"ร้านเกม" เชื่อว่าเป็นธุรกิจที่เด็กไทยสมัยหนึ่งอยากมีเป็นของตนเอง ด้วยภาพฝันว่าตนเองสามารถเล่นเกมได้ทั้งวันโดยที่ยังมีรายได้เข้ามา แต่ในความเป็นจริงนั้น เชื่อหรือไม่ว่าธุรกิจร้านเกมเป็นหนึ่งในธุรกิจ “ดาวดับ” ที่นักลงทุนทุกคนไม่อยากเข้าใกล้
แล้วถ้าเป็นแบบนั้น อะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้ร้านเกมในสมัยนั้นยังคงเปิดให้บริการอยู่? มาฟังเรื่องเล่าร้านเกมจากปากชายที่เคยได้ดูแลร้านเกมอย่าง “พี่มาร์ค Gamer Inside” กันครับ
ตัวเลขที่น่าหดหู่
ก่อนอื่นเรามาลองวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการเปิดร้านเกมหนึ่งร้านกันก่อนนะครับ โดยจะขอแยกเป็น ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว และ ค่าใช้จ่ายรายเดือน
1. ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (ลงทุนเริ่มแรก)
คอมพิวเตอร์: 12,000 บาท x 10 เครื่อง = 120,000 บาท
เมาส์ คีย์บอร์ด และหูฟัง: 1,500 บาท x 10 ชุด = 15,000 บาท
โต๊ะและเก้าอี้: 2,000 บาท x 10 ชุด = 20,000 บาท
การวางระบบ Internet: 9,000 บาท
แอร์: 8,000 บาท
รวมทั้งสิ้น: 172,000 บาท
2. ค่าใช้จ่ายรายเดือน
ค่าอินเทอร์เน็ต: 1,300 บาท/เดือน
ค่าไฟฟ้า: 5,000 บาท/เดือน
ค่าน้ำ: 300 บาท/เดือน
ค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมร้านเกม: 1,600 บาท/เดือน
รวมทั้งสิ้น: 8,200 บาท/เดือน
ลองคำนวณจุดคุ้มทุน
สมมุติว่าร้านเปิดตั้งแต่ 16.00 น. จนถึง 22.00 น. (6 ชั่วโมง) และมีลูกค้าใช้บริการเต็มทุกเครื่อง ถ้าหากคิดค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท ร้านจะมีรายได้:
6 (ชั่วโมงเปิดร้าน) x 20 (ค่าบริการ) x 10 (จำนวนเครื่อง) = 1,200 บาทต่อวัน
ซึ่งร้านต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน (8,200 ÷ 1,200) เพื่อให้มีรายได้มากพอจ่ายค่าใช้จ่ายรายเดือน ส่วนอีก 23 วันที่เหลือ จะเป็นวันที่คืนทุนให้ทางร้าน คิดเป็นตัวเลขประมาณ 27,600 บาทต่อเดือน
หากจะให้คืนทุน 172,000 บาทที่ลงไปตอนแรก ต้องใช้เวลาถึง 7 เดือนในการคืนทุน
จากการคำนวณคร่าวๆ ดูเหมือนเป็นตัวเลขที่เป็นไปได้ แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น แทบไม่มีทางเป็นไปได้ที่ร้านจะมีลูกค้าเต็มทั้งร้านตลอดเวลา ซึ่งในบางร้านนั้นมีลูกค้าเพียง 1 รายต่อวัน เชื่อว่าแค่นี้ก็เพียงพอที่ทำให้ธุรกิจร้านเกมนั้นอยู่ได้ยาก
อีกทั้งยังไม่มีการคำนวณค่าเช่า (ในกรณีต้องเช่าพื้นที่), ดอกเบี้ยเงินกู้, ค่าตกแต่งร้าน, ค่าเสื่อมอุปกรณ์ที่ต้องซ่อมแซมหรืออัปสเปก หรือแม้แต่ "ค่าส่วย" ที่มีในหลายๆ พื้นที่
เรื่องเล่าจากพี่มาร์ค
จุดเริ่มต้นของการเปิดร้าน
พี่มาร์ค: เริ่มต้นจากแม่พี่ไม่อยากให้ไปไกลหูไกลตา พอดีว่าร้านเกมแถวบ้านที่เล่นนั้นปิดตัวลง แล้วร้านเกมอีกร้านมันต้องข้ามถนนใหญ่ แม่พี่ตัดสินใจเปิดร้านเกมเพื่อลูกจะได้อยู่ในสายตาและก็จะได้รายได้ด้วย
K: ถือว่าเป็นภาพที่แปลกมากนะครับ เพราะส่วนใหญ่ผู้ใหญ่มักจะหันหน้าหนีเลยพอได้ยินคำว่า “เกม”
พี่มาร์ค: จริงๆ การเข้าร้านเกมครั้งแรกก็เป็นแม่พี่นั่นแหละพาเข้า เพราะปกติพี่ก็จะเล่นเกมกับแม่อยู่แล้ว อย่างสมัย Playstation ก็จะเล่นเกม “มังกรน้อย” หรือ Spyro นี่แหละครับ
ต้องลงทุนอะไรบ้าง?
พี่มาร์ค: ต้องบอกตรงๆ ว่าตอนเริ่มต้นพี่อยู่แค่มัธยมปลาย ดังนั้นเลยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงินมากขนาดนั้น แต่โชคดีว่าที่บ้านพี่เป็น “ร้านโชห่วย” หรือร้านขายของชำมาก่อน เลยไม่ต้องเสียค่าเช่าที่และก็ดัดแปลงมาเป็นร้านไม่ยากนัก แต่ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเสียเงินไปเยอะอยู่
K: ส่วนเรื่องเทคนิคกับอุปกรณ์ไอที พี่มาร์คได้ดูแลแต่แรกไหมครับ?
พี่มาร์ค: ไม่ครับ จะมีลูกพี่ลูกน้องที่ดูแลให้ ทั้งติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต สวิตช์ฮับ และจัดหาคอมพิวเตอร์ให้
K: ดีจังเลยได้เครือญาติมาช่วย จะได้อุ่นใจ
พี่มาร์ค: มันก็ไม่ได้อุ่นใจอะไรขนาดนั้น เพราะอย่างคอมพิวเตอร์ที่หามาให้ ก็เอาคอมมือสองมาหลอกขายให้ แถมระบบอินเทอร์เน็ตก็สักแต่ว่าวาง ไม่มีระเบียบอะไรเลย
K: โกรธเขาไหมครับ?
พี่มาร์ค: ไม่นะ ได้แต่คิดในใจว่า “เสียรู้ซะแล้วว่ะ”
วันแรกของการเปิดร้าน
พี่มาร์ค: มันก็ไม่ได้พิเศษอะไร เพราะร้านพี่เป็นร้านลับในซอกซอย ทำให้คนที่มาเล่นส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กประถมแถวๆ บ้านพี่ทั้งนั้น มันเลยไม่มีอารมณ์อะไรพิเศษหรือแปลกใหม่
ภาพรวมของร้าน
พี่มาร์ค: ปกติร้านพี่จะเปิดตอนประมาณ 10 โมง หรือถ้าแม่พี่ตื่นก่อนเวลาก็จะลงมาเปิดร้านไว้ แต่คนจะเยอะที่สุดช่วงเวลาตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงประมาณ 3 ทุ่มพี่ก็ปิดร้านละ ด้วยความที่ว่าลูกค้าส่วนใหญ่นั้นเป็นเด็กที่เด็กกว่าพี่ 3 ทุ่มก็ถือว่าดึกมากละสมัยนั้น
K: แล้วคิดชั่วโมงละเท่าไหร่เหรอครับ?
พี่มาร์ค: พี่คิด 20 บาทตั้งแต่วันแรกที่เปิดจนถึงวันที่ปิด
ธุรกิจติดตัวแดง
พี่มาร์ค: จริงๆ เราก็รู้อยู่แก่ใจแหละว่ามันไม่ได้กำไร แถมเข้าเนื้อซะส่วนใหญ่ เพราะขนาดพี่เป็นร้านเล็กๆ มีเพียง 7-8 เครื่อง ในบางวันคนยังมาใช้ไม่เต็มเลย
K: แล้วทำไมถึงยังทนเปิดร้านมาถึง 4 ปีล่ะครับ?
พี่มาร์ค: อย่างที่บอกแหละ แม่พี่ไม่อยากให้ไปไกลหูไกลตา และลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาก็ลูกของคนแถวนี้ทั้งนั้น จริงๆ ตอนปีท้ายๆ ของร้าน พี่เข้ามหาลัยแล้วเริ่มหาเงินได้บ้าง พี่ก็อาสาเข้าช่วยเรื่องการเงินของทางร้านนะ แต่แม่พี่เขาไม่เอา
ความอบอุ่นคือกำไร
พี่มาร์ค: ภาพที่เห็นได้บ่อยๆ คือแม่พาลูกมาเล่นเกมที่ร้านพี่ ระหว่างที่ลูกเล่นเขาก็จะมานั่งคุยกับแม่พี่ มันเลยกลายเป็นเหมือนจุดนัดรวมตัวกันอีกจุด ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีพื้นที่ของตนเอง
K: ตอนนั้นพี่ก็เป็นเหมือนพี่ใหญ่ของน้องๆ ที่มาในร้านเลยสิครับ
พี่มาร์ค: พี่ก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไรขนาดนั้นหรอก เพราะบางคนพี่ยังเล่นตบหัวกันอยู่เลย มันคงไม่นับถือพี่เป็นพี่มันหรอก (5555+) แต่มันก็มีนะน้องที่มาเล่นแล้วรู้สึกผูกพัน เพราะเห็นมาแต่เล็กจนวันที่มันเริ่มโต
K: แล้วทุกวันนี้ยังติดต่อกันบ้างไหมครับ?
พี่มาร์ค: ด้วยความที่พอร้านพี่ปิดต่างคนก็ต่างแยกย้าย เติบโตในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงบ้าง ทำให้ช่องทางติดต่อมันเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังพอมีช่องทางติดต่อกับน้องที่สนิทกันจริงๆ อยู่บ้าง เพียงแค่ยังไม่ได้มีโอกาสให้ติดต่อหากันเท่านั้น
ในวันที่ประตูร้านต้องปิด
พี่มาร์ค: พี่ไม่ได้เสียใจอะไรเลย เพราะรู้อยู่แล้วว่ายังไงมันก็ต้องปิดเพราะเข้าเนื้อมาโดยตลอด แถมตอนนั้นพี่ก็โตแล้ว แม่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง กล้าให้พี่ออกไปใช้ชีวิตไกลหูไกลตาได้มากขึ้น ดังนั้นจึงไม่เหลือจุดประสงค์ให้เปิดร้านต่อแล้ว
ความทรงจำที่ยังหลงเหลือ
พี่มาร์ค: คอมเครื่องแรกที่พี่ประกอบก็ใช้เศษซากจากคอมของร้านนี้แหละ ชิ้นส่วนไหนใช้ได้ก็ดึงมาใส่ จะเรียกว่าคอมเครื่องแรกของพี่เป็นศูนย์รวมความทรงจำของร้านเกมพี่ก็ได้ รู้สึกถึงวันวานทุกครั้งที่หันไปมองมัน แถมมันเป็นการปูรากฐานที่ทำให้พี่รักวงการเกม เพราะพี่เคยอยู่ในทุกยุค ผ่านบทบาทหลายบทบาทในวงการเกม หรือจะให้พูดเวอร์ๆ ถ้าไม่มีร้านเกมนี้ก็อาจจะไม่มี Gamer Inside ก็ว่าได้
“หมานำจับ” สัตว์ร้ายที่ร้ายที่สุด
พี่มาร์ค: เราต้องเข้าใจในพื้นฐานก่อน ว่าหมานำจับจะกัดเราได้ก็ต่อเมื่อเราทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ มันจึงไม่แปลกหากเราลงเกมเถื่อนให้ลูกค้าเล่นแล้วเขาจะมากัดเรา ถึงแม้หมานำจับส่วนใหญ่ไม่ได้ทำไปเพื่อความถูกต้อง เพราะส่วนใหญ่มักจะเรียกตำรวจมาเพื่อขู่ขอเงินกับทางร้าน ไม่ได้แจ้งกับทางบริษัทผู้เสียหายโดยตรงให้มาดำเนินคดี
พี่มาร์ค: แต่ถึงอย่างนั้นมันจะมีหมานำจับอีกหนึ่งประเภทที่เหี้ย(ม)มาก นั่นก็คือการ แอบเอาแฟลชไดรฟ์ที่มีเกมเถื่อนไปติดตั้งในเครื่องของทางร้าน แล้วทำการแจ้งตำรวจเพื่อมาขู่ทางร้าน
K: แต่ร้านเกมที่ผมจำได้จะมีโปรแกรมร้านเกมที่ไม่อนุญาตให้ติดตั้งเกมอื่นนี่ครับ?
พี่มาร์ค: สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคนเหี้ย(ม)แล้วฉลาด ต่อให้มีโปรแกรมป้องกันแต่ยังไงมันก็ต้องมีทางให้ติดตั้งได้อยู่ดี เจ้าของร้านเกมที่เป็นเพื่อนพี่เคยโดนหมานำจับลักษณะนี้ไป เขาถึงขั้นต้องขายบ้านขายที่เพื่อเอาเงินมาใช้ค่าปรับ แถมเงินที่เอามาลงทุนเปิดร้านเป็นเงินที่กู้มาอีก แทบเรียกว่าล้มละลายได้เลย
คาดว่าใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงจะนึกถึงความทรงจำที่มีในร้านเกมไม่มากก็น้อย สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยความสนุก กลับกลายเป็นสถานที่ที่ไม่เหลือที่ยืนในวงการธุรกิจ