เว็บไซต์ Eurogamer เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Blizzard ภายในงาน BlizzCon ที่แม้จะมีการเปิดเผยกำหนดการวางจำหน่ายของเกมในอนาคตอย่าง Diablo 5 (กำหนดวางจำหน่ายปี 2029) และโปรเจกต์เกมยิงมุมมองบุคคลที่สามแนวโอเพนเวิลด์ในจักรวาล StarCraft (กำหนดวางจำหน่ายปี 2030) แต่สปอตไลต์สำคัญของงานกลับตกไปอยู่ที่การเปิดตัว World of Warcraft: Forever หรือที่ในกลุ่มผู้เล่นรู้จักกันในชื่อ 'Classic Plus' ซึ่งเป็นการนำเอาตัวเกม World of Warcraft เวอร์ชันดั้งเดิมปี 2004/2005 มาเรียบเรียงและยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ทั้งการปรับปรุงงานภาพให้เป็นระดับ HD, การเพิ่มดันเจี้ยนใหม่, เรดใหม่, ระบบสกิลและพรสวรรค์ใหม่, เผ่าใหม่อย่าง Skyborne รวมถึงการเดินหน้าเนื้อเรื่องในรูปแบบจักรวาลขนานที่ไม่ยึดติดกับเส้นทางเดิมตลอดระยะเวลาเกือบ 22 ปีที่ผ่านมา
Kris Zierhut นักออกแบบหลักของโปรเจกต์ WoW: Forever ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ IGN ถึงประเด็นที่ว่าเหตุใด Blizzard ถึงไม่เลือกพัฒนาเกมภาคต่ออย่าง World of Warcraft 2 โดยเขาได้ตั้งคำถามกลับอย่างน่าสนใจว่า "เกมภาค 2 จะมอบอะไรให้คุณได้บ้าง ในสิ่งที่ World of Warcraft: Forever ไม่ได้มอบให้ในตอนนี้?" พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่มีการพัฒนาและปรับปรุงเกมอย่างต่อเนื่อง ทีมงานได้ทำการอัปเกรดทั้งระบบการเรนเดอร์ กราฟิก ระบบแสง ตลอดจนประสิทธิภาพของเอนจินและโครงสร้างพื้นฐานของเซิร์ฟเวอร์ในการรองรับผู้เล่นและการประมวลผลคาถาการต่อสู้จนมีความเสถียรและทรงพลังที่สุดในวงการ การละทิ้งโครงสร้างอันยอดเยี่ยมเหล่านี้เพื่อไปเริ่มนับหนึ่งใหม่จึงไม่มีเหตุผลรองรับที่สมเหตุสมผล
นอกจากประเด็นด้านเทคโนโลยีแล้ว การสร้างเกมภาคต่อสำหรับเกมระดับตำนานอย่าง World of Warcraft ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงมหาศาล ทั้งในเรื่องของงบประมาณการลงทุนระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ และความเสี่ยงในการสูญเสียหรือย้ายฐานผู้เล่น ซึ่ง Blizzard เคยได้รับบทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านอันยากลำบากจาก Overwatch ไปสู่ Overwatch 2 มาแล้ว ประกอบกับตัวเกมเวอร์ชันหลักในปัจจุบันก็กำลังดำเนินไปได้ด้วยดีในไตรภาค Worldsoul Saga และสถานการณ์ทางธุรกิจของบริษัทแม่อย่าง Xbox ที่กำลังอยู่ในช่วงควบคุมงบประมาณ ทำให้การทุ่มงบสร้างเกมภาคต่อที่ซ้ำซ้อนจึงเป็นไปได้ยาก โดยค่ายเกมยักษ์ใหญ่เลือกที่จะมุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านจักรวาลเดิมให้สมบูรณ์แบบที่สุดแทน
ที่มา Eurogamer