
ถ้าพูดถึงเกม Assassin's Creed ภาคที่ผมรักที่สุด และเป็นภาคที่ผมใช้เวลาในการเล่นกับมันมากที่สุด Assassin's Creed IV: Black Flag คือเกมนั้นเลยครับ ผมจำได้ว่าผมเล่นภาคนี้จบแล้วจบอีกไป 4-5 รอบได้ มันมีเสน่ห์ มีความเท่ที่ทำให้ผมเบียวอยากจะเป็นโจรสลัดล่องเรือไปกลางมหาสมุทรตามตัวละครในเกม ซึ่งหลังจากที่มันได้รับการประกาศว่าจะมีการทำใหม่ขึ้นมาหลังจากผ่านไป 13 ปี ผมก็ตื่นเต้นมากว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งรีวิวนี้จะมาจากมุมของคนที่เล่นภาคต้นฉบับในปี 2013 มาก่อนและมาเล่นภาค Resynced นะครับ บางอย่างอาจจะดูข้ามๆ ไปบ้างก็ขออภัย และมันจะออกมาเป็นอย่างไรสมการรอคอยหรือไม่ไปอ่านกันได้เลยครับ
STORY | การเดินทางของโจรสลัดหนุ่มกับเนื้อหาที่ถูกเติมเต็ม (6.4/10)
เส้นทางโจรสลัดผู้จับพลัดจับผลู
เนื้อเรื่องของเกมนี้เราจะได้รับบทเป็น Edward Kenway โจรสลัดหนุ่มชาวเวลส์ที่มีเป้าหมายในชีวิตง่ายๆ ที่ใครๆ ก็อยากเป็น นั่นก็คือ ‘อยากรวย’ ครับ แต่แล้วเส้นทางโจรสลัดหวังรวยคนนี้ก็พลิกผัน เมื่อวันหนึ่งเรือของเขาแตกและได้ไปต่อสู้กับ Duncan Walpole หนึ่งในสมาชิกมือสังหารองค์กร Assassin ที่กำลังทรยศองค์กรตัวเองเพื่อนำสิ่งประดิษฐ์ปริศนาไปให้กับองค์กรศัตรูอย่าง Templar แต่ก็นั่นแหละครับ มารผจญโดน Edward กระซวกตายอย่างอนาถบนเกาะแห่งหนึ่ง ทำให้ Edward ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเห็นโอกาส ก็เลยปลอมตัวเป็น Duncan เพื่อนำของไปส่งและรับรางวัลมาเองซะเลย โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เขาทำกำลังนำไปสู่สงครามและความวุ่นวายของ Assassin และ Templar ที่จะทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น

Remaster หรือ Remake?
ถึง Ubisoft จะบอกว่านี่คือ Remake ก็จริง แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเกมนี้มันออกแนว Remaster เสียมากกว่าครับ เพราะเนื้อเรื่องหลักของเกมมันคือการยกทุกอย่างแบบ 100% จากเกมในปี 2013 มาใส่ทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงคัตซีนต่างๆ เพียงแต่รายละเอียดภายในมีการเพิ่มและตัดบางอย่างออกไป
สิ่งที่ตัดออกไปก็คือส่วนของเนื้อเรื่องยุคปัจจุบันแบบในเกมปี 2013 ครับ ที่ถ้าใครจำกันได้ มันจะเป็นการให้เรารับบทเป็นตัวละครปริศนาที่ถูกจ้างโดยบริษัท Abstergo มาสำรวจความทรงจำของ Edward ในรูปแบบเหมือนคนนั่งเล่นเกม ซึ่งก็จะมีเหล่าตัวละครจากฝั่ง Assassin และ Templar เข้ามามีบทบาทในส่วนนั้นด้วย แต่ในภาค Resynced นี้พวกเขาตัดส่วนนั้นออกไปหมดเลย แล้วโยนให้เราเข้าไปในเกมเพื่อสัมผัสเนื้อเรื่องของ Edward โดยตรงตั้งแต่เริ่มเกม โดยจำลองว่าเราเป็นคนที่มาย้อนดูความทรงจำของ Edward ผ่านหน้าคอมพิวเตอร์ของเราเอง พวกเนื้อเรื่องยุคปัจจุบันจะมาในรูปแบบที่เรียกว่า "Dark Animus" ที่จะเป็นเหมือนช่องโหว่ซึ่งมีบุคคลปริศนาคอยมาเจาะระบบเพื่อบอกความจริงของบริษัท Abstergo ให้เราฟัง หรือไม่ก็เล่าเส้นทาง What if ของ Edward ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเขาตัดสินใจอีกแบบ เอาตรงๆ ส่วนนี้ผมชอบนะ แต่ผมอยากให้เล่าเป็นรูปธรรมมากกว่านี้หน่อย บางทีพอมันอยู่ใน Animus Rifts แล้วมันไม่ค่อยอินเท่าไหร่ น่าจะมีคัตซีนบอกแบบชัดๆ ไปเลย

ส่วนต่อขยายที่มาพร้อมกับ Canned Animation
ส่วนเนื้อเรื่องที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีอยู่หลายส่วนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการล้างแค้นให้ Blackbeard หรือเนื้อเรื่องเสริมของเหล่าลูกเรือใหม่ทั้ง 3 คนอะไรประมาณนี้ ซึ่งตรงนี้ผมแอบผิดหวังเล็กน้อยที่พวกคัตซีนของเนื้อเรื่องใหม่ เขาเลือกใช้ Canned Animation ที่เป็นแอนิเมชันซ้ำๆ แบบที่ใช้เล่าเรื่องใน Assassin's Creed ยุค RPG มาใช้ แทนที่จะเป็น Motion Capture แบบภาคต้นฉบับ มันเลยทำให้เนื้อเรื่องหลักจากต้นฉบับกับเนื้อเรื่องเสริมที่เพิ่มเข้ามา สามารถแยกออกและดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่เอาเข้าจริง พวกสีหน้าท่าทางในภาค Resynced นี้ทำออกมาได้ดูดีกว่าภาค Shadows เยอะเลยครับ แต่ก็นั่นแหละ ผมเชียร์ให้ทำเป็น Motion Capture มากกว่าเพราะมันทำให้ผมอินกว่า

เอาจริงๆ ไหมครับ เนื้อเรื่องของ Assassin's Creed Black Flag ทั้งต้นฉบับและตัว Resynced เอาง่ายๆ มันก็เหมือนเดิม 100% เลยครับ แค่มีการขยายเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของบางคน ได้รู้จุดจบของบางคนที่ไม่เคยรู้มาก่อน เป็นเหมือนการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป พอเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วมาย้อนดูชื่อภาคว่า "Resynced" ผมก็รู้สึกว่า เออ...เข้าท่าดีเหมือนกัน มันเหมือนเป็นการเข้าไปดูความทรงจำใหม่อีกครั้งด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น เลยทำให้ได้รู้เรื่องราวที่อาจขาดหายไปจากครั้งก่อน แต่ก็แอบเสียดายตรงที่ไหนๆ จะเพิ่มเนื้อหาแล้วทั้งที ผมอยากให้ใส่เนื้อหาเพิ่มไปในส่วนของเนื้อเรื่องหลักด้วยเลยมากกว่า อย่างเช่น เล่าย้อนไปเลยก็ได้ว่า Edward รู้จักกับเพื่อนโจรสลัดแต่ละคนได้ยังไง หรือเพิ่มฉากภารกิจในช่วงที่เกม Time Skip บ่อยๆ เพื่อให้เราผูกพันกับตัวละครอื่นมากขึ้น เพราะเอาตรงๆ เนื้อเรื่องของภาค Black Flag ตั้งแต่ต้นฉบับมันมีปัญหาเรื่องจังหวะการเล่าเรื่องอยู่พอสมควร เพราะการ Time Skip บ่อยทำให้เราไม่ค่อยผูกพันกับหลายๆ ตัวละครเท่าที่ควร ซึ่งรวมไปถึงเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็ไม่ได้ยาวหรือลึกซึ้งกินใจมากพอที่จะให้เราผูกพันกับตัวละครได้ขนาดนั้น
แนวทางการเพิ่มเนื้อหานิดๆ หน่อยๆ เข้าไปแบบนี้ น่าจะเป็นเหมือนการปูทาง Remake ภาคเก่าๆ ของทาง Ubisoft ก็ว่าได้ครับ เพราะมีการทำหน้า UI สำหรับเลือก Memory ของแต่ละตัวละครไว้ ซึ่งถ้าในอนาคตเขาจะนำภาคเก่าๆ มารีเมกในรูปแบบนี้ ผมก็ไม่ติดขัดอะไรนะครับ
GAMEPLAY | มรดกจากอดีตที่นำมาขัดเกลาใหม่ (7.7/10)
ความคุ้นเคยที่เพิ่มเติมด้วยรายละเอียด
อย่างที่ผมบอกไปว่า ผมมองว่าเกมนี้มันออกแนว Remaster มากกว่าจะเป็น Remake ตามที่ Ubisoft บอก เพราะแม้แต่ Gameplay มันก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ถึงแม้จะถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่บนเอนจินใหม่ก็ตาม ระบบการเล่นหลักๆ จากภาคหลักกลับมาในภาคนี้แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ระบบขับเรือ ระบบต่อสู้ ล่าสัตว์ ดำน้ำ ฯลฯ คือยกมาหมดเลย บางอย่างก็มีการเพิ่มเติมเข้ามา เช่น ลูกเรือใหม่ 3 คนที่เราต้องไปทำเควสต์เพื่อให้ได้พวกเขามา ซึ่งจะมอบสกิลพิเศษบนเรือให้เราใช้ เช่น สกิลของน้อง Lucy ที่ถ้าเรากดหมอบรับดาเมจได้ถูกจังหวะ จะทำให้เรือของเราลดดาเมจที่ได้รับลงอย่างมาก หรือบางตัวจะเพิ่มความสามารถให้เรายิงปืนใหญ่ได้ 2 ระลอก เป็นต้น ตรงนี้ผมชอบมากครับ ทำให้เล่นสนุกขึ้นเยอะเลย

การต่อสู้ที่เน้นการแพร์รีและความลื่นไหลที่หายไป
ถ้าถามว่าสิ่งที่มีการปรับเปลี่ยนจริงๆ ในภาคนี้คืออะไร คงต้องตอบว่าเป็นส่วนของ Combat ครับที่หันมาเน้นการแพร์รี (Parry) เป็นหลักคล้ายกับภาค Shadows ซึ่งมันทำให้การต่อสู้ท้าทายขึ้นจากภาคเก่าที่เราสามารถกด Counter และทำ Combo แทงต่อเนื่องเป็นสิบๆ ตัวได้ง่ายๆ ในการปรับใหม่นี้มีการเพิ่มลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เข้ามา เช่น การเตะ การเตะตัดขา หรือใช้ตะขอเกี่ยวดึงศัตรูมาหาเราเพื่อผสมเป็นคอมโบเท่ๆ เอาตรงๆ ผมชอบที่มันท้าทายขึ้นนะ แต่ผมรู้สึกว่าความลื่นไหลมันสู้ภาคต้นฉบับไม่ได้ หลายจังหวะมันดูแข็งๆ เกร็งๆ ยังไงก็ไม่รู้ และพวกท่า Finisher ผมรู้สึกว่ามันซ้ำซากท่าเดิมๆ เยอะไปหน่อย แถมบางทีก็ไม่สมเหตุสมผลด้วย เช่น ตอนใช้ดาบสู้อยู่ พอกด Finisher อยู่ๆ ดาบที่เราถือก็หายไป แล้วกลายเป็นการใช้ Hidden Blade ในการสังหารแทน

ตรงนี้มันส่งผลต่อเนื่องถึงเรื่องอาวุธด้วยครับ คืออาวุธหลักของเราจะเป็นดาบคู่กับปืนพก (ที่อัปเกรดเพิ่มได้สูงสุด 4 กระบอก) และเกมดันตัดฟังก์ชันที่ผมเซ็งที่สุดออกไป นั่นคือ "การหยิบอาวุธศัตรูที่ตกพื้น" หรือวางอยู่ข้างทาง ซึ่งบางทีผมก็อยากจะหยิบดาบศัตรูมาฟาดคนอื่นดูบ้าง หรืออยากประหยัดกระสุนโดยการหยิบปืนที่วางอยู่ตามชั้นมายิง ถือเป็นจุดที่ผมไม่ชอบที่สุดในตัว Resynced เลยก็ว่าได้ครับ
ระบบลอบเร้น (Stealth) ที่น่าดึงดูดขึ้น
การ Stealth ในภาคนี้ก็นำเอารูปแบบการเล่นยุคใหม่มาใช้ มีการส่องดูศัตรู และการที่เกมปรับให้การ Combat ท้าทายขึ้นก็ส่งผลให้การลอบเร้นดูน่าเล่นขึ้นพอสมควรครับ เพราะการบุกไปดาหน้าฟันศัตรูเป็นสิบๆ ตัวได้แบบง่ายๆ เหมือนภาคเก่ามันทำไม่ได้แล้ว ทำให้เราต้องหันมาพึ่งพาการ Stealth มากขึ้น ผมยอมรับเลยครับว่าในภาคต้นฉบับ ผมแทบไม่เล่น Stealth เลยถ้าภารกิจไม่บังคับ (ฮา) อีกอย่างที่เพิ่มเข้ามาในระบบ Stealth ก็คือการย่อนั่งได้ตลอดเวลา การหลบหลังกล่อง หรือพิงตัวแอบตามกำแพง นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่มาทำไมไม่รู้แต่เท่และผมชอบมาก ก็คือระบบ "การถอดฮูด/ใส่ฮูด" ที่เราสามารถทำได้ตลอดเวลา มันเท่และเบียวดีครับ เห็นแล้วนึกถึงสมัยเรียนมัธยมช่วงฤดูหนาวที่ชอบใส่เสื้อกันหนาวมีฮูดแล้วเดินเบียวทำตัวเป็น Assassin

สูตรสำเร็จที่เหนือกาลเวลา
โดยรวมแล้ว Assassin's Creed Black Flag Resynced ในส่วนของ Gameplay คือการนำเอาของเก่าทั้งหมดมาปรุงแต่ง ตัดทอน และเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปนิดหน่อย เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น และด้วยความที่เกมต้นฉบับมันมีโครงสร้างที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว มันเลยเป็นเหมือนสูตรโกงที่ถ้าทีมงานไม่ได้ไปทำอะไรจนพัง ยังไงมันก็เล่นเพลินและถูกใจแฟนๆ ซีรีส์ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่อย่างแน่นอนครับ นอกจากนี้มันยังเป็นเหมือนจดหมายเหตุที่บอกเล่าให้เกมเมอร์ยุคใหม่ได้รู้ว่า เกมเมื่อ 10 กว่าปีก่อนมันยอดเยี่ยมแค่ไหน และแสดงให้เห็นว่าในยุครุ่งเรือง Ubisoft สามารถสร้างเกมที่เหนือกาลเวลาได้ขนาดไหน ต่อให้เป็นคนที่เคยเล่นภาคต้นฉบับมาหลายรอบแบบผม การได้กลับมาเล่นอีกครั้งในภาคนี้ก็ยังทำให้ติดพันและเล่นยาวๆ จนลืมเวลานอนได้ไม่ยากเลย

PERFORMANCE | ทะเลสีครามบนเอนจินฉบับอัปเกรด (8.2/10)
Anvil Engine กับความงามระดับ Next-Gen
ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ผมจับตาและถ่างตารอดูมากที่สุดของภาค Resynced นี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องงานภาพครับ Ubisoft Anvil ถือเป็นหนึ่งในเอนจินเกมที่ผมมองว่าทำภาพออกมาได้สวยงามมากๆ ซึ่งภาคนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย การขยับมาใช้เอนจินรุ่นใหม่ในการทำเกมเก่าเป็นอะไรที่คิดถูกมากๆ ผมมีความสุขอย่างมากในการชมสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เคยเห็นในภาคต้นฉบับ ในเวอร์ชันที่ภาพสวยตาแตกขึ้น แม้แต่ใบหน้าของตัวละครแต่ละตัวที่ถูกปั้นขึ้นมาใหม่ก็ดูสวยหล่อและมีรายละเอียดสมยุคสมัย รวมไปถึงพวกฉากคัตซีน การขยับปาก หรือสีหน้าตัวละครที่มีการปรับปรุงให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ตรงนี้ผมโคตรฟิน มันทำให้ผมแอบหวังอยากเห็นการนำภาคเก่าๆ อย่างภาคแรกหรือไตรภาค Ezio มาทำใหม่บนเอนจินปัจจุบันมากครับว่าจะออกมาอลังการแค่ไหน

ระบบน้ำที่เหนือระดับ
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเป็นจุดเด่นของภาคนี้ตั้งแต่ฉบับดั้งเดิมคือ ‘น้ำ’ ครับ ภาคนี้ได้ยกระดับความสวยงามของน้ำทะเลขึ้นไปอีกขั้น ในภาคต้นฉบับ สิ่งที่ทำให้ผมเพลินกับการเล่นมากๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากน้ำทะเลตอนเดินเรือนี่แหละ พอมาในภาค Resynced มันยิ่งทำให้ผมเพลิดเพลินกับการดูเอฟเฟกต์น้ำ คลื่นกระทบฝั่ง เอฟเฟกต์น้ำกระเด็นขึ้นบนกราบเรือ ถังระเบิดกลางทะเล สิ่งเหล่านี้ดึงสายตาให้ผมมองอยู่ตลอดเวลาจนแทบไม่อยากขึ้นฝั่งเลย

ปัญหาเล็กน้อยและการปรับแต่ง
ในช่วงแพตช์แรกๆ อาจจะมีปัญหาทางด้านเทคนิคของเกมนิดหน่อย แต่ตอนนี้มีการอัปเดตแพตช์แก้ไขไปแล้ว อย่างที่ผมเจอเช่น คัตซีนจะถูกล็อกไว้ที่ 30 FPS ถ้าไม่ได้ตั้งค่าภาพตาม Preset ที่เกมมีให้ หรือการใช้เมาส์กับคีย์บอร์ดเล่นแล้วเกมกระตุกยับจนเล่นไม่ได้ (อันหลังนี้เหมือนจะยังมีอาการอยู่บ้าง ไม่แน่ใจว่าสาเหตุมาจากการเล่นผ่านระบบ Ubisoft+ หรือเปล่า) ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมมองว่าสามารถแก้ไขได้ก็ยังมีอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่สืบทอดมาจากภาค Shadows เลยก็คือเอฟเฟกต์ฝนที่ยังดูลอยๆ ยิ่งตอนกลางคืนยิ่งเห็นชัดเลยว่าทำไมฝนมันถึงเป็นเส้นขาวสว่างขนาดนั้น หรือพวกหญ้าข้างทางที่พอฟันขาดแล้วแป๊บเดียวก็หายวับไปเลย กลับกันพวกกล่องหรือสิ่งของตามฉากบางอย่างที่ทำลายได้ มันกลับกองอยู่ที่พื้นแบบนั้นไม่หายไปไหน ตรงนี้ผมไม่ได้เอามาหักคะแนนอะไรนะครับ ผมแค่เป็นคนชอบสังเกตและหยิบเอามาเล่าเฉยๆ ไม่ต้องเอาผมไปแขวนใน X นะครับ ขอบคุณครับ

ส่วนความลื่นไหลในการเล่นนั้น เอาเข้าจริง Ubisoft Anvil ถือเป็นเอนจินที่ค่อนข้างเสถียรมากๆ อยู่แล้ว พวกปัญหา Performance หนักๆ จะไม่ค่อยเจอในช่วงหลังๆ ถ้าสเปคคอมพิวเตอร์ของคุณถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือเลยขั้นแนะนำไปแล้ว ยังไงก็เล่นได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลครับ Black Flag Resynced มันเลยเปรียบเสมือนน้ำผลไม้รสชาติเดิมที่มีการปรับสูตรเล็กน้อย แต่เปลี่ยนมาเสิร์ฟในแก้วที่มีลวดลายสวยงามและหรูหราขึ้นอย่างมาก
SOUND DESIGN | บทเพลงแห่งโจรสลัดที่ยังคงความขลัง (7.3/10)
เสียงและเพลงประกอบที่คุ้นเคย
เพลงประกอบเกมนี้เป็นการนำเอาเพลงเดิมจากเมื่อ 13 ปีที่แล้วมาใช้ทั้งหมดครับ รวมถึงเสียงพากย์ของตัวละครหลายๆ ตัวด้วย แต่ที่พิเศษคือตัวเอกอย่าง Edward Kenway ที่ได้คุณ Matt Ryan กลับมาให้เสียงพากย์อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการพากย์ใหม่ทั้งหมดหรือไม่นั้นผมไม่แน่ใจ แต่ยังไงก็ต้องมีบทพากย์ใหม่ผสมอยู่แล้วเพราะเกมมีเนื้อเรื่องเพิ่มเติม สิ่งที่เพิ่มเข้ามาอีกก็จะเป็นพวกบทเพลง Sea Shanties ที่ลูกเรือเราร้องระหว่างการเดินเรือ เอฟเฟกต์เสียงระเบิด เสียงปืน หรืออื่นๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับพอสมควร แต่มู้ดและจังหวะของมันยังคงอยู่เต็มร้อย จะมีที่ขัดใจอยู่นิดๆ หน่อยๆ ก็คือเรื่องมิติเสียงหรือระยะของเสียงที่ยังแอบดูแปลกๆ ตามสไตล์ภาคต้นฉบับ ให้อารมณ์แบบเดินอยู่ตั้งไกลแต่เสียงกลับดังเหมือนมายืนพูดอยู่ข้างหู ผมมองว่าไหนๆ ก็เปลี่ยนเอนจินใหม่ทั้งที ถ้ายกระดับมิติเสียงให้สมจริงขึ้นไปอีกขั้นก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรนะ
ความดีงามของบทเพลงใหม่
มีสิ่งที่ผมอยากอวยเป็นการส่วนตัวครับ นั่นคือเพลง Leave Her Johnny ที่ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อใช้ในตัวอย่างของเกมที่ฉายในงาน Summer Game Fest 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ถูกนำมามิกซ์โดย Yoann Lemoine หรือ Woodkid (คอมโพสเซอร์จากเกม Death Stranding 2: On the Beach) เขาได้นำบทเพลงอมตะของซีรีส์อย่าง Ezio's Family มาผสมรวมกับธีมโจรสลัดได้อย่างลงตัวมากๆ