เว็บไซต์ GamesRadar+ รายงานว่า คุณ Mark Darrah นักพัฒนาเกมระดับพิจารณญาณผู้เคยฝากผลงานเป็นโปรดิวเซอร์ให้แก่ซีรีส์ Dragon Age ของค่าย BioWare มาอย่างยาวนาน ได้ออกมาแบ่งปันความคิดเห็นผ่านวิดีโอบนช่องส่วนตัวของเขา โดยระบุว่าอุตสาหกรรมวิดีโอเกมที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในเวลานี้ อาจจะสามารถหยิบยืมแนวทางการทำธุรกิจบางส่วนมาจากฝั่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงขึ้นได้
Darrah ได้ทำการเปรียบเทียบความแตกต่างในการบุกตลาดของทั้งสองอุตสาหกรรม โดยอธิบายว่าภาพยนตร์มักจะทำรายได้ก้อนใหญ่ที่สุดจากการขายตั๋วในโรงภาพยนตร์ แต่หลังจากนั้น ภาพยนตร์ยังสามารถยืดอายุการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ออกไปได้อีกผ่านตลาดรอง เช่น การขายแผ่น DVD, การเปิดให้เช่าดูแบบ Pay-per-view บนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการขายสิทธิ์ให้แก่บริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ภาพยนตร์หลายเรื่องยังสามารถคืนทุนหรือทำกำไรได้ง่ายขึ้นตั้งแต่แรกจากการขายโฆษณาแฝงในเรื่อง
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมเกมกลับไม่มีวงจรรายได้ที่ชัดเจนแบบนั้น หากตัดกลุ่มเกมประเภท Free-to-play ออกไป เกมส่วนใหญ่มักจะทำเงินได้จากการขายตัวเกมเพียงครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นผู้พัฒนาจะต้องพยายามยืดระยะเวลาในการทำเงินออกไปผ่านระบบ Microtransactions หรือการออกภาคขยายแทน
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีระบบสมัครสมาชิกเข้ามาเป็นทางเลือก แต่ Darrah มองว่ามันยังมีความแตกต่างจากฝั่งภาพยนตร์ เนื่องจากแพลตฟอร์มอย่าง Netflix มักจะจ่ายเงินก้อนแบบครั้งเดียวเพื่อซื้อสิทธิ์ภาพยนตร์ ในขณะที่บริการฝั่งเกมมักจะจ่ายเงินให้ผู้พัฒนาโดยอิงจากระดับการมีส่วนร่วมหรือยอดเวลาเล่นของผู้ใช้งาน
สิ่งที่ Darrah เสนอว่าอุตสาหกรรมเกมควรนำมาปรับใช้ให้มากขึ้นคือ 'ระบบโฆษณาแฝง' (Product Placement) ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนที่น้อยมากในวิดีโอเกมเมื่อเทียบกับภาพยนตร์หรือซีรีส์โทรทัศน์ ทั้งที่มันสามารถเป็นแหล่งทุนสำคัญในระหว่างการพัฒนาได้

ผมคิดว่าการพึ่งพาแต่ระบบ Microtransactions มากเกินไป กำลังทำให้ตัวอุตสาหกรรมไปเน้นย้ำอยู่กับเกมแค่บางแนว และขัดขวางไม่ให้เกมแนวอื่น ๆ ได้เติบโต ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่คุ้มค่าให้กลับไปคิดไหม? ผมคิดว่าใช่ ตัวผมเองอาจจะยังไม่มีโมเดลธุรกิจที่ยอดเยี่ยมในตอนนี้ แต่ มันเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมเกมควรพิจารณา เพราะทุกเกมบนโลกนี้ไม่สามารถเป็นเกมระบบ Live Service ได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สถานการณ์ตลอดปีครึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว และถ้าหากรายได้หลักของเรายังคงต้องพึ่งพาแต่ระบบ Live Service เราก็เสี่ยงที่จะต้องลงเอยในโลกที่ไม่มีเกมระดับ AAA เกมไหนเลยที่ไม่ใช่ Live Service
Mark Darrah
ที่มา GamesRadar+