รีวิว Logitech Alto Keys K98M คีย์บอร์ดทำงานของ Logitech ที่ไม่ได้ขายในไทย

แชร์เรื่องนี้:
รีวิว Logitech Alto Keys K98M คีย์บอร์ดทำงานของ Logitech ที่ไม่ได้ขายในไทย

เมื่อพูดถึงแบรนด์ Logitech ในมุมมองของคนเล่นเกม หลายคนคงนึกถึงแบรนด์อุปกรณ์เกมมิ่งยักษ์ใหญ่ที่มาพร้อมกับราคาแบบจัดเต็มใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็น เมาส์ คีย์บอร์ด หูฟัง ไปจนถึงจอยพวงมาลัย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกจัดอยู่ในซีรีส์ Logitech G ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์โดยเฉพาะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Logitech ยังมีไลน์สินค้าที่ออกแบบมาเพื่อคนทั่วไปและสายทำงานด้วยเช่นกัน และคีย์บอร์ดที่ผมจะนำมารีวิวหลังจากการใช้งานจริงในวันนี้ก็คือ Logitech Alto Keys K98M ครับ

คีย์บอร์ดตัวแรร์ที่(ยัง)ไม่มีขายในไทย

ต้องขอหมายเหตุไว้ก่อนเลยว่า คีย์บอร์ดรุ่นนี้ยังไม่มีวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยครับ ดั้งเดิมแล้วมันเป็นคีย์บอร์ดที่เคยวางจำหน่ายแบบ Exclusive เฉพาะในประเทศจีนมาสักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มขยายตลาดนำไปวางขายในประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ตัวคีย์บอร์ดมีให้เลือก 2 เวอร์ชัน คือ K98M และ K75M ซึ่งก็ตามชื่อเลยครับ คือเวอร์ชัน 98 ปุ่ม และ 75 ปุ่ม (อธิบายง่าย ๆ คือเวอร์ชัน 75 จะตัดชุดตัวเลข Numpad ออกไป ส่วนที่เหลือเหมือนกันทั้งหมด) โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ ขาว และฟ้า ซึ่งตัวที่ผมได้มารีวิวในวันนี้คือสีดำครับ

K75M

จุดเด่นและเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ

จุดเด่นของรุ่นนี้คือการออกแบบที่มุ่งเน้นกลุ่มคนทำงานเป็นหลัก โดยเฉพาะคนที่ต้องการสัมผัสการพิมพ์ที่นุ่มนวลและมีเสียงที่ไพเราะ แถมยังรองรับฟีเจอร์ Hot-Swap ที่สามารถถอดเปลี่ยนสวิตช์ได้ตามต้องการ พูดง่าย ๆ มันก็คือ Custom Keyboard คุณภาพดีตัวหนึ่งเลยนั่นแหละครับ

ด้วยความที่ผมบังเอิญไปเจอและอยากลองเปลี่ยนฟีลลิ่งจากคีย์บอร์ดเกมมิ่งมาเป็นคีย์บอร์ดสายทำงานดูบ้าง (เนื่องจาก Logitech G813 ตัวเก่าของผมเริ่มไม่ไหวแล้ว และอยากเปลี่ยนมาใช้แบบไร้สายพอดี) ผมจึงตัดสินใจสั่งนำเข้ามาจากจีนเลยครับ

สัมผัสการพิมพ์นุ่มลึกด้วยวัสดุรักษ์โลก และสวิตช์ตัวใหม่

ในส่วนของวัสดุ ทาง Logitech ระบุว่าใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผ่านการคัดกรองและรับรองมาตรฐานมาอย่างดีในการผลิต นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยี UniCushion มาช่วยยึดแผงวงจรแบบเต็มเฟรม เพื่อดูดซับแรงสั่นสะเทือนขณะพิมพ์ ช่วยให้รู้สึกนุ่มนวลขึ้น และลดเสียงกระทบกันของชิ้นส่วนภายใน ทำให้เสียงคีย์บอร์ดดูแน่นและพรีเมียมขึ้น

สำหรับสวิตช์ที่ให้มาเป็นสวิตช์ของทาง Logitech เองในชื่อ Marble Switches ซึ่งเป็น Linear สวิตช์รุ่นใหม่ที่ปรับแต่งมาให้พิมพ์สนุกและเสียงเพราะ ซึ่งความรู้สึกตอนพิมพ์ก็ต้องบอกว่าทำได้ตามที่โฆษณาไว้เลยครับ รู้สึกนุ่มนวลและพิมพ์สนุกขึ้นจริง ๆ ถ้าให้อธิบายให้เห็นภาพ อารมณ์จะคล้ายกับ Red Switch ที่กดแล้วจังหวะเดียวลงไปเลย แต่จะมีความหนืดเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย ไม่ได้ยวบลงไปสุดทันทีแบบ Red Switch แต่ก็ไม่ต้องออกแรงกดเยอะ หรือมีเสียงดังคลิกแบบ Blue Switch

ส่วนตัวเทคโนโลยี UniCushion นั้น เอาจริง ๆ ผมอาจจะไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากคีย์บอร์ดตัวอื่นที่เคยใช้มามากนัก อาจเป็นเพราะปกติผมไม่ใช่คนที่พิมพ์กระแทกน้ำหนักแรง ๆ อยู่แล้วด้วยครับ

แต่ที่ผมชื่นชอบคือดีไซน์เคสแบบโปร่งแสงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Y2K ซึ่งสวยดีและแตกต่างจากคีย์บอร์ดหลายๆตัวในตลาดเลยครับ

คีย์บอร์ดทำงาน เอามาเล่นเกมจะไหวไหม?

ทีนี้อาจจะมีคำถามว่า "ทำงานเกี่ยวกับเกม หรือต้องเล่นเกมด้วย เอาคีย์บอร์ดทำงานมาเล่นเกมมันจะเวิร์กเหรอ?" ต้องอธิบายแบบนี้ครับ ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ หรือเน้นเล่นเกมแข่งขันแบบจริงจัง ผมแนะนำว่าให้ไปมองหาคีย์บอร์ดเกมมิ่งโดยตรงจะดีกว่า (อย่าง Logitech G Series ก็มีให้เลือกเยอะมาก)

แต่ในมุมมองของผม เจ้า Alto Keys ตัวนี้ตอบโจทย์การเล่นเกมทั่วไปได้สบายมากครับ แม้จะเป็นระบบ Wireless แต่เขาก็มีตัวรับสัญญาณ (USB Receiver) เฉพาะของ Logitech มาให้ แน่นอนว่าถ้าไปเจาะดูตัวเลขสเปกเชิงลึก มันย่อมมีค่าความหน่วง (Delay) ที่สูงกว่าคีย์บอร์ดเกมมิ่งอยู่แล้ว แต่ในการใช้งานจริงมันไม่ได้ดีเลย์จนถึงขั้นเล่นไม่ได้เลย หลังจากผมลองใช้มาประมาณ 1 สัปดาห์ ผมไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากคีย์บอร์ดแบบมีสายด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอกครับ มันขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน ถ้าตั้งใจจะซื้อมาเพื่อเล่นเกมเป็นหลัก ตัวนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกแรกตั้งแต่ต้นครับ

ฟังก์ชันการใช้งานและแอปพลิเคชัน Logi+

สำหรับฟังก์ชันพิเศษของ Alto Keys 98M อาจจะไม่ได้มีลูกเล่นแพรวพราวมากนัก ฟีเจอร์หลัก ๆ คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 3 เครื่องพร้อมกัน และสามารถกดสลับใช้งานได้ตลอดเวลาผ่าน Bluetooth และ USB Receiver แต่ต้องมาร์คตรงนี้ไว้เลยครับ เพราะเจ้า Alto Key นี้รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายเท่านั้นครับ ช่อง USB บนคีย์บอร์ดใช้สำหรับการชาร์จเท่านั้นไม่สามารถต่อใช้งานผ่านสายได้ครับ

อีกฟังก์ชันหนึ่งคือการปรับแต่งปุ่มผ่านแอปพลิเคชัน Logi+ (ย้ำว่าเป็นคนละตัวกับ Logitech G Hub นะครับ) ซึ่งเราสามารถตั้งค่าปุ่มต่าง ๆ หรือตั้ง Macro ได้ค่อนข้างง่าย แต่มันอาจจะไม่ได้ลงลึกละเอียดเท่าซอฟต์แวร์ของคีย์บอร์ดเกมมิ่ง

นอกจากนี้ ตัวคีย์บอร์ดยังชูจุดขายเรื่องปุ่มเรียกใช้งาน AI ที่อยู่บริเวณมุมขวาบน ซึ่งทำงานร่วมกับ ChatGPT แต่พูดตามตรงคือผมแทบไม่ได้ใช้เลยครับ ปกติถ้าจะใช้ ผมมักจะเปิดผ่าน Browser มากกว่า และ AI ตัวหลักที่ผมใช้ก็ไม่ใช่ ChatGPT ด้วย โชคดีที่เราสามารถเข้าไปปรับแต่งในแอป Logi+ เปลี่ยนปุ่มพวกนี้เป็นคีย์ลัดอื่น ๆ ที่มีประโยชน์กับการทำงานมากกว่าได้ เช่น ปุ่ม Save งาน หรือปุ่มบันทึกต่าง ๆ ครับ

ปัญหาเรื่องภาษา และอิสระในการเปลี่ยน Keycap

แน่นอนครับว่าด้วยความที่มันไม่ได้วางขายในไทย Keycap ที่ให้มาจึงมีแค่ภาษาอังกฤษล้วน แต่ข้อดีของการเป็นคีย์บอร์ด Hot-Swap คือมันไม่ได้เปลี่ยนได้แค่สวิตช์ แต่สามารถเปลี่ยน Keycap ได้ด้วย ผมลองเปลี่ยนดูแล้ว ขอแค่ขั้วต่อด้านล่างเป็นรูปเครื่องหมายบวก (+) ก็สามารถใส่ได้หมดทุกโปรไฟล์เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น OEM, Cherry หรือที่ผมใช้อยู่ตอนนี้คือโปรไฟล์ XDA ก็ใส่ใช้งานได้ปกติเลย (แต่สัมผัสการพิมพ์จะเปลี่ยนไปตามวัสดุของ Keycap ที่นำมาใส่นะครับ)

ตอนแรกผมพยายามจะใช้ Keycap เดิมแล้วซื้อสติกเกอร์ภาษาไทยมาแปะทับ แต่มันเจอปัญหาตรงที่เวลาไฟคีย์บอร์ดส่องขึ้นมา ตัวสติกเกอร์มันสะท้อนแสงจนมองไม่เห็นตัวอักษร ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยน Keycap ยกชุดไปเลยจบกว่าครับ

แบตเตอรี่สุดอึด แสงไฟ และน้ำหนักที่แอบเซอร์ไพรส์

ด้วยความที่มันเป็นคีย์บอร์ดสายทำงาน เรื่องไฟ RGB สดใสจึงข้ามไปได้เลยครับ รุ่นนี้มาพร้อมกับไฟ Backlight สีขาวเพียงสีเดียว ซึ่งถ้าใช้ Keycap เดิมของมัน ไฟก็จะลอดผ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านบนได้สวยงามกำลังดี

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ แบตเตอรี่ ครับ ทางแบรนด์เคลมไว้ว่า "หากใช้งานโดยไม่เปิดไฟ Backlight แบตเตอรี่จะสามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 12 เดือน" พระเจ้าช่วย! ชาร์จครั้งเดียวใช้ได้เป็นปี ซึ่งจะจริงหรือแค่คำโฆษณาผมก็ยังตอบไม่ได้เต็มปาก แต่หลังจากชาร์จเต็มและใช้งานมา 1 สัปดาห์ (แบบเปิดไฟ Backlight ด้วย) แบตเตอรี่ก็ยังไม่หมดครับ

เรื่องที่แอบทำเอาเซอร์ไพรส์นิด ๆ คือ น้ำหนัก ครับ ปกติแล้วคีย์บอร์ดสายทำงานมักจะออกแบบมาให้เบาและพกพาง่าย แต่เจ้าตัวนี้มีน้ำหนักถึงประมาณ 1.1 กิโลกรัม ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามันค่อนข้างหนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ

ราคาและความคุ้มค่า

ปิดท้ายกันที่เรื่องราคาครับ เนื่องจากมันไม่มีเครื่องศูนย์ไทย ราคาจึงค่อนข้างแกว่งไปตามแต่ละร้านที่นำเข้ามา สำหรับตัวที่ผมได้มานี้เป็นสินค้ามือสอง ได้มาในราคา 1,600 บาท แต่ถ้าอิงจากราคาเต็มหน้าร้านของรุ่นนี้จริง ๆ จะตกอยู่ที่ประมาณ 3,000+ บาทขึ้นไปครับ ซึ่งถ้าหาได้ในราคาประมาณที่ผมได้มาเทียบกับแบรนด์แล้วผมว่าคุ้มค่าพอสมควรเลยครับ

แชร์เรื่องนี้:
Worrapol T.
Worrapol T.

Content Writer

เรื่องที่เกี่ยวข้อง