายให้ผู้เล่น และซ้ำร้ายที่สุดเมื่อผู้เล่นเปลี่ยนไปใช้ปืนกระบอกอื่น ทีมงานก็เนิฟปืนและอุปกรณ์ชิ้นนั้นอีก กลายเป็นเหมือนแมวไล่จับหนู ปืนไหนฮิต อุปกรณ์ไหนฮิต ต้องเนิฟเพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกท้าทาย ผมเองก็ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เลิกเล่นในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากความรู้สึกตอนที่เล่นเกมนั้นเวลานั้น เหมือนเป็นการเอาชีวิตรอดจากศัตรูมากกว่าการลงไปทำภารกิจ ถึงแม้ในตอนนี้ทีมงานจะปรับแนวทางในการปรับสมดุลใหม่ แต่บางปืนบางกระบอกยังคงไม่ได้การแก้ไขและเป็นขยะที่ไม่มีใครอยากหยิบมาใช้ เช่น ลูกซองไฟ SG-225IE, Railgun, ปืนกระสุนระเบิด AR-23C เป็นต้น

ฟ้าหลังฝน

ถึงยอดผู้เล่นจะกลับไปในสุดที่เกมทำไว้สูงสุดไม่ได้ แต่ผมก็กล้าพูดได้ว่า ยังคงเป็นเกมที่มีแฟนเหนียวแน่ ไม่ว่าจะผ่านอุปสรรคใดๆ มายอดผู้เล่นยังคงไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นคน นอกจากแนวทางการอัปเดทและปรับสมดุลยังเปลี่ยนแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ทาง Sony เลือกที่จะนำ HELLDIVERS ลงเครื่องคู่แข็งอย่าง XBOX ด้วย กลายเป็นเกมที่สร้างตำนานที่เราแทบไม่ได้เห็นกันในปัจจุบัน พร้อมการคอลแลปกับเกมอื่นๆ ที่เรียกกระแสให้ผู้เล่นกลับมาได้พอสมควร

ปัจจุบันตัวเกมได้ถูกนำมาต่อยอดในรูปแบบ Boardgame

ถึงแม้เรื่องราวของ HELLDIVERS อาจจะไม่เหมือนกับสิ่งที่คุณต้องเผชิญ แต่เรื่องราวการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค การก้าวข้ามความผิดพลาดของตนเอง สามารถนำมาปรับใช้ในช่วงเวลาที่คุณต้องเผชิญกับมัน ถึงแม้ปัญหาที่คุณอาจจะไม่ได้แก้ไขได้ด้วยตัวเลขยอดผู้เล่นเหมือนกับตัวเกม แต่การเรียนรู้สิ่งที่ปัญหามอบให้ การปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น คือสิ่งที่ทีม Arrowhead เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ ผมขอเป็นกำลังใจให้ที่กำลังเจอกับปัญหาหรือความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็น ติด F, เลิกกับแฟน หรือคนรอบตัวป่วย ให้ข้ามผ่านมันไปได้โดยเร็วครับ

แชร์เรื่องนี้:
Karaboon
Karaboon

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง