บันทึกการเดินทางสู่ Gamescom 2025: สัมผัสประสบการณ์งานเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ณ เมืองโคโลญ

แชร์เรื่องนี้:
บันทึกการเดินทางสู่ Gamescom 2025: สัมผัสประสบการณ์งานเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ณ เมืองโคโลญ

หากพูดถึงอีเวนต์เกม หลายคนคงนึกถึง Thailand Game Show ที่จัดขึ้นทุกปี แต่ในความเป็นจริง วงการวิดีโอเกมนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิด มหกรรมเกมมากมายถูกจัดขึ้นกระจายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Tokyo Game Show (TGS) ที่ญี่ปุ่น, Taipei Game Show (TGS) ที่ไต้หวัน, Chinajoy ที่จีน หรือ G-Star ที่เกาหลีใต้

แต่ถ้าย้อนกลับไปก่อนปี 2020 เกมเมอร์ในยุคนั้นย่อมต้องรู้จัก Electronic Entertainment Expo หรือ E3 เป็นอย่างดี ในฐานะงานเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นจุดหมายปลายทางที่เกมเมอร์ทั่วโลกใฝ่ฝันจะไปเยือนให้ได้สักครั้ง (พวกเรา Gamer Inside ก็เช่นกัน) บรรยากาศของบูธเดโมเกมจากค่ายยักษ์ใหญ่และเวทีเปิดตัวเกมที่เรียกเสียงกรี๊ดจนฮอลล์แทบแตก คือภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ ใครยังจำประโยค "You're Breathtaking!" ของ Keanu Reeves บนเวที Cyberpunk 2077 ได้บ้าง? นั่นคือมนต์เสน่ห์ของงานอีเวนต์ออฟไลน์

น่าเสียดายที่หลังการระบาดของโควิด-19 และความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จในการจัดงานรูปแบบออนไลน์ E3 ก็ได้ปิดฉากลงอย่างถาวร ทิ้งให้ความฝันของใครหลายคนสลายไป แต่การหายไปของ E3 กลับเป็นการผลักดันให้อีกงานหนึ่งก้าวขึ้นสู่แสงสว่าง และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นมหกรรมเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่ในที่สุด งานนั้นก็คือ Gamescom นั่นเอง

และในฐานะตัวแทนของ Gamer Inside ผมได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีอย่าง Level Infinite ให้บินลัดฟ้าไปร่วมงาน Gamescom 2025 ถึงประเทศเยอรมนี และนี่คือเรื่องราวความประทับใจที่ผมจะนำมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกัน

ทำความรู้จัก Gamescom: จากงานเกมยุโรปสู่เบอร์หนึ่งของโลก

ในสมัยที่ E3 ยังคงอยู่ Gamescom มักถูกเรียกว่าเป็น "งานเกมฝั่งยุโรป" เพราะจัดขึ้นที่เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี เดิมทีมันคืองานจัดแสดงวิดีโอเกมของเยอรมนีที่ชื่อว่า Games Convention ซึ่งจัดที่เมืองไลพ์ซิก (Leipzig) มาก่อน แต่ด้วยขนาดของงานที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์ประชุม Koelnmesse เมืองโคโลญ ซึ่งเดินทางสะดวกกว่าสำหรับชาวเยอรมันและชาวยุโรป พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น Gamescom ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม Gamescom ยังคงถูกมองว่าเป็นรอง E3 มาโดยตลอด แต่จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้มีเพียงแค่การยกเลิกงาน E3 เท่านั้น แต่คือการมาถึงของโชว์เปิดตัวที่เรียกว่า "Gamescom: Opening Night Live" (ONL) ที่เริ่มครั้งแรกในปี 2019 โดยมี Geoff Keighley พิธีกรแถวหน้าของวงการเกม (Summer Game Fest, The Game Awards) เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อนำเสนอตัวอย่างเกมล่าสุดและประกาศสำคัญต่างๆ ซึ่งได้ยกระดับให้ Gamescom กลายเป็นงานที่เกมเมอร์ทั่วโลกต้องจับตามอง และขึ้นแท่นเป็นงานเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสมบูรณ์

การจัด Opening Night Live ถือเป็นการยกระดับงานขึ้นอย่างมาก

การเดินทางหมื่นลี้ และเมืองโคโลญในโลกวิดีโอเกม

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเยอรมนีใช้เวลาบินยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง และเนื่องจากเมืองโคโลญไม่มีเที่ยวบินตรง จึงต้องมีการต่อเครื่อง ทำให้การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลานานจนเรียกได้ว่า "นั่งจนก้นด้าน" เลยทีเดียว

เมื่อมาถึงเมืองโคโลญ เมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโรมันแห่งนี้มีแลนด์มาร์กสำคัญคือ อาสนวิหารโคโลญ (Cologne Cathedral) ที่สง่างาม แต่ในโลกของวิดีโอเกม โคโลญก็มีบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในเกมธีมสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็น Battlefield V ในภารกิจสุดท้ายของโหมดเนื้อเรื่องอย่าง The Last Tiger ที่แม้ในเกมจะไม่ได้ระบุชื่อเมืองตรงๆ แต่อาสนวิหารและสะพาน Hohenzollern ก็มีตำแหน่งที่ตรงกับของจริงอย่างน่าทึ่ง

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือ สมรภูมิโคโลญ (Battle of Cologne) ในปี 1945 ที่มีการบันทึกภาพประวัติศาสตร์ขณะรถถัง Pershing ของสหรัฐฯ สามารถทำลายรถถัง Panther อันโด่งดังของเยอรมันได้ ซึ่งจุดที่รถถัง Panther ถูกทำลายนั้น อยู่ไม่ไกลจากอาสนวิหารโคโลญเลย (ปัจจุบันกลายเป็นร้าน McDonald's ไปแล้ว) และผมก็ได้แอบไปเก็บภาพสถานที่จริงมาฝากด้วย

สะพาน Hohenzollern ในเกม Battlefield V
สะพาน Hohenzollern ของจริง
ภาพซ้าย (1945) / ภาพขวา (2025)

Opening Night Live: สัมผัสบรรยากาศสดที่ออนไลน์ให้ไม่ได้

หนึ่งในไฮไลต์ที่ทุกคนจับตารอคอยคือ Opening Night Live เวทีเปิดตัวและอัปเดตเกมใหม่ๆ ซึ่งบรรยากาศการรับชมในฮอลล์นั้นแตกต่างจากการดูออนไลน์อย่างสิ้นเชิง เราสามารถสัมผัสได้ถึงพลังและปฏิกิริยาของผู้ชมได้อย่างแท้จริง เสียงเฮที่ดังกระหึ่มที่สุดในงานปีนี้ตกเป็นของ Resident Evil 9 อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในทางกลับกัน หากเกมไหนที่ผู้ชมไม่ถูกใจ พวกเขาก็พร้อมที่จะส่งเสียงโห่เช่นกัน ซึ่งผู้โชคร้ายในปีนี้คือ Call of Duty: Black Ops 7 ที่มีเสียงโห่ดังพอๆ กับเสียงเฮ ทำให้เราเห็นภาพรวมกระแสตอบรับของเกมเมอร์ในงานได้อย่างชัดเจน บรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้จากการอ่านคอมเมนต์ออนไลน์แน่นอน

บรรยากาศภายในงาน ONL

สำรวจ Koelnmesse: ศูนย์ประชุมระดับโลกที่ผ่านการจัดงานมาอย่างยาวนาน

งาน Gamescom จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุม Koelnmesse ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ภายในแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักคือ B2C (Business to Consumer) สำหรับบุคคลทั่วไปที่มาต่อคิวลองเล่นเกมและร่วมกิจกรรมต่างๆ และ B2C (Business to Business) สำหรับการเจรจาธุรกิจและสัมภาษณ์สื่อ ซึ่งผมเองใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโซนนี้

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือระบบการจัดการที่ยอดเยี่ยม แม้จะมีผู้คนนับแสน แต่การระบายคนและการจัดแถวทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเดินชมงานได้อย่างต่อเนื่อง และที่น่ายินดีคือในโซน B2B มีซุ้มเกมจากประเทศไทยไปตั้งบูธจัดแสดงด้วย ซึ่งมีขนาดใหญ่และได้รับความสนใจพอสมควร

คนเยอะมากแต่การเดินทางไม่ติดขัดอะไรขนาดนั้น
บูธเกมไทยที่อยู่ในโซน B2B

สมรภูมิเดโมเกม: ความคลั่งไคล้ใน Resident Evil 9

เป้าหมายหลักของผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่คือการต่อคิวเพื่อทดลองเล่นเดโมเกมที่ยังไม่วางจำหน่าย และสำหรับปี 2025 ไฮไลต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเดโมของ Resident Evil 9 ที่เปิดให้เล่นเป็นครั้งแรกในโลก ส่งผลให้แถวที่บูธ Capcom ยาวสุดลูกหูลูกตา ได้ยินมาว่าบางคนใช้เวลารอนานถึง 4-5 ชั่วโมง เพื่อเข้าไปเล่นเกมเพียงไม่กี่นาที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลงใหลของเกมเมอร์ได้อย่างดี นอกจากนี้ Capcom ยังมีเดโมของ Onimusha: Way of the Sword และ PRAGMATA ให้ได้ลองเล่น ซึ่งแถวก็ยาวไม่แพ้กัน

เรื่องน่าประหลาดใจคือบูธของเกมจีบหนุ่ม Love and Deepspace ที่แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่เท่าค่ายยักษ์ แต่กลับมีแถวยาวเหยียดจนล้นออกไปนอกฮอลล์ เป็นรองแค่ Resident Evil 9 เท่านั้น ซึ่งผู้ต่อคิวส่วนใหญ่ก็เป็นเกมเมอร์สาวๆ

บูธที่คนต่อแถวเยอะที่สุดคือ DEMO เกม RE9
บูธที่คนเยอะไม่แพ้กันคือเกมจีบหนุ่ม Love and Deepspace

อีกอย่างที่โดดเด่นคือบูธของเกมแต่ละเกมโดยเฉพาะในโดมที่ให้ลอง Demo เกมหรือมีกิจกรรมให้เล่นโดยเฉพาะคือความเล่นใหญ่ของบูธที่จัดเต็มสวยงามอลังกาลมาก ซึ่งนี่แหละสมกับการเป็นงานเกมระดับโลกจริงๆ ส่วนตัวผมไม่ได้ไปลองเล่น DEMO เกมไหนเลยแม้แต่เกมเดียวเพราะวุ่นอยู่กับการไปสัมภาษณ์ทีมพัฒนาเกมในโซน B2B พอออกมาด้านนอกคนก็เยอะมากแล้วจึงได้แต่เดินชมเท่านั้น ซึ่งก็ขอย้ำอีกครั้งเลยว่าแต่ละบูธนั้นยิ่งใหญ่อลังกาลจริงๆ
 

บูธของ ROG ที่มีทำตัวจำลองเครื่องเล่นเกมพกพาของพวกเขาไปห้อยไว้ด้านบน
บูธ Demo เกม Borderland 4 ที่ทำให้นึกถึงสมัยเข้าเรียนที่มหาลัย
บูธเกม Arknights: Endfield ที่อะไรไม่รู้แต่โคตรอลังกาล 555
บูธเกม Crimson Desert ที่ออกแบบเป็นป้อมปราการสุดอลังกาล

สีสันโซนอื่นๆ: จากครอบครัวสู่สมรภูมิเกมมิ่งเกียร์

นอกเหนือจากบูธเกมแล้ว ภายในงานยังมีโซนต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

  • โซนอาหาร: บริเวณทางเชื่อมระหว่างฮอลล์เต็มไปด้วยซุ้มอาหารสไตล์ตะวันตก เช่น มันฝรั่งทอดและฮ็อตดอก
  • โซนครอบครัว: พื้นที่สำหรับกิจกรรมสนุกๆ เช่น บ้านลม, สนามแข่งรถบังคับ และคาราโอเกะ (ที่ส่วนใหญ่นิยมร้องเพลงอนิเมะเวอร์ชันภาษาเยอรมัน) นอกจากนี้ยังมีโซนเกมเรโทรจากยุค 90s ให้ได้ย้อนวันวานอีกด้วย
  • โซนขายของ: แหล่งรวมสินค้าสำหรับนักสะสม ทั้งฟิกเกอร์, การ์ดเกม และของที่ระลึกต่างๆ
  • โซนเกมมิ่งเกียร์: สิ่งที่น่าแปลกใจคือการมีอยู่ของแบรนด์เกมมิ่งเกียร์จากจีนจำนวนมาก ซึ่งหลายแบรนด์ก็เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทย
โซนอาหารด้านนอก
โซนสำหรับครอบครัวมีกิจกรรมให้ทำมากมาย
โซนขายของต่างๆเหมือนหลุดไปอยู่แถบญี่ปุ่น แต่ราคาเอาเรื่องพอสมควร
โซนเกมมิ่งเกียร์ที่แบรนด์จีนเต็มไปหมด

วัฒนธรรมคอสเพลย์ที่แตกต่าง

อีกหนึ่งสิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือวัฒนธรรมคอสเพลย์ที่แตกต่างจากบ้านเรา ในขณะที่งานเกมในไทยหรือญี่ปุ่นจะเน้นความอลังการและมีช่างภาพคอยติดตาม แต่ที่ Gamescom บรรยากาศกลับเป็นไปอย่างสบายๆ ทุกคนสามารถแต่งกายเป็นตัวละครที่ชอบมาร่วมสนุกได้โดยไม่ต้องจัดเต็มเสมอไป สัดส่วนของคนที่แต่งคอสเพลย์ในงานมีสูงถึงเกือบ 20% และทุกคนดูมีความสุขกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของงานมากกว่าการประกวดประชัน แต่ที่จริงมันก็มีการประกวดด้วยนะครับ

แจกประชาธิปไตย

บทสรุป: ประสบการณ์ที่คุ้มค่า และการยกระดับงานเกมในไทย

Gamescom 2025 พิสูจน์แล้วว่าคู่ควรกับตำแหน่งงานเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก หากใครเคยตั้งเป้าหมายว่าจะไป E3 ให้ได้สักครั้ง การเปลี่ยนจุดหมายมาเป็น Gamescom ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอะไรเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หากไม่มี Level Infinite สนับสนุน การเดินทางครั้งนี้คงไม่เกิดขึ้น

ผมคงไม่บอกว่านี่คืองานที่เกมเมอร์ "ทุกคน" ต้องมาให้ได้ในชีวิต แต่ถ้าคุณ "มีโอกาส" ผมก็อยากแนะนำให้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะขนาดผมที่ไม่ใช่สายเดินงานอีเวนต์คนเยอะ ยังรู้สึกสนุกและประทับใจไปกับมันอย่างมาก

และข่าวดีที่สุดคือ ในปีนี้ Thailand Game Show จะจัดงานร่วมกับ Gamescom Asia ในชื่อ "Gamescom Asia x Thailand Game Show 2025" พร้อมยกขบวนเดโมเกมระดับโลกมาให้ชาวไทยได้ลองเล่นถึงที่ รวมถึงเดโมของ Resident Evil 9 ด้วย นี่คือการยกระดับงานเกมในประเทศไทยไปอีกขั้น และเป็นโอกาสอันดีที่ทุกคนจะได้สัมผัสบรรยากาศระดับโลกในราคาบัตรที่เข้าถึงได้ แล้วพบกันในงาน

แชร์เรื่องนี้:
Worrapol T.
Worrapol T.

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง