เว็บไซต์ TheGamer รายงานว่าหลังจากที่ Sony ประกาศแผนการยุติการผลิตแผ่นเกม PlayStation ในรูปแบบแผ่นดิสก์ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ประเด็นดังกล่าวได้สร้างกระแสต่อต้านจากผู้เล่นทั่วโลกอย่างหนัก แต่หนึ่งในผลกระทบที่ร้ายแรงและน่ากังวลที่สุด คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ 'ตลาดเกมมือสอง'
บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า ตลาดมือสองซึ่งครอบคลุมทั้งแผ่นเกม เครื่องคอนโซลมือสอง และอุปกรณ์เสริม ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.5 แสนล้านบาท) และมีการประเมินโดย Dataintelo ว่าอาจเติบโตสูงถึง 13.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 หากรูปแบบการขายแผ่นยังคงอยู่
สมเหตุสมผลที่จะมองว่า ยอดขายเกมอย่างน้อย 1 ใน 3 ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามาจากตลาดมือสอง ซึ่งเงินที่ผู้เล่นได้รับจากการขายหรือเทรดเกมเก่าก็นำกลับมาใช้หมุนเวียนซื้อเกมใหม่ ๆ แต่การทำเช่นนี้ ร้านค้าปลีกเกมและหน้าร้าน physical ทั้งหลายกำลังจะถูกทำลายลง
Michael Pachter ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์จาก Wedbush Securities
การไม่มีแผ่นเกมรุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด จะตัดทางเลือกของผู้เล่นในการเข้าถึงเกมราคาประหยัด เนื่องจากในระบบดิจิทัล ผู้เล่นจะไม่สามารถยืม นำไปขายต่อ หรือเป็นเจ้าของเกมได้อย่างแท้จริง (เป็นเพียงสิทธิ์การใช้งานดิจิทัลที่สามารถถูกยกเลิกได้) ทำให้ส่วนลดและราคาเกมทั้งหมดถูกควบคุมโดย Sony และผู้พัฒนาเกมแต่เพียงผู้เดียว
Kazunori Ito ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตราสารทุนจาก Morningstar ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า ร้านค้าปลีกแบบ Brick and Mortar จะค่อย ๆ หดตัวลงและหายไปในที่สุด หากไม่มีแผ่นเกม PlayStation ใหม่ ๆ หมุนเวียนในตลาด ขณะที่ Michael Futter ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา F-Squared ประณามว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ 'ต้านผู้บริโภคอย่างร้ายแรง (Anti-Consumer)' โดยไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรม และแสดงออกถึงความไม่แยแสต่อผู้เล่นในระบบของตนเอง
ที่มา TheGamer