รีวิว Beast of Reincarnation - เกมที่มีสักยภาพพอ แต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน

แชร์เรื่องนี้:
รีวิว Beast of Reincarnation - เกมที่มีสักยภาพพอ แต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ผลงานเกมจาก GAME FREAK ที่หลายคนรอคอย ว่าหลังจากที่ผ่านการถูกวิจารณ์จากเกมหลักที่พวกเขาทำมาตลอดอย่างโปเกมอนแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่เกมแรกของพวกเขาหลังจากโปเกมอนก็ตาม และไม่ใช่ทีมหลักของ GAME FREAK เองด้วย แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนต่างคาดหวังและรอคอยว่าเกมภาพ 3 มิติ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่อย่าง Unreal Engine 5 จะเป็นยังไง ด้วยธีมโลกที่น่าสนใจ และฉากเปิดที่น่าประทับใจไม่ต่างกัน และแน่นอนว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งเกมเสียงแตกประจำปีนี้ครับ และพวกเรา Gamer Inside ไปเล่นมาแล้ว แล้วมันจะเป็นอย่างไรบ้าง

STORY | โลกอนาคตสุดดาร์กที่เล่าเรื่องได้อืดอาด (6.4/10)

เนื้อหาของเกม Beast of Reincarnation จะถูกเซ็ตติ้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหลังโลกล่มสลายจาก The Blight ที่กัดกินสิ่งมีชีวิตทุกชนิด หรือง่ายๆ ก็คือในปี 4026 อีก 2000 ปีนับจากปัจจุบัน เนื่องจากภัยพิบัติอย่าง The Blight นั้นรุนแรงเอามากๆ และทำให้มนุษย์นั้นแทบจะอาศัยอยู่ในโลกไม่ได้ หากไม่ใส่เครื่องป้องกันตัวเองเอาไว้ พวกเขาจึงคิดค้นเทคโนโลยีในการย้ายร่างวิญญาณตัวเอง ไปใส่เอาไว้ในหุ่นเหล็กที่เรียกกันว่า Golem ส่วนใครที่ไม่ได้ทำการย้ายร่างก็ต้องทนทุกข์อยู่กับการกัดกินจาก The Blight จนตายไปในที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีมนุษย์บางส่วนที่ถูก The Blight เข้ากัดกิน แต่กลับมีความสามารถในการดูดซึม The Blight โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะถูกเรียกว่า ผู้ชำระล้าง และแน่นอนว่าตัวเอกของเราอย่าง Emma ก็ด้วยเช่นเดียวกัน โดยผู้ชำระล้างเหล่านี้จะมีหน้าที่จัดการปัญหาเวลาที่มีเหล่าอสูรกายติดเชื้อ หรือ Malefact (มาเลแฟกต์) เข้ามาทำอันตรายแก่มนุษย์หรืออาณานิคมใดๆ ก็ตาม แต่ถึงแม้ Emma จะคอยช่วยเหลือคนอื่นๆ แต่เธอกลับถูกสังคมรังเกียจจากความแตกต่างของเธอ และไม่ได้เพียงแต่เธอติดเชื้อ The Blight เท่านั้น แต่เธอกลับมีปัญหาที่เธอไม่ได้มีจิตวิญญาณหรืออารมณ์ของความเป็นมนุษย์เสียเลย ซึ่งตรงนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เกมหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวผลักดันเนื้อหาหลัก ก็คือการ Develop ความเป็นมนุษย์ของ Emma หรือปมที่ถูกทิ้งไว้ว่า ทำไมเธอถึงได้เป็นแบบนี้ก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว ซึ่งเราจะได้เห็นพัฒนาการของ Emma ผ่านบทสนทนา และการออกเดินทางกับพวกพ้อง อย่าง มาเลแฟกต์สีขาว หรือ Koo (คู), เด็กสาวที่เอ็มมาช่วยไว้อย่าง Kagura (คางูระ) และพลขับ Cleanse Walker อย่าง Brad (แบรด) ครับ

Emma Koo และ Kagura

หลังจากที่ผมเล่นจบไปเป็นที่เรียบร้อย ผมก็ต้องพูดเลยครับว่า ปัญหาที่มันหนักจริงๆ คือเรื่องของ Pacing ในการเล่าเรื่องของเกม ทั้งจังหวะในบทพูดที่มันสโลว์ซะเหลือเกิน น้ำเสียงของตัวละครมันก็ดูเท่ดีนั่นแหละ เพราะก็ได้เซยูที่มีชื่อเสียงมาพากย์เสียงให้ แต่พอมันถูกนำเอามาประกอบในเกม มันกลับเหมือนพูดกันคนละท่อน การเว้นจังหวะในการพูด ทำให้ดูเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้คุยกันเองด้วยซ้ำ คือผมเข้าใจนะ ว่าเกมต้องการผลักดันอารมณ์ความรู้สึกในความเหงา ในความไร้อารมณ์ของตัวละครเอก แต่ในขณะเดียวกันผมก็มองว่า เฮ้ย มันสามารถทำให้การพูดมันดูกระชับแล้วเร็วกว่านี้ได้อยูนะ แต่พอมันใช้วิธีการเล่าในลักษณะนี้ มันทำให้ผมรู้สึกถึงเกมในช่วงยุคปลาย Playstation 2 และต้น Playstation 3 ที่มันดูแข็งทื่อและน่าอึดอัดเอามากๆ ตัวละครนึงพูดจบ ตัวละครที่สนทนาด้วยจะรอจังหวะแล้วก็หันหน้าแบบ 45 องศา แบบเป็นจังหวะสมูทเพื่อหันไปมอง 1 วินาทีต่อมาเขาจะเริ่มเปิดปากพูด และอย่างที่ผมว่าไปว่า ตัวละครเอกอย่าง Emma เธอไม่มีหัวใจและจิตวิญญาณ เลยทำให้เธอเป็นคนที่ไร้อารมณ์มากๆ อันนี้ผมเข้าใจ หรือว่าจะเป็นตัวละครอื่นๆ อย่าง Brad ที่อาจจะผ่านเหตุการณ์ Trauma ต่างๆ มา ก็เลยทำให้ดูเป็นคนเคร่งเครียดหรืออะไรแบบนี้ผมเข้าใจ แต่พอทุกตัวละครในเรื่องมันดำเนินด้วยมู้ดนี้หมดเลย คือทุกคนดูเป็นคนไร้หัวใจ ไร้ซึ่งอารมณ์กันหมด ระหว่างการดำเนินเรื่องมันเลยดูหน่วงไปหมดเลย หรือต้องบอกว่าตัวละครในเรื่องมันดูมีแค่มิติเดียวเกือบทุกตัวเลยก็ได้นั่นแหละครับ นอกจากนี้แล้วอีกอย่างที่อาจจะต้องบอกคนที่อาจจะกำลังจะหาซื้อมาเล่นก็คือ ภายในเกมนี้คัตซีนมันยาวมากๆ ยาวยังกะเป็นเกมโคจิมาเลย เนื่องด้วยที่ตัวละครในเกมมันสนทนากันช้ามากๆ จังหวะการเว้นวรรคก็ช้า จังหวะ Cut away หรือ Fade ก็ช้า มันทำให้ความยาวของเกมนี้ส่วนมากจะอยู่ที่คัตซีนทั้งหมด บางคัตซีนคือความยาวเกือบๆ 10 นาที ถ้าไม่คอยกดสคิปบทพูดก็คือรอกันจนเกือบหลับเลยครับ

บทพูดช้าจนชวนง่วง

การดำเนินเรื่องของเกมนี้ต้องบอกว่าช่วงแรกอาจจะเอื่อยสักเล็กน้อยครับ โดยที่มันจะตัดสลับปัจจุบัน ไป อดีต เพื่อเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง แล้วกลับมาที่ปัจจุบันอีกครั้ง ก่อนที่จะย้อนอดีตอีกสักรอบ ทั้งนี้จะมีการกระทำในลักษณะนี้เพียงแค่แชปเตอร์แรกๆ ของเกมเท่านั้น หลังจากที่เนื้อหาดำเนินไปในระดับนึงมันก็จะเล่าเรื่องตามไทม์ไลน์ในปัจจุบันแล้ว หนึ่งในข้อดีที่ผมรู้สึกชอบมากๆ จากคนไม่ชอบอ่านเอกสารในเกมก็คือ ทุกอย่างมันถูกเล่าผ่านไดอะล็อกทั้งหมดเลย คือเอกสารภายในเกมมันแทบไม่สำคัญครับ เราสามารถรู้เรื่องราวของ World Setting ผ่านบทสนทนาของเรากับตัวละครในเกม โดยส่วนมากก็เป็นคัตซีนที่บังคับเราฟังอยู่แล้วด้วย ทำให้เราแทบจะไม่ตกหล่นเนื้อเรื่องของเกมไปเลย แต่สิ่งที่อาจจะเป็นปัญหาสักเล็กน้อยก็คือ การเลือกจังหวะในการเล่าของเกม ที่ในเกมเลือกที่จะทิ้งปมปริศนาหลายๆ อย่างเอาไว้ในช่วงต้นของเกมแบบเยอะมากๆ ในช่วงแรกของเกมคือเราจะสับสนแล้วงงมากๆ ว่าเกมมันเกี่ยวกับอะไรวะ มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่วะ แล้วเราเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ คนรอบตัวของเราเป็นใครมีจุดประสงค์อะไร สิ่งเหล่านี้จะถาโถมมาหาเราอยู่เรื่อยๆ แบบไม่ได้มีพัก พอมันเป็นแบบนี้มันทำให้เราอาจจะต่อติดกับเนื้อเรื่องของเกมยากมากๆ คือพอมันไม่บอกอะไร เราก็ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องไม่ได้ กว่าจะเริ่มเฉลยเนื้อเรื่องในเกมก็ปาเข้าไปกลางเกมแล้ว แล้วพอตอนเฉลย มั๊นนน ก็ดันเฉลยเกือบทั้งหมดเลย เรียกว่าเฉลยทั้งหมดเลยก็ได้ครับ เหลือเพียงแค่ไม่กี่อย่างที่เก็บเอาไว้เฉลยตอนท้ายเท่านั้น แต่จังหวะที่เฉลยนี่แหละ ที่ทำให้ผมรู้สึกว้าวกับเกมขึ้นมา คืออันนี้พูดตรงๆ ว่าตอนแรกผมหมดไฟกับการเล่นเกมนี้ไปแล้ว และตั้งใจว่าโอเค มันคงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแล้ว รอเล่นจบแล้วก็หยิบมารีวิวทีเดียว แต่พอมันเฉลยเรื่องราว แล้วผมรู้สึกแบบ อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ทุกอย่างมันดูเมกเซนส์ขึ้นมา แล้วก็ดูเจ๋งเอามากๆ กลายเป็นว่าผมกลับมาชอบ World Setting ของเกมนี้เฉยเลย ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดบางอย่างมันจะไม่ได้ถูกเฉลยแบบ 100% ก็เถอะ แต่ผมก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับการเล่นให้จบอยู่เช่นเดียวกันครับ

GAMEPLAY | แอ็กชันสไตล์ Sekiro ที่ขาดความสมดุล (5.3/10)

ทางด้านเกมเพลย์ของ Beast of Reincarnation ต้องเรียกว่ามันมีความ Souls สูงมากครับ หรือถ้าให้เปรียบง่ายๆ เลยมันก็คือ Sekiro เวอร์ชันดาวน์เกรดก็ได้ครับ โดยตัวเกมจะแบ่งออกเป็น Chapter หลายๆ Chapter และแต่ละ Chapter ก็จะมีแผนที่ของตัวเอง โดยมันจะเป็นพื้นที่เปิดขนาดใหญ่มากๆ ให้เราได้เดินออกสำรวจได้ โดยในแผนที่ดังกล่าว ถึงแม้ว่าผมจะบอกว่าแผนที่มันใหญ่ แต่มันกลับไม่ได้มีอะไรให้ทำ เพราะตัวเกมจะไม่มีเควสต์รองให้เราได้ทำ เพื่อขยาย Lore ใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะเป็นแผนที่ ที่ให้เราเดินเก็บของ แล้วก็ฆ่าพวกมินิบอสเท่านั้นครับ ซึ่งเอาตามตรง ผมมองว่ามันกลวงเอามากๆ เพราะมันแทบไม่มีประโยชน์ในการสำรวจเลยครับ ไม่ได้มีพื้นที่ให้ดูความสวยงามของโลก มีแต่จุดที่ชาเลนจ์คือการไปสู้กับมินิบอสหรือ Elite เพื่อท้าทายความเก่งเท่านั้น เอาจริงๆ มันก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างการหาสูตรการคราฟต์ของ แต่สุดท้ายมันก็ถูกทำลายด้วยการที่ว่า สูตรเหล่านั้นสามารถหาซื้อเอาได้นั่นแหละครับ

แผนที่กว้าง แต่ก็กลวง

มาถึงเรื่องของระบบคอมแบทที่เราเกริ่นเอาไว้ว่ามันคือ Sekiro เวอร์ชันดาวน์เกรดกันครับ ตัวเกมหลักๆ แล้วจะเน้นการต่อสู้ด้วยระบบแพร์รีเป็นหลัก คือจริงๆ เราสามารถกดหลบการโจมตีได้ แต่เนื่องด้วยไอเฟรมในการหลบการโจมตีของศัตรูนั้นมันแคบเอามากๆ จะมีก็แต่ท่าโจมตีพิเศษที่เกมบังคับให้เราหลบโดยเฉพาะ อันนั้นพอจะมีจังหวะให้หลบที่กว้างอยู่พอสมควร ทีนี้การแพร์รีนี่ถ้าถามผม เอาตรงๆ มันก็พอสนุกอยู่บ้าง จังหวะไฟต์สนุกๆ กับศัตรูบางตัวก็พอมีให้เห็นอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นส่วนน้อยเอามากๆ ก็เถอะ ศัตรูแต่ละตัวจะมีแพตเทิร์นที่เห็นได้ชัดพอสมควร โดยเฉพาะบอส แต่กลับกัน ศัตรูทั่วไปตามด่านกลับมีแพตเทิร์นการโจมตีที่แปลกประหลาดมากๆ บางตัวนี่ผมว่าเก่งกว่าบอสด้วยซ้ำ ตามปกติแล้ว ถ้าเราพูดถึงเกมโซล ศัตรูต่างๆ จะโจมตีเราแรงถูกไหมครับ ในขณะเดียวกัน ศัตรูเหล่านั้นก็จะถูกเราโจมตีแรงด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในเกมนี้ มันกลับเป็นศัตรูที่โจมตีเราแรงอยู่แค่ฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เรากลับโจมตีมันเบาเสียเหลือเกิน เราจัดทั้งคอมโบบางทีมันยังไม่ตายด้วยซ้ำครับ ยิ่งพอเจอศัตรูเป็นกลุ่มเยอะๆ นี่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสู้เลยด้วยซ้ำ จำเป็นจะต้องอัปสกิลบางอย่างมาก่อน เพื่อให้ไฟต์มันง่ายขึ้นมา นอกจากระบบแพร์รีที่คล้าย Sekiro แล้ว เกมยังมีระบบ Stagger Gauge ด้วยที่คล้ายๆ กันกับ Sekiro คือเมื่อไหร่ก็ตามที่ศัตรูทั่วๆ ไปหลอด Stagger เต็ม เราจะสามารถ Execute มันได้ภายในดาบเดียวครับ ซึ่งก็ฟังเหมือนกับ Sekiro ทั่วๆ ไป ถูกไหมครับ แต่พอมาดูจริงๆ เนี่ย การ Stagger เหล่านั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย คือหลอด Stagger มันขึ้นช้ามากๆ จะมีศัตรูแค่ไม่กี่ประเภทเท่านั้น ที่หลอดมันจะเต็มได้ ศัตรูหลายๆ ตัวนี้คือสู้ไปแล้วมันตายก่อนที่หลอดจะเต็มด้วยซ้ำ ทำให้ผมรู้สึกว่าไอหลอดนี้มันค่อนข้างไร้ประโยชน์อยู่พอสมควร ส่วนเรื่องบอสเดี๋ยวผมขอหยิบยกไปพูดทีเดียวเลยครับ

จังหวะต่อสู้ พอสะใจอยู่บ้าง

ระบบต่อสู้ที่น่าสนใจของ Beast of Reincarnation ก็คือหลอดคอมโบ ที่อยู่บริเวณด้านล่างของหน้าจอครับ ซึ่งหลอดนี้ตอนแรกเราจะมี Max มาให้แค่ 2 หลอดเท่านั้น เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ เราจะสามารถอัปสกิลเพื่อขยายหลอดดังกล่าวได้ โดยหลอดนี้จะเป็นหลอดที่ทำหน้าที่สองอย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือทำหน้าที่เป็นเกจสำหรับการป้องกันครับ คือระหว่างที่เราสู้ ถ้าเราแพร์รีพลาด แต่กดป้องกันทัน หลอดดังกล่าวจะลดไปครึ่งหลอด ถ้าหลอดนี้หมด Emma จะอยู่ในสภาวะหมดแรง และทำให้ระหว่างนั้นหากเราถูกโจมตี เราจะไม่สามารถป้องกันได้ทันทีครับ ส่วนอีกหน้าที่ที่หลอดนี้ทำก็คือ เป็นหลอดสำหรับการปล่อยคอมโบพิเศษ ที่ในเกมจะเรียกมันว่า Blade Art ครับ โดยท่า Blade Art แต่ละท่าจะมีวิธีการคอมโบที่คล้ายๆ กัน เช่นโจมตี 1 ครั้งแล้วกด Blade Art จะเป็นท่านึง แต่ถ้าโจมตีสองครั้งแล้วกด Blade Art จะเป็นอีกท่านึงเป็นต้น ซึ่งการกด Blade Art แต่ละครั้งจะกินหลอดคอมโบไปหนึ่งหลอด ทำให้เราต้องคิดตลอดเวลาว่า ถ้าเรากดแพร์รีไม่แม่น เราจะเก็บหลอดนี้เอาไว้ป้องกันดีไหม หรือว่าใช้สำหรับกด Blade Art เพื่อทำดาเมจใส่ศัตรูไปเลยจะดีกว่ากัน ซึ่งหลอดคอมโบนี้เราสามารถเก็บสแต็กของมันได้จากการโจมตีศัตรู และ ใช้ความสามารถของ Koo ครับ อ่ะโอเค แวะมาที่ Koo สักหน่อยครับ Koo จะเป็นตัวช่วยของเราในการต่อสู้แทบทั้งเกมเลย เรียกว่าเป็นหมาคู่หูก็ได้ครับ ตามปกติแล้ว Koo จะถูกบังคับด้วย AI ที่โจมตีเองอัตโนมัติ (แล้วหลายๆ ครั้งแม่งไม่ค่อยฉลาดด้วย) รวมถึงการใช้ไอเทมในการซัพพอร์ต Emma ด้วยครับ กระนั้นระหว่างการต่อสู้ เราก็สามารถบังคับ Koo ได้นิดหน่อยครับ อย่างแรกก็คือการใช้ไอเทม ที่เราสามารถเรียกคำสั่งออกมาแล้วบังคับให้ Koo ใช้ไอเทมซัพพอร์ตเราได้ทันที กับอีกอย่างก็คือการใช้สกิลครับ ระหว่างที่เรียกใช้คำสั่ง เมนูด้านขวาจะขึ้นสกิลต่างๆ ของ Koo มาให้ โดยสามารถมีสกิลได้สูงสุดทั้งหมด 6 สกิล โดยการออกท่าแต่ละท่าของ Koo จะกินหลอด FP ที่ไม่เท่ากัน ยิ่งท่าใหญ่ ยิ่งกินหลอด FP เยอะ และแต่ละท่าก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันไปอีก บางท่าเป็นท่าหมู่ เซ็ตอัปให้ศัตรูลอยไป Air combo ได้ บางท่าช่วยบูสต์สถานะผิดปกติให้กับศัตรูเป็นต้น และทุกครั้งที่เราใช้ท่าเหล่านี้ เกมจะมี Quick Time Event มาให้กดด้วยครับ ถ้าเรากดติด ก็จะช่วยฟื้นฟูเลือดให้กับ Emma เยอะขึ้น ถ้ากดไม่ติดก็ขึ้นนิดเดียว และการกดท่านี้ในแต่ละครั้งของการต่อสู้ เกมจะสโลว์เวลาให้เราเลือกท่าด้วย ทำให้หลายๆ ครั้งระหว่างการเล่น ผมใช้ตรงนี้เป็นตัวคิดเลยว่าจะทำยังไงต่อ จะใช้ท่าของ Koo เพื่อทำดาเมจ ด้วยท่าที่ FP เยอะๆ ไหม หรือว่าใช้ท่าเบาๆ เพื่อฟื้นเลือดของ Emma แทนดี ซึ่งเอาจริงๆ ผมว่าระบบตรงนี้ออกแบบมาได้ค่อนข้างดีนะครับ ทำให้การเล่นสนุกขึ้นเยอะเลยทีเดียว อีกทั้งไอหลอด FP ของ Koo นี่ หลักๆ ก็จะฟื้นฟูจากการทำแพร์รีของ Emma ให้สำเร็จด้วย ทำให้บางครั้งเราอาจจะต้องเล่นเสี่ยง เพื่อให้ได้ประโยชน์อะไรบางอย่างกลับมาด้วยเช่นเดียวกัน

Quick Time Event ตอนใช้คำสั่งกับ Koo

ถึงกระนั้นสิ่งนึงที่ผมรู้สึกว่า มันทำให้ทุกอย่างแย่ลงก็คือเรื่องของการบาลานซ์นี่แหละครับ ที่ผมรู้สึกว่า มันทำไปทำไมวะ ก็คือเรื่องศัตรูภายในเกมนี้ ที่แม่งตีแรงจนรู้สึกว่า Bullshit ครับ คืออย่างที่เราบอกไปแล้วว่าเกมนี้มันเน้นการแพร์รีเป็นหลัก แล้วหลายๆ ครั้งเกมมักจะโยนเราไปอยู่ในสถานการณ์ที่โดนศัตรูรุมระดับแบบ 5-6 ตัวเป็นประจำ แน่นอนว่ามันดูเหมือนเป็นเรื่องปกติใช่ไหมครับ แต่ตามปกติแล้ว เกมอื่นๆ เวลาที่ศัตรูรุม มันจะไม่ได้รุมเราจริงๆ คือมันจะค่อยๆ เข้ามาให้สู้ทีละตัว แต่กับเกมนี้มันไม่ใช่ครับ ศัตรูทุกตัวจะโจมตีคุณพร้อมๆ กัน แล้วแค่นั้นยังไม่พอ ต่อให้ศัตรูมันจะกีกี้แค่ไหนก็ตาม มันจะโจมตีคุณเข้าในหลัก 40-50% ของเลือดเสมอ หรือบางตัวถ้าโหดๆ หน่อย ท่าโจมตีทั่วไปของมันอาจจะ One shot เราได้ทันที โอเคซึ่งตรงนี้ผมเคลมก่อนว่าผมกดโหมด Hard สุดของเกมนะครับ แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ควรแรงขนาดนี้หรือเปล่า นี่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีจังหวะให้แก้ตัวหรืออะไรเลย กดแพร์รีพลาด ตาย แพร์รีผิดตัว ตาย เดินๆ อยู่โดนธนูยิงจากระยะไกล ทีเดียวตาย คือผมเล่น Sekiro ยังไม่รู้สึกอนาถขนาดนี้อ่ะ แถมเกมยังมีปัญหากับ Input Lag ที่แปลกๆ อีก กดติดบ้างไม่ติดบ้าง มันทำให้ประสบการณ์การเล่นของเกมนี้ดูแย่ไปเลย

พูดถึงศัตรูทั่วไปแล้วขอแวะมาพูดถึงบอสสักเล็กน้อยครับ เกมนี้ถ้าตัดเรื่องแมปไปเลย ผมว่ามันเหมือนเกมบอสรัชมากกว่า เพราะว่าในแมปแทบจะไม่ได้มี Objective อะไรเลย อย่างมากก็แค่ไปหา Key Item บางอย่างมาเปิดทางไปต่อแค่นั้น เกมเพลย์จะวนลูปไป คือ ถึงโซนใหม่ ไปหา Key Item เจอบอสรอบนึง สู้เสร็จบอสหนี ไปเปิดประตู สู้กับบอสอีก 2 Phase วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่ระยำตำบอนที่สุดสำหรับผมก็คือ บอสมันสิ้นคิดมากๆ ครับ คือบอสแต่ละตัวจะมีวิธีสู้แบบเดียวกันหมดเลย สมมติผมสู้กับบอสตัวแรกเสร็จ ไปสู้กับบอสตัวที่ 2 คือเราจะรู้สึกเหมือนจะได้เจอบอสตัวแรกแบบพลัสวัน มูฟเซ็ตแทบจะเหมือนกันทั้งหมด เต็มที่มีท่าประหลาดๆ เพิ่มมาอีกสักท่านึง กับตีเร็วขึ้น แรงขึ้น คอมโบยาวขึ้นแค่นั้น เรียกได้ว่าโคตรสิ้นคิดครับ อีกทั้งการ Reuse Boss แบบน่าเบื่อที่เอาตัวเดิมๆ กลับมาให้สู้ โดยใช้มูฟเซ็ตเดิมไม่ได้เปลี่ยน อ้อ แล้วที่ผมบอกว่ามันมี 2 Phase คือส่วนมากแล้วทั้ง 2 Phase คือไม่ได้ต่างอะไรกันนะครับ ก็แค่แรงขึ้นเร็วขึ้นเฉยๆ แค่นั้นเลย แต่ก็จะมีบางบอสที่จะมีวิธีการสู้ที่เฉพาะหน่อย อย่างบอสนกนี่แหละ แล้วที่ผมบอกว่าเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่ามันสนุกนะครับ เพราะแม่งคือบอสระยำที่สุดในเกม ด้วยพื้นที่ของการต่อสู้นี่แหละครับ โดยบอสนกตัวนี้ จะสามารถทิ้งไข่เพื่อสร้างบ่อกรดเอาไว้บนพื้นได้ แต่ปัญหาคือพื้นที่ในการสู้ของเรามันแคบเอามากๆ เราไม่สามารถเดินหามุมเพื่อหลบบ่อกรดเหล่านั้นได้ จำเป็นจะต้องย้ายแพลตฟอร์มไปเรื่อยๆ แต่กระนั้นเกมนี้ก็ไม่มีการเซ็ตคูลดาวน์สกิลของบอสไว้ นั่นหมายความว่า บอสสามารถออกท่าเดิมๆ ซ้ำได้เรื่อยๆ ทำให้ตอนที่ผมเจอมันคือผมไม่มีที่ยืนในการสู้กับมัน มันแทบจะสร้างบ่อกรดเอาไว้ทั้งสนามครับ แต่สิ่งที่แย่ที่สุดไม่ใช่อันนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกมนี้ทำได้มีปัญหามากๆ ก็คือมุมกล้องครับ หลายๆ ครั้งระหว่างการต่อสู้ ในพื้นที่แคบๆ แล้วเราจำเป็นจะต้องล็อกเป้าศัตรูเอาไว้ตลอดเพื่อทำการแพร์รี และเมื่อเราไปสู้บริเวณที่มีกำแพงอยู่ เราจะเจอกับมุมกล้องที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย ก็ดูภาพเอาละกันครับ และมุมกล้องเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดกับแค่บอสตัวนี้เท่านั้น แต่มันแทบจะเกิดตลอดการเล่น ทำให้มันเป็นเกมแอ็กชันเกมแรกๆ เลยที่ผมเล่นแล้วรู้สึกเป็น Motion Sickness ครับ

รียูสบอสตัวเดิมซ้ำ

อีกหนึ่งระบบที่ถูกดึงมาจากเกม Souls ก็คือระบบการ Customize ตัวละครครับ โดยที่เราสามารถอัปเกรดตัวละครได้ผ่านค่าสเตตัส 3 อย่างด้วยกัน ทั้งตัวของ Emma และ Koo เลย คือ Strength ดาเมจทั้งหลาย, Vitality เลือดและพลังป้องกัน และ Florescence พลังโจมตีท่าพิเศษต่างๆ ซึ่งการอัปสเตตัสเหล่านี้ก็จะส่งผลไปถึงการอัปสกิลด้วยครับ โดยตัวสกิลจะใช้แต้มในการอัปแยกจากค่าสเตตัสอีกที ถ้าเราอยากอัปพวก Passive ต่างๆ เราก็จำเป็นจะต้องอัปค่าสเตตัสให้ถึงก่อน ส่วนพวกสกิลอื่นๆ ที่เป็นสกิล Active ของ Koo หรือว่า Blade Art นี่คือ ถ้าเราปลดล็อกท่านั้นๆ แล้วก็สามารถอัปได้เลย โดยที่ไม่ต้องอาศัยเลเวลครับ ส่วนการได้มาของแต้มสำหรับการอัปสกิลนี่ก็จะได้มาจากการไปต่อสู้มอนสเตอร์ทั่วๆ ไปนี่แหละ ฆ่าได้ ก็จะได้แต้มสำหรับอัปมาแค่นั้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่หนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเออ เจ๋งดีนะ ถ้าเขาผลักดันตรงนี้ไปให้ไกลกว่านี้อีกหน่อย ก็คือการ Customize ตัวละครบางอย่างครับ อย่าง Koo เนี่ย เราสามารถใส่ไอเทมซัพพอร์ตให้กับเขาได้ แบบพวกยา ระเบิด หรือท่าโจมตี ให้เขาช่วยเราต่อสู้ได้ดียิ่งขึ้น โดยจะสามารถใส่สกิลเหล่านี้ได้สูงสุดถึง 6 สกิลด้วยกัน โดยการจะปลดล็อกความสามารถเหล่านี้คือเราจะต้องพัฒนาความสัมพันธ์ของ Emma กับ Koo ครับ ยิ่งเรามีปฏิสัมพันธ์กันเยอะ จนค่าที่เรียกว่า Rapport เพิ่มมากขึ้น มันก็จะปลดล็อกช่องตรงนี้ให้เราใช้เยอะขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเราก็จะอัปค่านี้ได้ด้วยการคุยกับ Koo ที่ Cleanse Walker พา Koo ไปอาบน้ำ หรือแม้กระทั่งให้อาหารด้วย พูดตามตรงมันช่วยสร้างความอินกับตัวละครของผมได้เป็นอย่างดี แต่พอถึงก่อนครึ่งเกมด้วยซ้ำ ไอค่าตรงนี้ของผมกลับเต็มแล้ว ผมก็แบบอ้าว ทำไมมันเร็วงี้อ่ะพี่ คือผมไม่ได้ไปนั่งปั๊มหรืออะไรด้วยนะ ก็ให้ตามปกติ จบภารกิจมาก็อาบน้ำ คุยด้วยรอบนึง ลูบหัวรอบนึง แค่นั้นเลย พอหลังจากที่มันเต็มไปแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรให้อัปเกรดขึ้นแล้วอ่ะ ผมรู้สึกว่าเออจริงๆ เขาสามารถพัฒนาตรงนี้ไปให้ไกลกว่านี้ได้จริงๆ นะ

การอัพสเตตัสตัวละคร

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับ Koo ที่ผมรู้สึกเสียดายแล้ว อีกอย่างที่ผมรู้สึกเสียดายไม่แพ้กันเลยก็คือเรื่องของการฟาร์มกับอาหารใน Cleanse Walker นี่แหละครับ คือในเกมเราสามารถทำฟาร์มได้ ทั้งฟาร์มผัก แล้วก็ฟาร์มไข่ โดยผักเราก็สามารถไปเก็บพวกเมล็ดพืชมาปลูกได้ รวมถึงไข่ ก็ไปหาไข่มาฟัก ให้มันออกไข่ให้เราได้ครับ แล้วพวกนี้มันเอาไปทำอะไรได้ใช่มะ คือก่อนที่เราจะออกไปทำภารกิจจาก Cleanse Walker เนี่ย Kagura จะถามเราตลอดว่า เอ้อ ก่อนออกไปทำงานอ่ะ กินข้าวหน่อยไหม โดย Kagura จะเป็นคนทำอาหารให้เรากินทุกครั้งที่เราออกครับ ซึ่งของที่ทำมาให้กินก็จะเป็นของจากที่เราออกได้จากฟาร์มนี่แหละครับ ยิ่งอาหารที่จะทำมีวัตถุดิบที่ซับซ้อนแค่ไหน Emma ก็จะได้ค่าสเตตัสที่บวกไปดีขึ้นมากเท่านั้นครับ อย่างพวกแกงกะหรี่ที่ใช้วัตถุดิบมหาศาลอะไรพวกนี้ ต้องเป็นช่วงท้ายๆ เกมถึงจะได้กินใช่มะ สเตตัสต้องบวกเยอะแน่ๆ เลย… ครับ แม่งบวกแค่อย่างละ 1 อย่างละ 2 ว่าง่ายๆ มันแทบไม่ต่างเลยครับ หลังๆ มาผมเลยไม่สนใจละว่า Emma จะกินอะไร รีบๆ กดกินรีบๆ ไปเถอะพี่

PERFORMANCE | กราฟิกตกยุคและปัญหาเฟรมเรต (5.5/10)

Beast of Reincarnation ถูกพัฒนาด้วย Engine ยอดนิยมในปัจจุบันอย่าง Unreal Engine 5 ครับ ซึ่งพวกเขาตัดสินใจเลือกใช้ Engine นี้ด้วยความตั้งใจจริงของตัวเองเลย เพราะคิดว่าน่าจะเป็นเอนจินที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเกมได้มากที่สุดแล้ว แต่ก็นั่นแหละครับ ผมว่าหลายคนน่าจะพอเห็นสภาพของเกมไปบ้างแล้ว ที่มันมีปัญหาเยอะเหลือเกิน เริ่มกันที่กราฟิกของเกมที่มันดูตกยุคเอามากๆ พูดตามตรงมอง In game กราฟิกครั้งแรกแล้วผมนึกว่ามันเป็นเกมยุค PS4 อ่ะครับ แต่ถามว่านั่นใช่ปัญหาไหม สำหรับผมอาจจะไม่ได้ขนาดนั้นครับ แต่ปัญหาจริงๆ ของมันคือ กราฟิกของมันอยู่ในระดับ PS4 แต่มันกลับมีปัญหาเฟรมตกซะอย่างงั้น คือผมเล่นบนเครื่อง PS5 รุ่นแรกสุดเลย เห็นภาพครั้งแรกคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องนี้ แต่ที่ไหนได้ อาการเฟรมตกกลับเห็นได้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่ศัตรูในหน้าจอเยอะๆ สัก 10 กว่าตัวเนี่ยเริ่มมีปัญหาละ แล้วบอกได้เลยว่าปัญหาเฟรมตกนั้นมีตลอดแทบจะทั้งเกมครับ คือใน Chapter นึงเนี่ย จะเจอได้สัก 3-4 ครั้ง เรียกว่าพบเห็นปัญหานี้ได้บ่อยจนรำคาญก็ได้ครับ

ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องเฟรมเรตดรอปอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Aesthetic ของเกมนั้นทำออกมาได้ดีพอสมควรครับ เนื่องจากว่าเรื่องราวของเกมดำเนินเรื่องในช่วง 2000 ปีต่อจากนี้ ที่โลกล่มสลายแล้ว บรรยากาศของเกมเลยมีความเก่า ความรกร้างของการล่มสลาย ผสมกับความไซไฟอยู่พอสมควร เอาจริงๆ ตอนที่เห็นเทรลเลอร์ของเกมนี้ครั้งแรกผมค่อนข้างชอบพอสมควรเลยนะ ทั้งการออกแบบตัวละครที่ถูกใจผมมากๆ อย่างตัว Emma และตัว Koo เองก็มีความน่ารักฟลัฟฟีอยู่พอสมควร เรื่องของการดีไซน์ที่จะติก็คือดีไซน์ของบอสนี่แหละครับ คือบอสตอนแรกที่เห็นมันก็น่าตื่นเต้นอยู่พอสมควร แต่พอมันถูกจำกัดให้เป็นสัตว์ทั่วๆ ไป ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ มันก็ดูค่อนข้างจืดชืดและซ้ำซากเอามากๆ ครับ

Aesthetic ของเกมทำได้ดีในระดับนึง

อีกหนึ่งอย่างในเรื่องกราฟิกที่ทำผมเซ็งพอสมควร ก็คือปัญหาเรื่องอาการบั๊กเรนเดอร์นี่แหละ ตลอดการเล่นเกมนี้ของผม ย้ำนะครับ ว่าตลอดการเล่น มันมีอาการภาพ Ghost อยู่ตลอดเวลาครับ คือทุกครั้งที่ Emma เคลื่อนที่เร็วๆ โดยเฉพาะในความมืดนั้น เราจะเห็นเงาตัวละครตลอดเวลา นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องของการเรนเดอร์เฉดเดอร์ที่ทำให้หมดอารมณ์ในการเล่น ทั้งสีฟุ้ง ภาพแตก หรือแม้กระทั่งแอนิเมชันตัวละครที่ดูง็อกๆ แง็กๆ โดดๆ เด้งๆ อยู่ตลอดเวลา คือมันทำให้ขัดอารมณ์ในการเล่นเอามากๆ ครับ

อย่างสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือเรื่องบั๊กครับ พูดตามตรงว่าตลอดการเล่นนี่ผมเจอบั๊กตลอด จนผมไม่รู้แล้วว่านี่เป็นบั๊กของเกมหรือว่าเป็นฟีเจอร์กันแน่ ใครที่ตามเพจ Gamer Inside ก็น่าจะเห็นที่ผมโพสต์คลิปนี้ไปแล้วใช่ไหมครับ ฉากที่เราจะต้องวิ่งหนีบอสของแอก แต่พอจบคัตซีน บอสตัวนี้มันกลับไม่วิ่งตามซะอย่างงั้น ซึ่งอันนี้ผมไปเช็กกับคนอื่นมาคือเขาก็เป็นเหมือนกัน หรือว่าจะเป็นฉากนึง ที่ผมสู้บอสอยู่ดีๆ แล้วพอสักพัก บอสก็วิ่งหนีผมไปดื้อๆ เลย แถมผมยังไม่สามารถวิ่งตามบอสได้ เพราะติดกำแพงล่องหน ต้องยืนรอ แล้วก็ลองเอาธนูยิงติดสถานะ มันถึงจะกลับมาให้ คืออะไรแบบนี้ผมเห็นได้ตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะจังหวะบอสติดสตัน แล้วตัวผมบั๊กอยู่ในปากบอส จนผมตีไม่ได้ สรุปผมเสียเวลาตีบอสไปฟรีๆ หรือที่น่าจะหนักที่สุดแล้วก็คืออาการหลอนของ Input Lag ที่หลายๆ ครั้งเราจะไม่สามารถกดปุ่มปั๊มยา หรือว่าแพร์รีได้ คือพอมันพลาดครั้งนึงคือมันโดนยับ กลับจุดเซฟสบายๆ ครับ กระนั้นใช่ว่าจะไม่มีเรื่องดีเลย ถ้าตัวละครเรากระโดดไปติดบั๊กแล้วไม่สามารถเดินต่อได้ ตัวเกมก็จะทำการรีเซ็ตตำแหน่งเราให้อยู่ดีครับ ก็ยังดีแหละนะ

SOUND DESIGN | บทเพลงแห่งความเหงาและทีมพากย์ระดับพระกาฬ (8.3/10)

หนึ่งในสิ่งที่ดีงามของ Beast of Reincarnation ผมต้องบอกเลยว่ามันคือดนตรีประกอบนี่แหละครับ โดยเฉพาะเพลง Theme ของเกม ที่เป็นแนว Neo Classic ให้อารมณ์ความเหงาได้ดีมากๆ มันให้กลิ่นของเพลงใกล้ๆ กับ NieR พอสมควรครับ ซึ่งพอมันผนวกรวมเข้ากับจุดสำรวจที่มันดูโล่งๆ บรรยากาศของโลกหลังล่มสลายนี่ทำเอาซึมได้เหมือนกันครับ กับอีกเพลงที่ผมชอบก็คือเพลงที่เล่นเวลาสำรวจ ซึ่งก็ติดหูอยู่พอสมควร แต่ถึงแม้เพลงจะติดหูมากแค่ไหน ก็ไม่น่าให้อภัยกับการคิวเพลงอยู่ดีครับ หลายๆ ครั้งระหว่างการเล่น เกมจะมีอาการเปลี่ยนเพลงตามไดนามิกของเกมไม่ทัน บางครั้งผมต่อสู้อยู่ เกมมันก็ค้างเพลงตอนสำรวจให้ยาวๆ ไปเลย ทำให้อารมณ์ในการเล่นนั้นลดลงไปมากพอสมควรครับ ซึ่งเรื่องของเพลงประกอบอันนี้ต้องยกเครดิตให้กับ Composer ของเกมอย่าง Kow Otani ครับ ที่เคยทำเพลงประกอบให้กับ Shadow of the Colossus, Sengoku Basara 3 และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็น Composer มือทองเลยก็ว่าได้ครับ

เรื่องของเสียงประกอบอื่นๆ ผมว่ามันขาดความละเอียดและความสะใจไปเยอะ เหมือนว่า Game Freak พยายามคุมโทนของเสียงไม่ให้มันกระชากจนเกินไป คืออันนี้ผมรู้สึกว่ามันอยู่ในระดับที่เกือบดี แต่ก็ขาด Element หลายๆ อย่างเกินไปหน่อย ระหว่างการต่อสู้เอาจริงๆ ผมแทบไม่ได้ยินเสียง Koo เลยด้วยซ้ำ ที่พอจะทำได้ดีก็มีแต่เสียงตอนแพร์รีเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่ดีนะครับ

เรื่องของนักพากย์ของเกมนี้ต้องบอกเลยครับ ว่าคับคั่งมากๆ เรื่องคุณภาพนี่ผมว่าไม่น่าจะมีใครเถียงเรื่องนี้ออก ผมเล่นเกมนี้โดยใช้เสียงพากย์ภาษาญี่ปุ่นนะครับ โดยตัวหลักอย่าง Emma ให้เสียงโดย Yui Ishikawa ที่เคยลงเสียงให้กับ 2B จาก NieR automata และ มิคาสะ จาก Attack on titan, Violet ก็ได้ Miyuki Satou ที่เคยลงเสียงให้กับ Kuro จาก Sekiro และ Sena จาก Xenoblade 3 มาก่อน หรือจะเป็น Brad ที่ได้คุณ Akio Otsuka ผู้ให้เสียงเป็น Snake และ ฮันมะ ยูจิโร่ครับ บอกเลยว่าฟังเสียงพากย์ของเกมนี้ยังไงก็ฟิน เพราะเขาเอาแต่ตัวท็อปมาลงเสียงจริงๆ แล้วมีอีกเยอะแบบ Tetsuo Kanao, Satoshi Mikami หรือ Akira Ishida เป็นต้นครับ

หมวดหมู่ หัวข้อย่อย คะแนน
Story (6.4/10) วิธีเล่าเรื่อง 6/10
ความเข้ากันกับเนื้อเรื่อง 8/10
Character Development 8/10
ความเป็นธรรมชาติของบทพูด 8/10
การแสดง/สีหน้า 2/10
Gameplay (5.3/10) Innovative (ระบบใหม่) 8/10
Quality of Life (QoL) 6/10
Core Gameplay 7/10
Content 5/10
Replayability 3/10
Level Design 3/10
Performance (5.5/10) คุณภาพของกราฟิก 6/10
ประสิทธิภาพในการแสดงผล 3/10
การออกแบบงานศิลป์ (Art Style) 8/10
บั๊ก 5/10
Sound Design (8.3/10) คุณภาพเสียงประกอบ (ดนตรี) 8/10
คุณภาพเสียงประกอบ (เอฟเฟกต์) 7/10
เสียงพากย์ 10/10
Verdict (คะแนนรวม) 6.3/10

Beast of Reincarnation

6.3 / 10 คะแนน

พูดกันตามตรง ผมรอเกมนี้ด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม จากธีมที่ชื่นชอบมากๆ และผมเริ่มเล่นเกมนี้ด้วยความผิดหวัง จนไปถึงช่วงกลางเกมที่ความหวังผมฟื้นฟูขึ้นมาอีกรอบ แต่สุดท้ายพอเล่นไปเรื่อยๆ ผมกลับรู้สึกเซ็งอีกรอบ เหมือนกับว่าผมอยู่บนรถไฟเหาะที่หน้าฉากมีแต่ความน่าสนใจและน่าตื่นเต้น ธีมของรถไฟที่ทำออกมาได้ดีและน่าสนใจ แต่แรงขับของรถไฟเหาะอันนั้นมันกลับช้าเป็นเต่าจนทำให้ความพิศมัยของผมหมดไป Beast of Reincarnation เป็นเกมที่มี Potential สูงมาก มันสามารถเป็นเกมที่ดีขึ้นมาพอฟัดพอเหวี่ยงกับเกมอื่นๆ ในปีนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถ้าหากมันไม่ตกม้าตายด้าน Performance Gameplay และเนื้อหาที่ช้าเป็นเต่าคลานไปเสียก่อน ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ผลงานแรกของ GAME FREAK และถึงแม้ว่าจะเป็นทีมย่อยของพวกเขาก็ตาม แต่ก็สมควรทำได้ดีกว่านี้จริงๆ

แชร์เรื่องนี้:
Meltdown
Meltdown

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง