เว็บไซต์ Automaton Media ได้รายงานบทสัมภาษณ์ ของ Shinichi Inoue รองประธานฝ่ายแพลตฟอร์มการพัฒนาเกมและโซลูชัน AI ของ Capcom ผ่านสื่อภาษาญี่ปุ่น 4Gamer ซึ่งเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์และนโยบายเชิงลึกเกี่ยวกับการผสมผสานเทคโนโลยี Generative AI เข้ากับกระบวนการสร้างเกมระดับ AAA ของค่าย
Inoue ยืนยันหนักแน่นว่า Capcom ไม่มีนโยบายที่จะนำ Generative AI มาใช้ในการสร้างงานภาพกราฟิก (Graphical Assets) หรือเนื้อหาหลักภายในเกม เนื่องจากสิ่งที่อุตสาหกรรมบันเทิงให้ความสำคัญมากที่สุดคือ 'รสนิยมและความรู้สึกของมนุษย์' (Human Sensibility) ซึ่งในปัจจุบันต่อให้เป็นเทคโนโลยี AI ระดับท็อปก็ยังไม่สามารถเลียนแบบหรือเทียบเคียงความรู้สึกตรงนี้ของเหล่านักสร้างสรรค์ได้ การเอาแรงงานมนุษย์ไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้รสนิยมขั้นสูงจึงเป็นเรื่องที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในแง่ของการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติในปัจจุบันดูจะมีความเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยหากเทียบกับปี 2025 ที่ Capcom เคยประกาศร่วมมือกับ Google Cloud ในการทดลองใช้ AI ช่วยระดมสมองและออกแบบสิ่งของประกอบฉาก (Environment Objects) จำนวนมากในเกม ซึ่งในตอนนั้นจำกัดอยู่แค่ในขั้นร่างไอเดียไม่ใช่การผลิตโมเดลจริง แต่ในปัจจุบันทางค่ายได้หันมามุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จาก AI ในฝั่งของงานรูทีนที่ต้องทำซ้ำ ๆ (Routine Tasks) เพื่อแบ่งเบาภาระของทีมพัฒนาแทน

สำหรับคำถามที่ว่าแล้วในตอนนี้ Capcom นำ AI ไปใช้ทำอะไร? คำตอบคือ 'ระบบตรวจเช็คและทดสอบตัวเกมเบื้องหลัง' (Playtesting System) ซึ่งกลายเป็นปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเกมระดับ AAA มีสเกลที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล โดยทาง Capcom ได้จับมือกับ Google Cloud ในการสร้างและฝึกฝนระบบกองทัพ AI Agent ภายในเครือข่าย ร่วมกับโมเดลประมวลผลอัจฉริยะอย่าง Gemini
ระบบเพลย์เทสต์อัจฉริยะนี้จะทำงานผ่านระบบ Gemini Vision ในการจับภาพหน้าจอเกมเหมือนที่ดวงตาของมนุษย์มองเห็น เพื่อทำการค้นหาจุดบกพร่องทางเทคนิค (Bugs) หรืออาการภาพฉีกขาด โดยระบบจะมีความฉลาดพอที่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนคือข้อผิดพลาดของระบบ และสิ่งไหนคือความตั้งใจของไดเรกเตอร์ (เช่น แสงเงาและความสลัวในเกมสยองขวัญ) ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ AI Agent จะนำข้อมูลการรายงานผลไปเทียบเคียงกับกรอบแนวคิดของไดเรกเตอร์โดยอัตโนมัติในระหว่างที่ทีมงานมนุษย์กำลังนอนหลับพักผ่อน พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเก่าเพื่อคาดการณ์จุดที่ระบบเกมมีโอกาสจะพังมากที่สุด เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการเข้าไปตรวจสอบล่วงหน้า
ข้อมูลล่าสุดจากฝั่ง Google Cloud ระบุว่า ระบบตรวจสอบอัตโนมัตินี้สามารถรองรับและจัดการงานทดสอบระบบเกมได้มากถึง 30,000 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งช่วยปลดล็อคพันธนาการและคืนเวลาอันมีค่าให้เหล่านักพัฒนาของ Capcom ได้มีโอกาสไปทุ่มเทเวลาและสมาธิให้กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมรวมถึงความสนุกของตัวเกมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ที่มา Automaton Media