กว่าจะเป็นแผ่นเกมหนึ่งแผ่น | กบนอกกระบวย

แชร์เรื่องนี้:
กว่าจะเป็นแผ่นเกมหนึ่งแผ่น | กบนอกกระบวย

ฉันเหมือนกบในกระบวย เธอปิดกระบวยฉันเอาไว้~ ทุกคนเคยสงสัยไหมครับ? ว่าแผ่นเกมที่เราซื้อๆ กันมีที่มายังไง? แล้วทำไมมันถึงกำลังเป็นของที่ตกยุค วันนี้เราไปหาคำตอบกันดีกว่าว่ากว่าจะเป็นแผ่นเกมแผ่นหนึ่งต้องเดินทางผ่านอะไรมาบ้าง และด้วยเนื้อหาบางส่วนไม่ได้มีการเปิดเผย เนื่องจากเป็นความลับทางการค้า โดยเนื้อหาส่วนนั้นจะเป็นการนำประสบการณ์และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในสายงานที่ใกล้เคียงกัน มาแบ่งปันให้ทุกท่านได้คิดและวิเคราะห์กันครับ เพื่อให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญทุกท่านพบกับรายการ “กบนอกกระบวย ตอน ว่าจะเป็นแผ่นเกมหนึ่งแผ่น!”

ผลิตแผ่น

ก่อนที่จะเป็นแผ่นเกมได้ ต้องมีเกมให้ลงแผ่นเสียก่อน โดยการที่เกมจะได้รับอนุญาตให้ขายในแต่ละเครื่องได้ ทีมพัฒนาจำเป็นต้องได้รับความยินยอมและตรวจสอบจาก บริษัทเจ้าของเครื่อง ได้แก่ Sony ในฝั่ง PlayStation และ Microsoft ในฝั่ง Xbox ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจสอบประสิทธิภาพของตัวเกมเมื่อเล่นกับเครื่องเล่นนั้นๆ แต่ละบริษัทเจ้าของเครื่องก็มีรูปแบบการทำงานที่ต่างกัน ทำให้ระยะเวลารู้ผลว่าเกมคุณผ่านหรือไม่ผ่าน ใช้เวลาไม่เท่ากัน

แน่นอนว่าในส่วนถัดมา การจะนำโปรแกรมเกมที่เป็นไฟล์ดิจิตอลให้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ จำเป็นต้องใช้สื่อกลาง และสิ่งของอะไรละที่สามารถเก็บข้อมูลได้ ต้นทุนต่ำ ง่ายต่อการผลิต และง่ายต่อการขนส่ง แผ่นซีดีจึงเป็นคำตอบของคำถามนี้ ถึงแม้เราจะพูดกันตนติดปากว่า “แผ่นซีดี” แต่แท้จริงแล้วในทางเทคนิคคือ “แผ่น Blu-ray” 

แล้วทำไมต้องใช้ Blu-ray ละ? เนื่องจากแผ่น Blu-ray นั้นมีความจุให้เลือกตั้งแต่ 25GB จนถึง 100GB ขณะที่แผ่นดีวีดี ที่ใช้กันในยุค PlayStation 2 มีความจุสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 8GB ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งมีความจุเยอะ ต้นเองก็สูงตามเช่นกัน อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า “แล้วทำไมไม่ใช้อย่างอื่น อย่าง Flash Drive ละ?” โดยสาเหตุที่ Flash Drive ไม่ถูกนำมาใช้เนื่องจากต้นทุนการผลิต ที่ไม่ว่ายังไงแผ่นก็ถูกกว่า อีกทั้งเนื่องจากภายใน Flash Drive เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การขนส่งต้องระมัดระวังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องแรกกระแทก ปัญหาเรื่องความร้อน ต่างจากแผ่น ที่สามารถทนได้ทุกสถานการณ์ ขอเพียงแค่ตัวแผ่นไม่หักหรือแยกออกจากกัน ก็ยังสามารถใช้งานได้

หลายๆ คนอาจจะคิดว่า แผ่นเกมส่วนใหญ่นั้นถูกผลิตจาก “แดนมังกร” หรือประเทศจีน แต่แท้จริงแล้วแผ่นส่วนใหญ่มักถูกผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น หรือไต้หวัน เนื่องจากมีเทคโนโลยีการผลิตแผ่น Blu-ray ที่ดีกว่า โดยเจ้าของเกมจะเป็นผู้ลงทุนในการสั่งผลิตแผ่น

ขั้นตอนการผลิตแผ่น Blu-Ray

ต้นทุนการผลิต

หลายคนอาจจะนึกถึงยุคก่อนหน้าที่จะเป็นแผ่น Blu-Ray อย่างแผ่น DVD ว่าจริงๆ มันก็สามารถขายได้ในราคาไม่ถึง 100 บาท ยิ่งเป็นแผ่นเปล่า Princo ยิ่งราคาต่อแผ่นถูกไปอีก โดยเฉลี่ยแล้ว จะมีต้นทุนเพียงแค่ 1.3 บาทต่อแผ่น ในราคาขายปลีกเท่านั้น ถ้าเป็นราคาขายส่งต้นทุนต่อแผ่นก็จะถูกไปกว่านี้อีก

ความนิยมของ DVD เป็นเหตุผลให้กำลังการผลิตแผ่นนั้นสูงขึ้น มีการศึกษาวิจัยเพื่อให้ต้นทุนของแผ่นนั้นลดลงอย่างมหาศาล แต่พอเป็นแผ่น Blu-Ray ทุกอย่างกลับเป็นตรงกันข้าม เนื่องจากต้นทุนของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต (Replicating Equipment) นั้นสูงกว่าของ DVD มาก จึงมีโรงงานเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถผลิตแผ่น BD-ROM ได้ (โดยมีบริษัทในเครือ Sony ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่มาก) ส่งผลให้มีการแข่งขันในตลาดน้อยกว่า

การบรรจุข้อมูลขนาด 50GB ลงในแผ่นต้องอาศัยความแม่นยำในการผลิตที่สูงกว่า DVD มาก โดยต้นทุนการผลิต จากที่ผู้เขียนลองไปหาข้อมูลมา จะอยู่ที่ราวๆ 2 ดอลลาร์ - 4 ดอลลาร์ (66-132 บาท) ต่อแผ่น ซึ่งเป็นแค่ต้นทุนแผ่นเปล่าๆ เท่านั้น นอกจากนี้แล้วยังมีค่าปกป้องการระเมิดลิขสิทธิ์ ที่เรียกว่า Macrovision, CSS หรืออื่นๆ อีก โดยจะมีต้นทุนอยู่ที่ 1-2 ดอลลาร์ ต่อแผ่น และแน่นอนว่าต้องมีค่าขนส่ง บวกกำไรในการขายไปอีก ทำให้การขาย วิดีโอเกม/ภาพยนตร์ ที่บรรจุอยู่ในแผ่น Blu-Ray 1 แผ่น จะมีต้นทุนเฉลี่ยต่อแผ่นอยู่ที่ประมาณ 5 - 10 ดอลลาร์เลยทีเดียวครับ

ส่งออกและนำเข้า

เมื่อทางทีมพัฒนาได้แผ่นที่ผลิตเสร็จจากโรงงานแล้ว จำเป็นต้องกระจายแผ่นไปทั่วโลก โดยในแต่ละพื้นที่ทีมงานจะประเมินปริมาณว่าจะส่งมาก หรือน้อย ตามประวัติการขายเกมลักษณะคล้ายๆ กัน หรือพิจารณาจากยอดสั่งจองล่วงหน้า (Per-Order) จะเห็นได้ว่าทีมพัฒนาต้องทุ่มศึกษาการตลาดของประเทศทั่วโลก นอกจากจะกินเวลาในการศึกษาแล้ว ยังกินต้นทุนในการขายเกมไม่น้อย ซึ่งอาจจะเป็นงานที่เกิดกำลังของทีมพัฒนาบางทีม

บริษัทตัวแทนส่งออก จะเข้ามามีบทบาทในช่วงเวลานี้ เนื่องจากบริษัทตัวแทนส่งออกมีตัวเลขการส่งสินค้าอยู่ในมือตนเองอยู่แล้ว จึงสามารถคาดคะเนความต้องการแผ่นของแต่ละประเทศได้อย่างแม่นยำ และหากเป็นบริษัทที่เคยร่วมงานกับทีมพัฒนามาก่อน ก็ยิ่งสามารถคาดคะเนได้แม่นยำมายิ่งขึ้น อีกทั้งบริษัทตัวแทนยังทำหน้าที่ติดต่อหน่วยงานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการส่งออกสินค้า ไม่ว่าจะเป็น กรมศุลกากรประเทศตนทาง บริษัทขนส่ง และบริษัทที่จะรับแผ่น

แล้วบริษัทตัวแทนได้อะไรละ? มีความเป็นไปได้อยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่
ทีมพัฒนา เป็นคนจ้างบริษัทตัวแทนให้เข้ามาดูแลการส่งสินค้าออกนอกประเทศตามงานที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า ซึ่งมีข้อดีที่ทีมพัฒนาสามารถจ้างบริษัทตัวแทนได้หลายเจ้า โดยอาจจะเลือกจ้างตามความเชี่ยวชาญในแต่ละภูมิภาค ทำให้การส่งออกมีประสิทธิภาพสูง
กับ ทีมพัฒนาทำการขายแผ่นเกม ให้กับบริษัทตัวแทน และให้บริษัทตัวแทนดำเนินงานตามสบาย โดยมีข้อดีที่ทีมพัฒนาไม่จำเป็นต้องกังวลกับตัวสินค้าอีกต่อไป แล้วถ้าหากตัวเกมเป็นที่น่าสนใจทีมพัฒนาอาจได้รับข้อเสนอที่ดีจากบริษัทตัวแทนอีกด้วย

มาดูในฝั่งนำเข้ากันบ้าง ถ้าต้องการนำแผ่นเกมเข้าประเทศไทย ฝั่งผู้นำเข้าจำเป็นต้องส่งตัวเกมให้ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเนื้อหาของตัวเกม ที่คาดว่ากระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ โดยหลังจากตัวเกมได้รับอนุญาตให้สามารถวางขายในประเทศไทยได้ ผู้นำเข้าจะทำการติดต่อตัวแทนส่งออก หรือทีมพัฒนา เพื่อสั่งจองแผ่นตามจำนวนที่ตนเองคาดการณ์ เมื่อแผ่นเดินทางมาถึงประเทศไทย ตัวแทนนำเข้ามีหน้าทีรับสินค้าและชำระภาษีนำเข้ากับ กรมศุลกากร ก่อนจะนำแผ่นไปส่งขายให้กับร้านค้าปลีกต่างๆ ที่เราได้เห็นกันบนชั้นวาง

แต่! การดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่มักจะมีเพียงตัวแทนนำเข้า ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาการผูกขาดตลาด ผู้พัฒนาเกมที่มีกำลังจึงเลือกสร้างบริษัทย่อยของตัวเองในประเทศนั้นๆ เพื่อเป็นตัวแทนนำเข้าเอง เช่น Sony Thailand ที่นำเข้าเกมที่ Sony ผลิตเอง หรืออีกตัวอย่างในอดีตอย่าง EA Thailand

วางจำหน่าย

ร้านขายจะทำการติดต่อตัวแทนนำเข้าของเกมที่สนใจ เพื่อขอซื้อแผ่นตามจำนวนที่ตนเองต้องการ ซึ่งอาจจะอ้างอิงจากเกมภาคที่แล้ว กระแสของเกม และยอดสั่งจองล่วงหน้า ซึ่งแต่ละร้านก็จะหยิบยกเทคนิคการขายที่ตนถนัดออกมาสู้กัน เพื่อให้เหล่าเกมเมอร์มาเลือกซื้อร้านของตน

แน่นอนว่าเกมที่ได้รับความนิยม จะประสบปัญหาแผ่นขาดตลาด ตัวอย่างล่าสุดกับเกม 007 ที่เรียกได้ว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีกว่าที่คาดการณ์ ทำให้แผ่นเกมที่คาดว่าพอขายนั้นหมดก่อนที่คิดไว้ ถ้าหากแผ่นภายในประเทศหมดเช่นกัน การจะสั่งแผ่นมาเพิ่มจำเป็นต้องทำตามขั้นตอนนำเข้า ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า

แล้วถ้าเกมขายไม่ออกละ? ถือเป็นสภาวะที่ทุกร้านไม่อยากเจอ เนื่องจากทางร้านเป็นผู้ลงทุนซื้อแผ่นเกมนั้นๆ มาเอง และการที่ขายไม่ออกนั้นเท่ากับว่า เงินทุนที่ลงไปแล้วกลายเป็นแผ่น จะไม่สามารถกลับมาเป็นเงินเท่ากับก่อนที่กลายเป็นแผ่น เนื่องจากทางร้านต้องจำใจลดราคาแผ่นเพื่อ กระตุ้นให้คนมาซื้อ

ก่อนโบกมือลาแผ่นเกม

เป็นยังไงกันบ้างครับ กับกบนอกกระบวยตอนนี้ หวังว่าทุกคนจะได้ความรู้ และหันกลับไปมองแผ่นเกมที่วางอยู่บนชั้นมีความหมายมากขึ้น สุดท้ายนี้ก่อนที่แผ่นเกมจะเหลือเพียงแค่ชื่อในปี 2028 อยากให้ทุกคนมาแชร์แผ่นเกมที่ตนเองชอบ ที่ไม่ว่าชอบเพราะตัวเกม ชอบเพราะหน้าปก หรือชอบเพราะมีเรื่องราวตอนซื้อแผ่น มาแชร์กันในกลุ่ม Facebook Gamer Inside ครับ

แชร์เรื่องนี้:
Karaboon
Karaboon

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง